กรุณารอสักครู่

 

บทความแนะนำ

ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น

การบริหารคนและองค์กรรู้เรา | เราไม่ได้ถูกสอนให้แพ้กันสักเท่าไร

2 September 2026

โตขึ้นอีกแบบ คือแพ้แล้วไม่ต้องรีบพิสูจน์ว่าตัวเองยังเก่ง

ตอนเด็ก ๆ เราถูกสอนเรื่องความพยายามกันเยอะมาก ทำอะไรต้องตั้งใจ อย่ายอมแพ้ง่าย ๆ ล้มแล้วต้องลุก และถ้ายังไม่สำเร็จก็ให้พยายามใหม่อีกครั้ง คำสอนเหล่านี้ไม่ได้ผิดอะไร เพียงแต่เมื่อเข้ามาอยู่ในโลกการทำงานนานขึ้น ดิฉันกลับรู้สึกว่ามีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญพอ ๆ กัน แต่เราไม่ค่อยถูกสอน นั่นคือ ถ้าวันหนึ่งเราพยายามแล้ว แต่ยังแพ้อยู่ เราจะอยู่กับมันอย่างไร

เพราะโลกการทำงานไม่ได้ยุติธรรมในแบบที่ว่าคนพยายามที่สุดจะได้ทุกอย่างเสมอไป เราอาจเตรียม Presentation มาดีมาก แต่ลูกค้าเลือกอีกบริษัท สมัครตำแหน่งที่คิดว่าเหมาะกับเรามาก แต่สุดท้ายองค์กรเลือกอีกคน เสนอไอเดียที่เรามั่นใจแต่ที่ประชุมไม่เอา หรือบางครั้งไม่มีเหตุผลอะไรซับซ้อนเลย งานของเราอาจยังไม่ดีพอจริง ๆ ก็ได้

ความผิดหวังจากเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่ดิฉันคิดว่าน่าสนใจกว่าคือ พฤติกรรมของเราหลังจากรู้ว่าตัวเองไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ เพราะตรงนั้นมักมี Ego เข้ามาเกี่ยวข้องโดยที่เราไม่ทันสังเกต

บางคนรีบอธิบายว่าที่แพ้เพราะเงื่อนไขไม่ยุติธรรม บางคนเริ่มหาข้อเสียของคนที่ได้รับเลือก บางคนบอกตัวเองว่า “จริง ๆ ก็ไม่ได้อยากได้ขนาดนั้น” ทั้งที่ก่อนหน้านี้อยากได้มาก หรือบางคนรีบหาความสำเร็จเรื่องใหม่มาวางทับ เพราะทนอยู่กับความรู้สึกว่าตัวเองเพิ่งแพ้ไม่ได้ พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนไม่ดี แต่มันอาจกำลังบอกว่า เราผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับการเป็นคนที่ต้องชนะมากกว่าที่คิด

ดิฉันจึงมองว่า “การแพ้ให้เป็น” เป็น Self-management อีกแบบหนึ่ง มันไม่ใช่การยอมแพ้ ไม่ใช่การลดความทะเยอทะยาน และยิ่งไม่ใช่การปลอบตัวเองว่าไม่เป็นไรทุกครั้งที่ทำพลาด แต่เป็นความสามารถในการมองผลลัพธ์ตรง ๆ โดยไม่ต้องรีบปกป้องตัวเองจากมัน ถ้าเรายังไม่ดีพอ ก็ยอมรับว่ายังไม่ดีพอ ถ้ามีสิ่งที่ต้องแก้ ก็กลับไปแก้ แต่ถ้าเราทำดีที่สุดแล้วและครั้งนี้เพียงแค่ไม่ได้รับเลือก ก็ไม่จำเป็นต้องสร้างผู้ร้ายขึ้นมาสักคนเพื่อทำให้ความพ่ายแพ้นั้นรู้สึกง่ายขึ้น

ที่สำคัญ เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนความล้มเหลวทุกครั้งให้กลายเป็น “บทเรียนอันล้ำค่า” ตั้งแต่นาทีแรกด้วย บางเรื่องเสียใจได้ บางเรื่องเสียดายได้ และบางครั้งเราก็ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะมองเห็นว่ามันสอนอะไร หรือสุดท้ายอาจพบว่ามันไม่ได้สอนอะไรยิ่งใหญ่เลย นอกจากทำให้เรารู้ว่า ชีวิตมีบางเรื่องที่ไม่ได้เป็นอย่างใจ และเราก็ยังใช้ชีวิตต่อได้

ตรงนี้ต่างหากที่ดิฉันคิดว่า Resilience มีความหมาย เพราะความแข็งแรงไม่ได้อยู่ที่เราลุกได้เร็วแค่ไหนเสมอไป แต่อยู่ที่เมื่อกลับมายืนได้แล้ว เราไม่จำเป็นต้องบิดเรื่องราวเพื่อรักษาภาพของตัวเองว่า “ฉันต้องเป็นคนเก่ง ฉันต้องเป็นคนถูก และถ้าฉันไม่ได้ แปลว่าต้องมีใครหรืออะไรผิด”

เราใช้เวลาค่อนข้างมากในการพัฒนาความสามารถเพื่อให้ตัวเองชนะ แต่พอทำงานมานานขึ้น ดิฉันกลับคิดว่า ความเป็นผู้ใหญ่ในการทำงานอาจไม่ได้ปรากฏชัดที่สุดในวันที่เราชนะ แต่อาจเห็นชัดกว่าในวันที่เราไม่ได้อย่างที่หวัง เพราะวันชนะ ใคร ๆ ก็ดูดีได้ เรามั่นใจ ใจกว้าง ยินดีกับคนอื่น และพูดถึงการทำงานเป็นทีมได้ไม่ยาก

แต่วันที่แพ้แล้วเรายังมองคนอื่นอย่างเป็นธรรม มองตัวเองตามความจริง รับผิดในส่วนที่ควรรับ และไม่จำเป็นต้องเหยียบใครลงเพื่อพยุงความรู้สึกของตัวเองขึ้นมา — วันนั้นต่างหากที่เราอาจได้เห็นว่า ตัวเองเติบโตขึ้นแค่ไหนแล้ว

เพราะความสำเร็จอาจบอกว่าฝีมือเราไปถึงไหน แต่ความพ่ายแพ้มักบอกได้ชัดกว่าว่าใจเราโตถึงไหนแล้ว

อ.ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น
ทนายความและวิทยากรด้านกฎหมายแรงงานและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์