Please wait ...

 

hrกฎหมายกฏหมายแรงงานคลินิกกฎหมายแรงงานฎีกาคดีแรงงานทนายคดีแรงงานนายจ้างลูกจ้างวิทยากรกฎหมายแรงงานลูกจ้างประสบอันตรายจากการทำงาน กรณีไหนนายจ้าง “ไม่ต้องจ่ายเงินทดแทน”

เวลาลูกจ้างประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน บางครั้งพอไล่ดูข้อเท็จจริงแล้ว นายจ้างอาจรู้สึกว่า “ก็ลูกจ้างทำตัวเองนี่นา บริษัทต้องรับผิดด้วยหรือ?” บางคนไม่ทำตามวิธีการทำงานที่กำหนด บางคนรู้อยู่ว่างานมีความเสี่ยงแต่ยังทำ หรือบางกรณีก็ประมาทเสียจนอ่านข้อเท็จจริงแล้วอยากถามเหมือนกันว่าทำไปได้ยังไงก่อน แต่ในทางกฎหมาย คำว่า “ลูกจ้างมีส่วนทำให้เกิดอุบัติเหตุ” กับ “นายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินทดแทน” ไม่ใช่เรื่องเดียวกันค่ะ

พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 22 กำหนดเหตุที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินทดแทนไว้ 2 กรณี คือ ลูกจ้างเสพของมึนเมาหรือสิ่งเสพติดอื่นจนไม่สามารถครองสติได้ และลูกจ้างจงใจให้ตนเองประสบอันตรายหรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนเองประสบอันตราย จะเห็นว่ากฎหมายใช้คำว่า “จงใจ” ไม่ได้ใช้คำว่า “ประมาท” “ประมาทอย่างร้ายแรง” หรือ “รู้อยู่ว่างานเสี่ยงแต่ยังทำ” เพราะฉะนั้น เพียงข้อเท็จจริงว่าลูกจ้างทำไม่ถูกวิธี ฝ่าฝืนคำสั่ง หรือเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยง ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปทันทีว่านายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินทดแทน ต้องพิจารณาต่อไปว่าพฤติการณ์นั้นถึงขั้นเป็นการจงใจให้ตนเองประสบอันตรายตามความหมายของมาตรา 22 หรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1898/2523 เป็นตัวอย่างที่เห็นเส้นแบ่งนี้ค่อนข้างชัด ผู้ตายเป็นไต้ก๋งเรือประมงและนำเรือเข้าไปจับปลาในน่านน้ำประเทศกัมพูชา ก่อนถูกเรือไม่ปรากฏสัญชาติไล่ยิงจนถึงแก่ความตาย เมื่ออ่านข้อเท็จจริงเพียงเท่านี้อาจรู้สึกว่า ผู้ตายก็ทราบว่าบริเวณดังกล่าวมีอันตรายแล้วยังนำเรือเข้าไปเอง จะถือว่าเป็นการจงใจเสี่ยงหรือไม่ แต่ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จะมีเรือประมงไทยเข้าไปจับปลาในบริเวณดังกล่าวอยู่เสมอ ก็ไม่ได้หมายความว่าเรือที่เข้าไปจะต้องถูกยิงทุกครั้ง ผู้ตายจึงไม่อาจเล็งเห็นผลได้ว่าจะต้องหรือน่าจะถูกยิงได้รับอันตรายหรือถึงแก่ความตายโดยแน่แท้ การนำเรือเข้าไปจับปลาแล้วถูกยิงเสียชีวิตจึงไม่ถือว่าเป็นการจงใจให้ตนเองประสบอันตราย

ฎีกานี้ทำให้เห็นว่า “รู้ว่ามีความเสี่ยง” กับ “จงใจให้ตนเองได้รับอันตราย” ยังห่างกันอยู่พอสมควร ไม่เช่นนั้นลูกจ้างที่ทำงานในอาชีพซึ่งมีความเสี่ยงสูงก็คงลำบาก เพราะทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุอาจถูกย้อนถามได้หมดว่า ก็รู้อยู่ว่างานอันตรายแล้วทำไมยังทำ ทั้งที่การยอมรับความเสี่ยงตามปกติของการทำงานไม่ได้หมายความว่าลูกจ้างประสงค์หรือจงใจให้ความเสียหายนั้นเกิดขึ้นแก่ตนเอง

อีกคดีหนึ่งคือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 705/2516 ผู้ตายเป็นลูกจ้างในกิจการก่อสร้างถนน มีหน้าที่เก็บรากไม้ เก็บหิน และดูหลักระดับผิวถนน ในวันเกิดเหตุหัวหน้าคนงานสั่งให้ผู้ตายและลูกจ้างคนอื่นเดินจากสำนักงานไปยังจุดทำงานซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 300 เมตร ระหว่างทางมีรถบดของนายจ้างผ่านมา ผู้ตายจึงขอโดยสารไปด้วย ต่อมาพลัดตกจากรถและถูกรถบดทับจนเสียชีวิต แม้จะมีประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับลักษณะการขึ้นรถและความประมาทของผู้ตาย แต่ศาลเห็นว่าขณะเกิดเหตุผู้ตายกำลังเดินทางไปยังจุดทำงานตามคำสั่งของหัวหน้าคนงาน การเดินทางนั้นจึงเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน และการเสียชีวิตเป็นการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน มิใช่อันตรายที่ผู้ตายจงใจก่อให้เกิดขึ้นแก่ตนเอง

ตรงนี้มีอีกประเด็นที่ควรแยกออกจากมาตรา 22 ให้ชัด เพราะเวลาพิจารณาว่านายจ้างต้องจ่ายเงินทดแทนหรือไม่ เราต้องดูก่อนว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็น “การประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน” หรือไม่ หากไม่เกี่ยวเนื่องกับการทำงานตั้งแต่ต้น ก็ไม่จำเป็นต้องไปพิจารณาข้อยกเว้นตามมาตรา 22 แต่หากเป็นการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานแล้ว จึงค่อยมาดูว่ามีเหตุที่กฎหมายยกเว้นความรับผิดไว้หรือไม่ สองเรื่องนี้จึงเป็นคนละขั้นตอนกัน

เหตุเกิดในเวลางานจึงไม่ได้แปลว่าจะเป็นอันตรายเนื่องจากการทำงานทุกกรณี และในทางกลับกัน เหตุที่ไม่ได้เกิดในขณะที่ลูกจ้างกำลังลงมือทำงานโดยตรงก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกี่ยวกับการทำงานเสมอไป อย่างในฎีกาที่ 705/2516 ผู้ตายยังเดินทางไปไม่ถึงจุดทำงาน แต่เมื่อการเดินทางนั้นเป็นไปตามคำสั่งของหัวหน้าคนงาน ศาลก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานได้ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหน้าที่ คำสั่งของนายจ้าง สถานที่ เวลา และความเกี่ยวเนื่องของเหตุที่เกิดขึ้นกับการทำงานจึงต้องนำมาพิจารณาประกอบกันทั้งหมด

เพราะฉะนั้น เวลาลูกจ้างประสบอุบัติเหตุแล้วพบว่าลูกจ้างเองก็มีส่วนทำให้เกิดเหตุ อย่าเพิ่งรีบหยิบมาตรา 22 ขึ้นมาแล้วจบเรื่องว่า “ลูกจ้างทำตัวเอง นายจ้างไม่ต้องจ่าย” ค่ะ ความประมาท การทำผิดวิธี การฝ่าฝืนคำสั่ง หรือแม้แต่การเข้าไปทำงานในสถานการณ์ที่รู้อยู่ว่ามีความเสี่ยง ไม่ได้เท่ากับการจงใจให้ตนเองประสบอันตรายโดยอัตโนมัติ

ข้อยกเว้นของมาตรา 22 มีขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้ชัด หากจะอ้างว่านายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินทดแทน ก็ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้เข้าองค์ประกอบของข้อยกเว้นนั้นจริง ๆ เพราะกฎหมายไม่ได้เขียนไว้ว่า “ถ้าลูกจ้างมีส่วนผิด นายจ้างไม่ต้องรับผิด” และยิ่งไม่ได้เขียนว่า “ถ้าดูแล้วลูกจ้างน่าจะระวังตัวได้มากกว่านี้ นายจ้างไม่ต้องจ่าย”

ถ้ากฎหมายเขียนง่ายขนาดนั้น คดีเงินทดแทนคงไม่ต้องขึ้นถึงศาลฎีกากันหลายคดีค่ะ

ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น

ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน

คลินิกกฎหมายแรงงาน