อย่างที่บอกไปว่า นอกจากงานในชั้นศาลแล้ว อีกงานหนึ่งของออฟฟิศเราคือการเข้าไปสอบข้อเท็จจริงภายในบริษัท เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและให้ความเห็นว่า เรื่องที่เกิดขึ้นควรนำไปสู่การลงโทษทางวินัย ออกหนังสือเตือน หรือร้ายแรงถึงขั้นเลิกจ้างได้หรือไม่
พอทำงานด้านนี้บ่อย ๆ จึงมีคำถามเกี่ยวกับการสอบข้อเท็จจริงเข้ามาค่อนข้างมาก ตั้งแต่ใครควรเป็นคนสอบ ต้องให้ผู้ร้องนั่งฟังด้วยไหม เอาคนนอกมาสอบได้หรือเปล่า ไปจนถึงคำถามว่า เมื่อมีคนร้องเรียนเข้ามาแล้ว บริษัทลงโทษผู้ถูกร้องได้เลยหรือไม่
เรื่องแรกที่ต้องแยกให้ออกก่อนคือ “บริษัทได้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้น” กับ “บริษัทมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง” เป็นคนละเรื่องกัน การมีคนมาร้องเรียนเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบ ไม่ใช่ข้อสรุปว่าผู้ถูกร้องกระทำผิดแล้ว
ถ้าเพียงมีคนกล่าวหาว่า “เขาทำแบบนั้น” แล้วบริษัทสามารถนำคำกล่าวหานั้นไปลงโทษอีกคนได้ทันที กระบวนการสอบข้อเท็จจริงก็คงไม่จำเป็น เพราะใครไม่พอใจใครก็สามารถพูดอะไรลอย ๆ ขึ้นมา แล้วทำให้อีกฝ่ายได้รับโทษทางวินัยได้
หน้าที่ของการสอบข้อเท็จจริงจึงอยู่ตรงกลางระหว่าง “ข้อกล่าวหา” กับ “การลงโทษ” คนสอบต้องพยายามตอบให้ได้ว่า ผู้ร้องรู้เห็นเหตุการณ์นั้นด้วยตัวเองหรือได้รับฟังมาจากคนอื่น เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อใด ที่ไหน มีใครอยู่ในเหตุการณ์อีกหรือไม่ มีข้อความ อีเมล กล้องวงจรปิด เอกสาร หรือพยานบุคคลอื่นสนับสนุนหรือขัดแย้งกับเรื่องที่เล่าหรือไม่ รวมถึงต้องฟังคำอธิบายของผู้ถูกกล่าวหาด้วย
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม เวลาสอบผู้ถูกร้องหรือผู้ถูกกล่าวหา โดยหลักจึงไม่จำเป็นต้องให้ผู้ร้องนั่งฟังอยู่ด้วยตลอด
การสอบข้อเท็จจริงภายในบริษัทไม่ใช่การพิจารณาคดีในศาล และในหลายกรณีการแยกสอบทีละคนกลับทำให้ได้ข้อเท็จจริงที่มีประโยชน์กว่า เพราะคนสอบจะได้ฟังเรื่องจากแต่ละฝ่ายโดยไม่ให้คำพูดของคนหนึ่งไปมีอิทธิพลต่ออีกคน และยังสามารถนำรายละเอียดที่แต่ละคนให้มาเปรียบเทียบกันภายหลังได้
ถ้าผู้ถูกร้องให้ข้อเท็จจริงใหม่ที่จำเป็นต้องกลับไปตรวจสอบกับผู้ร้อง ก็เรียกผู้ร้องมาสอบเพิ่มเติมได้ หากมีพยานคนอื่นก็สอบเพิ่ม หากมีเอกสารหรือข้อมูลที่ตรวจสอบได้ก็ควรตรวจสอบ การสอบไม่ได้มีเป้าหมายว่าจะต้องเชื่อผู้ร้องหรือเชื่อผู้ถูกร้อง แต่มีเป้าหมายว่า สุดท้ายแล้วบริษัทมีข้อเท็จจริงอะไรที่รับฟังได้บ้าง
อีกคำถามที่เจอบ่อยคือ บริษัทสามารถเอาบุคคลภายนอกมาสอบได้หรือไม่??
ได้ค่ะ และนี่ก็คืองานส่วนหนึ่งที่ออฟฟิศเราทำอยู่
บริษัทอาจมอบหมายให้ทนายความ ที่ปรึกษาด้านแรงงาน หรือบุคคลภายนอกที่มีทักษะและไม่มีส่วนได้เสียกับเรื่องนั้นเข้ามาช่วยสอบข้อเท็จจริงได้ โดยเฉพาะบางกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริหารระดับสูง เรื่องร้องเรียนเกี่ยวข้องกับ HR เอง หรือบริษัทต้องการให้มีบุคคลที่ไม่มีความสัมพันธ์กับคู่กรณีเข้ามาช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง
แต่ต้องแยกอีกเรื่องหนึ่งให้ชัด คือ “คนสอบ” กับ “คนมีอำนาจลงโทษ” ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเดียวกัน
บุคคลภายนอกอาจทำหน้าที่สอบ รวบรวมและประเมินพยานหลักฐาน วิเคราะห์ข้อเท็จจริง และให้ความเห็นว่าเรื่องที่ร้องเรียนมีข้อเท็จจริงรองรับเพียงใด เข้าข่ายฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบของบริษัทหรือไม่ และหากจะดำเนินการทางวินัยมีประเด็นทางกฎหมายอะไรที่บริษัทต้องระวัง ส่วนการตัดสินใจว่าจะเตือน ลงโทษ หรือเลิกจ้าง ยังคงเป็นการตัดสินใจของนายจ้างหรือผู้มีอำนาจของบริษัท
เพราะฉะนั้น เวลาฝ้ายเข้าไปสอบข้อเท็จจริง สิ่งที่ทำไม่ใช่การเข้าไปหาหลักฐานเพื่อยืนยันว่า “คนที่ถูกร้องต้องผิด” แต่เป็นการตรวจสอบว่า เรื่องที่มีคนพูดขึ้นมานั้น เมื่อเอาพยานหลักฐานทั้งหมดมาวางแล้ว บริษัทสามารถรับฟังเป็นข้อเท็จจริงได้จริงแค่ไหน
“สองอย่างนี้ต่างกันมาก”
มีคนกล่าวหาว่าเกิดเรื่องขึ้น ไม่ได้แปลว่าเรื่องนั้นเกิดขึ้นจริง และเรื่องเกิดขึ้นจริง ก็ยังต้องดูต่อว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอหรือไม่ที่จะนำไปใช้เป็นเหตุลงโทษ
เพราะวันที่บริษัทออกหนังสือเตือนหรือหนังสือเลิกจ้าง บริษัทไม่ได้ลงโทษลูกจ้างด้วย “เรื่องที่มีคนมาเล่าให้ฟัง”
บริษัทกำลังลงโทษเขาด้วย ข้อเท็จจริงที่บริษัทต้องพร้อมอธิบายได้ว่า เชื่อว่าเกิดขึ้นจริงเพราะอะไร และถ้าวันหนึ่งเรื่องนั้นไปถึงศาล คำถามสำคัญก็จะไม่ใช่เพียงว่า “มีใครร้องเรียนหรือไม่” แต่คือ นายจ้างพิสูจน์ได้หรือไม่ว่า ลูกจ้างได้กระทำสิ่งที่นายจ้างนำมาเป็นเหตุลงโทษจริง
สุดท้าย ถ้าบริษัทถามว่า
“แล้วให้คนนอกเข้าไปสอบแทนได้ไหม”
คำตอบคือ ได้ค่ะ
และในบางเรื่อง การมีคนนอกเข้าไปสอบอาจเหมาะกว่าด้วยซ้ำ เพราะช่วยแยกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องออกจากกระบวนการ ลดข้อกังวลเรื่องความเป็นกลาง และช่วยให้บริษัทได้ทั้งข้อเท็จจริงกับมุมกฎหมายก่อนตัดสินใจ
งานของออฟฟิศเราจึงไม่ได้มีแค่ไปว่าความตอนเรื่องถึงศาลแล้ว
แต่ถ้าบริษัทอยากรู้ตั้งแต่ก่อนออกหนังสือเตือน ก่อนลงโทษ หรือก่อนเลิกจ้างว่า ข้อเท็จจริงที่มีอยู่ “พอหรือยัง” และถ้าดำเนินการต่อ “เสี่ยงตรงไหน” งานแบบนี้ก็จ้างเราเข้าไปทำได้ค่ะ
บางคดี ถ้าสอบให้ดีตั้งแต่ต้น ก็อาจไม่ต้องไปเจอกันต่อในศาลเลยด้วยซ้ำ 😉
ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น
ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน
คลินิกกฎหมายแรงงาน

