กรุณารอสักครู่

 

HomeBlog

เขียนคำฟ้องคดีแรงงานด้วยตนเอง ต้องเตรียมอะไรบ้าง

คดีแรงงานเป็นคดีที่ลูกจ้างหรือนายจ้างสามารถดำเนินคดีด้วยตนเองได้ ไม่ได้มีกฎหมายบังคับว่าจะต้องแต่งตั้งทนายความ และกฎหมายยังออกแบบวิธีการฟ้องคดีให้ประชาชนเข้าถึงศาลได้สะดวกกว่าคดีแพ่งทั่วไป พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 35 กำหนดว่า โจทก์อาจยื่นคำฟ้องเป็นหนังสือ หรือมาแถลงข้อหาด้วยวาจาต่อหน้าศาลก็ได้ หากโจทก์มาแถลงด้วยวาจา ศาลมีอำนาจสอบถามตามความจำเป็น แล้วบันทึกรายการแห่งข้อหา อ่านให้โจทก์ฟัง และให้โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ เอกสารเผยแพร่ของศาลแรงงานยังอธิบายแนวทางปฏิบัติว่า ผู้ฟ้องอาจใช้แบบพิมพ์ของศาล หรือมาฟ้องด้วยวาจาโดยมีเจ้าหน้าที่ช่วยจัดทำคำฟ้องได้ แม้จะมีเจ้าหน้าที่ช่วยเรียบเรียงคำฟ้อง แต่เจ้าของเรื่องยังคงเป็นผู้ที่รู้ข้อเท็จจริงดีที่สุด ก่อนลงลายมือชื่อจึงควรอ่านคำฟ้องทั้งหมดให้ละเอียด ตรวจดูว่าชื่อคู่ความ เหตุการณ์ จำนวนเงิน และสิ่งที่ต้องการให้ศาลมีคำพิพากษานั้นตรงกับข้อเท็จจริงและความประสงค์ของเราหรือไม่ สิ่งแรกที่ควรตรวจสอบคือ เราทำงานให้ใคร และบุคคลใดเป็นนายจ้างตามกฎหมาย เพราะชื่อทางการค้า ชื่อสถานประกอบการ และชื่อนิติบุคคลอาจไม่ใช่ชื่อเดียวกันเสมอไป หากนายจ้างเป็นบริษัท ควรคัดหนังสือรับรองนิติบุคคลฉบับปัจจุบันเพื่อตรวจสอบชื่อบริษัท เลขทะเบียน ที่ตั้งสำนักงาน และผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท หากเป็นมูลนิธิ สมาคม โรงเรียน หรือกิจการในรูปแบบอื่น ก็ควรตรวจสอบเอกสารการจัดตั้งและสถานะขององค์กรนั้นให้ถูกต้อง การระบุจำเลยให้ตรงกับบุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็นนายจ้างจะช่วยลดปัญหาเรื่องตัวคู่ความ การส่งหมาย และการบังคับคดีภายหลัง จากนั้นจึงตรวจสอบหลักฐานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในการจ้างงาน หากมีสัญญาจ้าง หนังสือแต่งตั้ง หนังสือปรับตำแหน่ง หรือหนังสือแจ้งค่าจ้าง ก็ควรนำไปประกอบการจัดทำคำฟ้อง แต่หากไม่มีสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร อาจรวบรวมหลักฐานอื่นที่แสดงว่าเราเข้าทำงานในฐานะลูกจ้าง เช่น สลิปเงินเดือน...

เอกสารแนบท้ายแถลงการณ์ปิดคดี เป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องหรือไม่

หลายคดีไม่ได้แพ้กันเพราะไม่มีหลักฐาน แต่แพ้กันเพราะนำหลักฐานเข้าสู่คดีไม่ถูกเวลา บางคนคิดว่า เพียงนำเอกสารหรือภาพถ่ายมาแนบท้ายแถลงการณ์ปิดคดี ศาลก็ย่อมมองเห็นข้อเท็จจริงนั้นและนำไปใช้วินิจฉัยได้ แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7907/2561 แสดงให้เห็นชัดว่า การที่เอกสารปรากฏอยู่ในสำนวน ไม่ได้หมายความว่าเอกสารนั้นจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง หรือใช้เพิ่มเติมข้อเท็จจริงที่ไม่ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นได้เสมอไป ใครที่ยังนึกภาพไม่ออก ลองมาฟังเรื่องนี้ มีคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องอยู่คดีหนึ่ง คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7907/2561 เรื่องเริ่มจากเหตุฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน น้ำจากหลังคาและน้ำจากเชิงเขาไหลเข้ามาภายในอาคาร ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน ประตูด้านหน้าอาคารปิดอยู่ น้ำจึงไม่สามารถไหลออกไปได้และเกิดน้ำขังภายในโชว์รูม จากเหตุการณ์ดังกล่าวจึงเกิดข้อพิพาทว่า สภาพที่เกิดขึ้นจะถือเป็น “น้ำท่วม” ตามความหมายในกรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สินหรือไม่ เมื่อคดีขึ้นสู่ศาล คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกันว่า เหตุการณ์เป็นไปตามที่โจทก์บรรยายไว้ในคำฟ้องทุกประการ และขอให้ศาลวินิจฉัยเพียงว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ในความหมายของคำว่า “น้ำท่วม” ตามกรมธรรม์หรือไม่ ตรงนี้สำคัญ เพราะเมื่อคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกันแล้ว ข้อเท็จจริงที่ศาลจะนำไปใช้วินิจฉัยย่อมต้องอยู่ภายในกรอบที่คู่ความทั้งสองฝ่ายรับกันไว้ ไม่ใช่มีข้อเท็จจริงใหม่เพิ่มเข้ามาภายหลังโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้มีโอกาสต่อสู้หรือโต้แย้งในกระบวนพิจารณาอย่างเต็มที่ ต่อมา หลังจากการสืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว ในช่วงแถลงการณ์ปิดคดี โจทก์ได้นำภาพถ่ายโชว์รูมมาแนบท้ายแถลงการณ์ ภาพถ่ายดังกล่าวทำให้เห็นว่าบริเวณด้านหลังโชว์รูมเป็นพื้นที่ป่าเขา ศาลอุทธรณ์จึงนำภาพถ่ายนั้นมาประกอบการวินิจฉัยว่า มีน้ำป่าไหลล้นเข้าท่วมพื้นที่เกิดเหตุ ฟังดูแล้ว หลายคนอาจรู้สึกว่า ภาพถ่ายก็เพียงช่วยให้ศาลเห็นสภาพพื้นที่ชัดขึ้น และทำให้เข้าใจเหตุการณ์ได้ครบถ้วนกว่าเดิม แล้วเหตุใดศาลจะนำมาวินิจฉัยไม่ได้  แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ ภาพถ่ายนั้นไม่ได้แนบท้ายคำฟ้องมาตั้งแต่ต้น และไม่ได้ถูกนำเข้าสู่กระบวนพิจารณาในช่วงที่คู่ความยังมีโอกาสตรวจสอบ โต้แย้ง และนำพยานหลักฐานมาหักล้าง หากแต่เพิ่งปรากฏในตอนแนบท้ายแถลงการณ์ปิดคดี...

แถลงการณ์ปิดคดีคืออะไร และทุกคดีแรงงานจำเป็นต้องทำหรือไม่

เมื่อการสืบพยานในคดีแรงงานสิ้นสุดลง คู่ความอาจใช้โอกาสนั้นแถลงการณ์ปิดคดี เพื่อสรุปให้ศาลเห็นว่า จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในสำนวนแล้ว ศาลควรวินิจฉัยคดีไปในทางใด พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 50 กำหนดว่า เมื่อศาลแรงงานได้สืบพยานตามที่จำเป็นแล้ว ให้ถือว่าการพิจารณาเป็นอันสิ้นสุด แต่คู่ความอาจแถลงการณ์ปิดคดีด้วยวาจาในวันเสร็จการพิจารณานั้นได้ คำว่า “อาจ” ในบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การแถลงการณ์ปิดคดีเป็นสิทธิของคู่ความ ไม่ใช่ขั้นตอนบังคับที่ทุกคดีจะต้องมี ก่อนที่ศาลจะสามารถพิพากษาคดีได้ หน้าที่ของแถลงการณ์ปิดคดีจึงไม่ใช่การเริ่มต้นเล่าเรื่องของคดีใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการนำสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในกระบวนพิจารณามาเรียบเรียงให้เห็นชัดขึ้นว่า ประเด็นข้อพิพาทของคดีมีอะไร พยานบุคคลหรือพยานเอกสารส่วนใดสนับสนุนข้อเท็จจริงข้อใด คำเบิกความของพยานฝ่ายใดสอดคล้องหรือขัดแย้งกับเอกสารอย่างไร และเมื่อรับฟังข้อเท็จจริงเหล่านั้นแล้วจะเกิดผลทางกฎหมายอย่างไร พูดง่าย ๆ คือ แถลงการณ์ปิดคดีมีหน้าที่เชื่อมโยงประเด็นข้อพิพาท พยานหลักฐาน และผลทางกฎหมายเข้าด้วยกัน เพื่อให้ศาลเห็นภาพรวมของคดีได้ชัดเจนขึ้น แต่แถลงการณ์ปิดคดีไม่ใช่คำฟ้องเพิ่มเติม ไม่ใช่คำให้การเพิ่มเติม และไม่ใช่ช่องทางสำหรับนำข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานใหม่เข้าสู่คดีภายหลังการสืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว หากคู่ความไม่ได้กล่าวข้อเท็จจริงสำคัญไว้ในคำฟ้องหรือคำให้การ ไม่ได้ถามพยานในประเด็นนั้น หรือไม่มีพยานหลักฐานในสำนวนรองรับ การนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาเขียนไว้ในแถลงการณ์ปิดคดีภายหลัง ย่อมไม่ทำให้ข้อเท็จจริงนั้นกลายเป็นข้อเท็จจริงที่ได้นำสืบต่อศาลแล้ว เช่นเดียวกับการนำเอกสาร ภาพถ่าย หรือข้อมูลใหม่มาแนบท้ายแถลงการณ์ปิดคดี การที่เอกสารดังกล่าวถูกนำมาใส่ไว้ในสำนวน ไม่ได้หมายความว่าเอกสารนั้นจะกลายเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้โดยอัตโนมัติ เพราะพยานหลักฐานต้องถูกนำเข้าสู่กระบวนพิจารณาโดยเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตรวจสอบ โต้แย้ง หรือถามค้านตามกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7907/2561 ได้วินิจฉัยไว้ว่า เอกสารที่โจทก์นำมาแนบท้ายคำแถลงการณ์ปิดคดีไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง และไม่อาจนำมาใช้เพิ่มเติมข้อเท็จจริงที่ไม่ได้บรรยายไว้ในคำฟ้องได้ หลักจากคำพิพากษาดังกล่าวจึงทำให้เห็นชัดว่า...

รับบำนาญประกันสังคมตั้งแต่อายุ 55 ปี แต่ยังทำงานต่อถึงอายุ 60 ปี เมื่อเกษียณแล้วจะได้ค่าชดเชยอีกไหม

คำถามนี้หลายคนอาจตอบทันทีว่า “ได้” เพราะเงินบำนาญประกันสังคมกับค่าชดเชยเป็นเงินคนละส่วนกัน ซึ่งหลักคิดนี้ไม่ผิดค่ะ แต่ก่อนจะไปถึงคำตอบเรื่องค่าชดเชย มีจุดหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกเสียก่อนว่า การมีอายุครบ 55 ปี ไม่ได้หมายความว่าลูกจ้างสามารถเลือกออกจากประกันสังคมมาตรา 33 เพื่อรับบำนาญ แล้วทำงานเป็นลูกจ้างของนายจ้างเดิมต่อไปตามปกติได้โดยอัตโนมัติ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 77 ทวิ ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ แต่หากในขณะนั้นความเป็นผู้ประกันตนยังไม่สิ้นสุด สิทธิรับบำนาญจะเริ่มตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ส่วนผู้ประกันตนตามมาตรา 33 นั้น มาตรา 38 กำหนดให้ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงเมื่อผู้ประกันตนตายหรือสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง หลักนี้ปรากฏชัดในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3307/2567 ซึ่งวินิจฉัยว่า การมีสิทธิได้รับบำนาญชราภาพต้องประกอบด้วยเงื่อนไขสำคัญ คือ ส่งเงินสมทบครบตามที่กฎหมายกำหนด มีอายุครบ 55 ปี และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้ามีคนบอกว่า “ฉันรับบำนาญประกันสังคมตั้งแต่อายุ 55 ปี แต่ยังทำงานต่อกับบริษัทเดิมจนถึง 60 ปี” สิ่งที่ต้องถามต่อไม่ใช่เพียงว่าเกษียณแล้วจะได้ค่าชดเชยไหม แต่ต้องดูข้อเท็จจริงด้วยว่า ตอนอายุ 55...

อายุ 62 ปี ทำงานมา 4 ปี จะขอเกษียณและรับค่าชดเชยได้ไหม

อย่าเพิ่งถามว่า “อายุเท่านี้เกษียณได้หรือยัง” ต้องถามก่อนว่า บริษัทกำหนดอายุเกษียณไว้หรือไม่ เพราะคำตอบอาจต่างกันคนละเรื่องเลยค่ะ มีพี่ท่านหนึ่งถามว่า “ผมเข้าทำงานตอนอายุ 59 ปี ทำงานต่อเนื่องมา 4 ปี ตอนนี้อายุ 62 ปี จะยื่นเกษียณได้ไหมครับ” คำตอบคือ มีโอกาสยื่นขอเกษียณได้ แต่ต้องตรวจสอบข้อบังคับ สัญญาจ้าง หรือข้อตกลงของบริษัทก่อนว่า กำหนดเรื่องการเกษียณอายุไว้อย่างไร กฎหมายกำหนดไว้อย่างไร? พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118/1 แบ่งกรณีเกษียณอายุไว้เป็นสองลักษณะสำคัญ กรณีแรก บริษัทกำหนดอายุเกษียณไว้แล้ว ถ้าข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน สัญญาจ้าง หรือข้อตกลงกำหนดว่า ลูกจ้างต้องเกษียณเมื่ออายุ 55 ปี 60 ปี หรืออายุอื่น การเกษียณย่อมเป็นไปตามกำหนดนั้น และกฎหมายให้ถือว่าการเกษียณอายุเป็นการเลิกจ้าง ลูกจ้างจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงาน เว้นแต่ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าเมื่อครบอายุเกษียณแล้ว นายจ้างกับลูกจ้างตกลงให้ทำงานต่อเนื่อง โดยยังมิได้ทำให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลง ศาลฎีกาที่ 3114/2567 วินิจฉัยว่า แม้ลูกจ้างจะครบอายุเกษียณตามข้อบังคับแล้ว แต่เมื่อนายจ้างยังให้ทำงานต่อเนื่องและยังมิได้จ่ายค่าชดเชย ก็ยังไม่ถือว่าเกิดการเลิกจ้างในวันครบเกษียณ อายุงานจึงนับต่อเนื่องไปจนถึงวันที่เลิกจ้างจริง ดังนั้น อายุครบเกษียณไม่ได้แปลว่าสัญญาจ้างสิ้นสุดลงเองทุกกรณี...

ลาพักร้อนไว้แล้ว แต่เกิดเหตุให้ต้องลาออกก่อน วันลาที่อนุมัติไว้ยังได้เงินหรือไม่

หลายคนชอบถามสั้น ๆ และอยากได้คำตอบสั้น ๆ แต่เรื่องกฎหมายบางเรื่องสรุปสั้นได้ยาก เพราะต้องอธิบายทั้งเหตุผล ข้อกฎหมาย และแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง คำถามนี้เห็นว่าเป็นประโยชน์ทั้งกับฝ่ายทรัพยากรบุคคลและลูกจ้าง จึงหยิบมาตอบแบบละเอียดหน่อย ยาวนิดหนึ่งแต่ขอให้อ่านให้จบนะคะ ลาพักร้อนไว้แล้ว แต่เกิดเหตุให้ต้องลาออกก่อน วันลาที่อนุมัติไว้ยังได้เงินหรือไม่? เรื่องนี้ชวนคิดว่า “วันลาพักร้อนที่ระบบอนุมัติแล้ว” จะติดตัวลูกจ้างไปเสมอหรือไม่ แม้สัญญาจ้างจะสิ้นสุดลงก่อนถึงวันลา? คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่าในระบบขึ้นคำว่า “อนุมัติ” แล้วหรือยังเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่า วันลาเกิดขึ้นในระหว่างที่ยังมีสถานะเป็นลูกจ้างหรือไม่ และ การลาออกมีผลวันใดกันแน่ จากคำถาม ลูกจ้างขอลาพักร้อนวันที่ 24–25 กรกฎาคม 2569 แต่ต่อมาแจ้งลาออกโดยระบุว่า พ้นสภาพวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 จึงต้องแยกพิจารณาเป็นสองเรื่องค่ะ 1. วันพักร้อนวันที่ 24–25 กรกฎาคม จะได้รับค่าจ้างหรือไม่? พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 30 กำหนดให้ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่าปีละ 6 วันทำงาน โดยนายจ้างเป็นผู้กำหนดล่วงหน้า หรือกำหนดตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน และมาตรา 56 กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี อย่างไรก็ตาม การใช้สิทธิดังกล่าวต้องเกิดขึ้น...

ป่วยตอนทำงาน ไม่ได้แปลว่าเป็นโรคจากการทำงานเสมอไป

วันก่อนมีคนถามว่า “พี่ทนาย หนูเริ่มป่วยตอนนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ แบบนี้เบิกกองทุนเงินทดแทนได้ไหม” คำถามนี้ฟังดูเหมือนตอบง่าย เพราะคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า เมื่ออาการป่วยเกิดขึ้นในเวลาทำงานหรือเกิดขึ้นภายในสถานที่ทำงาน ก็น่าจะถือว่าเป็นการเจ็บป่วยจากการทำงาน แต่ในทางกฎหมายไม่ได้พิจารณาเพียงว่า ตอนนั้นลูกจ้างอยู่ที่ไหนหรือเป็นเวลากี่โมงเท่านั้น สิ่งสำคัญกว่าคือ ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าอาการเจ็บป่วยนั้นมีความเกี่ยวข้องกับงานที่ทำจริงหรือไม่ พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 5 ให้ความหมายของคำว่า “เจ็บป่วย” ว่า การที่ลูกจ้างเจ็บป่วยหรือถึงแก่ความตายด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงาน หรือเนื่องจากการทำงาน ขณะที่คำว่า “ประสบอันตราย” หมายถึงการได้รับอันตรายแก่กายหรือผลกระทบแก่จิตใจ หรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงาน หรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้นายจ้าง หรือตามคำสั่งของนายจ้าง กฎหมายจึงวางเงื่อนไขไว้ที่ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุที่เกิดขึ้นกับการทำงาน ไม่ได้เขียนว่าเพียงเกิดในบริษัทหรือเกิดในเวลางานก็ได้รับความคุ้มครองทันที ลองนึกถึงคนที่นั่งทำงานอยู่ในสำนักงานแล้วมีอาการปวดท้องจากโรคประจำตัว หรือเกิดอาการแพ้ยาที่ใช้รักษาโรคอื่น แม้อาการจะแสดงออกในช่วงเวลาทำงาน แต่สาเหตุแท้จริงไม่ได้เกิดจากโต๊ะทำงาน เครื่องปรับอากาศ สารเคมี หรือสภาพแวดล้อมในการทำงาน อาการนั้นก็อาจไม่ใช่การเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานตามกฎหมายเงินทดแทน แนวคิดนี้เห็นได้จากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 561/2564 ซึ่งข้อเท็จจริงตามที่มีการเผยแพร่กล่าวถึงลูกจ้างที่ทำงานภายในอาคารและป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ตากับภาวะตาแห้งเรื้อรัง แต่พยานหลักฐานทางการแพทย์ชี้ว่าอาการดังกล่าวสืบเนื่องมาจากผลข้างเคียงของยาที่ใช้รักษามะเร็งสมองจนเกิดกลุ่มอาการสตีเวนส์–จอห์นสัน มิได้มีสาเหตุจากลักษณะหรือสภาพของงาน เมื่อพิสูจน์ความเชื่อมโยงกับงานไม่ได้ การที่ลูกจ้างทำงานอยู่ในอาคารหรือมีโอกาสสัมผัสสิ่งแวดล้อมในสำนักงานเพียงเล็กน้อยจึงยังไม่เพียงพอที่จะทำให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน ในทางกลับกัน บางโรคอาจเป็นโรคที่คนทั่วไปเป็นกันได้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าเหตุจากการทำงานเป็นตัวก่อให้เกิดโรคหรือทำให้อาการเกิดขึ้นโดยตรง กฎหมายก็อาจให้ความคุ้มครองได้เช่นกัน ตัวอย่างกรณีลูกจ้างต้องเดินทางโดยนั่งซ้อนรถจักรยานยนต์ฝ่าสายฝนไปตรวจงานก่อสร้างตามหน้าที่ ต่อมาป่วยเป็นไข้หวัดและอาการลุกลามจนเป็นปอดอักเสบ ศาลพิจารณาจากลำดับเหตุการณ์และสภาพการทำงานแล้วเห็นว่า การเจ็บป่วยมีสาเหตุเกี่ยวเนื่องจากการเดินทางไปปฏิบัติงาน จึงถือเป็นการเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานและอยู่ในความคุ้มครองของกฎหมายเงินทดแทน สิ่งที่สองคดีนี้กำลังบอกจึงไม่ใช่ว่า...

ไม่เซ็นรับทราบ แล้วนายจ้างจะอ้างเหตุเลิกจ้างได้หรือไม่

เวลานายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยอ้างว่าลูกจ้างกระทำความผิดร้ายแรง คำถามสำคัญไม่ได้มีเพียงว่า ลูกจ้างทำผิดจริงหรือไม่ ยังต้องถามต่ออีกว่า ในขณะที่เลิกจ้าง นายจ้างได้แจ้งเหตุที่ใช้เลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบแล้วหรือยัง?? เพราะพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคท้าย กำหนดไว้ว่า หากนายจ้างไม่ได้ระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง หรือไม่ได้แจ้งเหตุให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้าง นายจ้างจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ ถ้อยคำของกฎหมายจึงไม่ได้บังคับว่า การแจ้งเหตุเลิกจ้างต้องทำเป็นหนังสือทุกกรณี กฎหมายใช้คำว่า “มิได้ระบุเหตุไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง หรือมิได้แจ้งเหตุให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้าง” คำว่า “หรือ” แสดงให้เห็นว่า นายจ้างอาจดำเนินการได้สองทาง ทางหนึ่ง คือ ระบุเหตุไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง อีกทางหนึ่ง คือ แม้ไม่มีหนังสือระบุเหตุไว้โดยชัดแจ้ง แต่มีการแจ้งเหตุให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้าง ดังนั้น ในทางกฎหมาย การแจ้งเหตุด้วยวาจาจึงอาจมีผลได้ ไม่ใช่ว่าการเลิกจ้างเพราะความผิดร้ายแรงจะต้องมีหนังสือเลิกจ้างเสมอไป  แต่คำว่า “ทำได้” ไม่ได้แปลว่า “ควรทำ” เพราะเมื่อไม่มีหนังสือ ปัญหาจะไม่ได้จบอยู่ที่ข้อกฎหมาย แต่จะย้ายไปอยู่ที่เรื่องพยานหลักฐานทันทีว่า นายจ้างแจ้งอะไร แจ้งเมื่อใด และเหตุที่แจ้งมีรายละเอียดเพียงพอให้ลูกจ้างเข้าใจหรือไม่ กรณีตัวอย่าง บริษัทได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่ลูกจ้างถูกร้องเรียน ลูกจ้างเข้าร่วมประชุมและทราบว่ามีการสอบสวนเรื่องใด ที่ประชุมมีมติว่าลูกจ้างมีความผิดและให้เลิกจ้าง แม้ลูกจ้างจะไม่ยอมลงลายมือชื่อในบันทึกการประชุม แต่ในขณะเลิกจ้าง ผู้บังคับบัญชาได้แจ้งด้วยวาจาโดยอ้างถึงบันทึกการประชุมดังกล่าว ศาลแรงงานกลางรับฟังว่า ลูกจ้างทราบอยู่แล้วว่ามีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง...

เลิกจ้างเพราะอ้วน ทำได้หรือไม่

เลิกจ้างเพราะอ้วน…ทำได้หรือไม่? ถ้าถามว่า “ลูกจ้างอ้วนขึ้น นายจ้างเลิกจ้างได้ไหม” คำตอบคงไม่ควรเริ่มต้นที่ตัวเลขบนตาชั่ง แต่ต้องย้อนกลับไปถามก่อนว่า น้ำหนักหรือรูปร่างนั้นเกี่ยวอะไรกับงานที่ลูกจ้างทำมั้ย?? เรื่องนี้น่าสนใจเพราะประเทศไทยเคยมีคดีเกี่ยวกับน้ำหนักของลูกจ้างขึ้นไปถึงศาลฎีกาแล้ว และเป็นคดีของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คดีนี้ไม่ได้เป็นคดีที่นายจ้างเลิกจ้างพนักงานเพราะอ้วนโดยตรง แต่เป็นคดีที่ลูกจ้างโต้แย้งคำสั่งของนายจ้างที่นำค่า BMI และรอบเอวมาเป็นหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติงาน ตาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6231–6250/2559 บริษัทกำหนดเกณฑ์ให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิงมี BMI ไม่เกิน 25 และรอบเอวไม่เกิน 32 นิ้ว ส่วนพนักงานชาย BMI ไม่เกิน 27.5 และรอบเอวไม่เกิน 35 นิ้ว พร้อมกำหนดระยะเวลาให้พนักงานปรับปรุงภายใน 6 เดือน หากยังไม่ผ่านเกณฑ์ จะถูกมอบหมายให้ปฏิบัติงานบินเฉพาะเส้นทางในประเทศหรือเส้นทางที่ไปและกลับภายในวันเดียว และหากพ้นระยะเวลาที่กำหนดแล้วยังไม่สามารถปรับปรุงได้ ก็มีมาตรการให้ไปปฏิบัติงานภาคพื้นดินจนกว่าจะกลับมาอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด พนักงานจึงนำคดีมาฟ้องโดยโต้แย้งเรื่องคำสั่งดังกล่าว ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ลักษณะงานของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินแตกต่างจากพนักงานอื่น สัญญาจ้างกำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับบุคลิกภาพและสุขภาพไว้ และบริษัทมีการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับน้ำหนัก สัดส่วน รูปร่างและบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งหลักเกณฑ์ดังกล่าวใช้กับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเป็นการทั่วไป มิใช่เลือกบังคับเฉพาะบุคคล ศาลจึงวินิจฉัยว่าคำสั่งดังกล่าวอยู่ในอำนาจบริหารจัดการของนายจ้างและชอบด้วยกฎหมายตามข้อเท็จจริงของคดีนั้น เรื่องนี้ฝ้ายคิดว่าจุดที่น่าสนใจจึงไม่ได้อยู่ที่คำว่า “คนอ้วน” แต่อยู่ที่ว่า “สภาพร่างกายที่นายจ้างกำหนดนั้นสัมพันธ์กับลักษณะและคุณสมบัติของงานหรือไม่” เพราะแม้แต่คดีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ศาลก็ไม่ได้วินิจฉัยเป็นหลักทั่วไปว่า นายจ้างสามารถกำหนดน้ำหนักของลูกจ้างทุกตำแหน่งได้...

10 เช็กลิสต์ก่อนฟ้องลูกจ้าง

ฟ้องทั้งที ต้องดูก่อนว่าจะได้คุ้มเสีย หรือไปศาลเล่น ๆ แล้วให้ศาลยกฟ้อง เวลาลูกจ้างลาออกแบบไม่สวย ทำให้บริษัทเสียหาย หรือมีพฤติกรรมที่นายจ้างเห็นว่าเกินจะยอมรับ หลายคนตัดสินใจทันทีว่า “ต้องฟ้อง” ซึ่งการฟ้องคดีก็ไม่ใช่เรื่องผิด หากบริษัทมีสิทธิ มีหลักฐาน และมีความเสียหายที่พิสูจน์ได้จริง แต่ก่อนยื่นฟ้อง ควรหยุดทบทวนให้ครบก่อนว่า คดีนี้มีฐานกฎหมายเพียงพอหรือไม่ เรียกร้องอะไรได้บ้าง และผลที่คาดว่าจะได้รับคุ้มกับเวลา ค่าใช้จ่าย และทรัพยากรที่ต้องเสียไปหรือเปล่า เพราะการฟ้องโดยไม่มีฐานสิทธิหรือไม่มีหลักฐาน ไม่ได้ทำให้บริษัทดูเด็ดขาด แต่อาจกลายเป็นเสียทั้งเงิน เสียเวลา และสุดท้ายศาลยกฟ้อง 1. มีสิทธิหรือข้อกฎหมายอะไรให้ฟ้อง คำถามแรกไม่ใช่ว่า ลูกจ้างทำให้เราไม่พอใจแค่ไหน แต่ต้องถามว่า การกระทำนั้นเป็นการผิดสัญญา ผิดหน้าที่ หรือผิดกฎหมายข้อใด ตัวอย่างที่พบบ่อยคือ ลูกจ้างลาออกแล้วไปทำงานกับคู่แข่ง นายจ้างรู้สึกว่าเป็นการหักหลังและต้องการฟ้องทันที แต่เมื่อกลับไปดูสัญญาจ้าง กลับไม่มีข้อห้ามแข่งขัน ไม่มีข้อห้ามชักชวนลูกค้า และไม่มีข้อตกลงเรื่องการรักษาความลับที่ชัดเจน เมื่อไม่มีข้อสัญญารองรับ ก็ต้องตอบให้ได้ว่าจะฟ้องเขาจากฐานอะไร การเห็นว่าพฤติกรรมนั้น “ไม่เหมาะสม” กับการมีสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย เป็นคนละเรื่องกัน 2. ข้อสัญญาที่จะใช้ฟ้องมีอยู่จริงและเขียนไว้ชัดเจนหรือไม่ มีสัญญาไม่ได้หมายความว่าจะฟ้องได้ทุกเรื่อง ต้องเปิดอ่านด้วยว่าข้อสัญญากำหนดหน้าที่ของลูกจ้างไว้อย่างไร ห้ามทำอะไร ระยะเวลานานเพียงใด ครอบคลุมพื้นที่หรือกิจการประเภทไหน และกำหนดผลของการผิดสัญญาไว้อย่างไร ...