Please wait ...

 

เวลาลูกจ้างเสียชีวิตจากการทำงาน คำถามที่ตามมามักไม่ใช่แค่ว่า “ได้เงินเท่าไร” แต่คือ แล้วเงินนี้ใครเป็นคนได้?

พ่อแม่ได้ไหม คู่สมรสได้ไหม ลูกได้ทุกคนหรือเปล่า แล้วถ้าผู้ตายเลี้ยงดูพี่ น้อง หรือคนอื่นมาตลอด คนเหล่านั้นมีสิทธิด้วยหรือไม่

เรื่องนี้ต้องระวังค่ะ เพราะเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทนไม่ใช่เงินมรดกที่จะเปิดประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้วเรียงลำดับทายาทกันได้เลยว่าใครเป็นทายาทก็แบ่งกันไป แต่เป็นสิทธิที่กฎหมายกำหนดตัวบุคคลและเงื่อนไขของผู้มีสิทธิไว้โดยเฉพาะ

ใครบ้างเป็นผู้มีสิทธิตามมาตรา 20

พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเงินทดแทน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 กำหนดผู้มีสิทธิกรณีลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายหรือสูญหายไว้ในมาตรา 20 ได้แก่ บิดามารดา สามีหรือภรรยา และบุตรตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

ส่วนเรื่อง “บุตร” ปัจจุบันต้องดูให้ดี เพราะกฎหมายแก้ไขจากเดิมแล้ว

บุตรที่อายุต่ำกว่า 18 ปีเป็นผู้มีสิทธิ และกฎหมายให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนต่อไปจนกว่าจะจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี นอกจากนี้ หลังการแก้ไขกฎหมายในปี 2561 ยังเพิ่มกรณี บุตรที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปและกำลังศึกษาอยู่ในระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรี ให้เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจนกว่าจะจบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้วย

ดังนั้น ถ้าลูกจ้างเสียชีวิตและมีบุตรอายุ 20 ปีที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ อย่าเพิ่งตอบว่า “เกิน 18 แล้ว หมดสิทธิค่ะ” เพราะถ้าการศึกษาเข้าเงื่อนไขของมาตรา 20 กฎหมายปัจจุบันรับรองสิทธิของบุตรกลุ่มนี้ไว้โดยตรงแล้ว

กฎหมายยังรวมถึงบุตรที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปซึ่งทุพพลภาพหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบและอยู่ในอุปการะของลูกจ้างก่อนลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหาย รวมทั้งบุตรของลูกจ้างซึ่งเกิดภายใน 310 วันนับแต่วันที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือวันที่เกิดเหตุสูญหาย โดยบุตรดังกล่าวมีสิทธิได้รับเงินทดแทนนับแต่วันคลอด

แล้วต้องเป็น “บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย” เท่านั้นหรือไม่

ประเด็นนี้มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจค่ะ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1308/2557 วินิจฉัยว่า บทบัญญัติมาตรา 20 ไม่ได้กำหนดว่าบุตรต้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย การพิจารณาความเป็น “บุตร” เพื่อรับเงินทดแทนจึงถือเอาความเป็นบุตรตามความเป็นจริง เมื่อบุคคลนั้นเป็นบุตรตามความเป็นจริงของลูกจ้างผู้ตาย ก็อาจเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนได้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย

ตรงนี้ต้องอ่านฎีกาให้ถูกส่วนด้วยนะคะ เพราะฎีกา 1308/2557 เกิดก่อนการแก้ไขมาตรา 20 ในปี 2561 ดังนั้น เราสามารถนำหลักเรื่อง “ความเป็นบุตรตามความเป็นจริง” มาใช้ได้ แต่เกณฑ์เรื่องอายุและการศึกษา ต้องกลับมาดูมาตรา 20 ฉบับปัจจุบัน ไม่ใช่หยิบเงื่อนไขเรื่องอายุจากฎีกาเก่ามาใช้ทั้งชุด

ฎีกาไม่ได้หมดอายุค่ะ แต่บางครั้งกฎหมายที่ฎีกากำลังตีความอยู่ตอนนั้นแก้ไปแล้ว อันนี้เป็นกับดักที่นักอ่านฎีกาเจอกันได้เรื่อย ๆ

แล้วคนที่ผู้ตายเลี้ยงดูอยู่ล่ะ มีสิทธิไหม

มีโอกาสค่ะ แต่ ไม่ได้เข้ามาแบ่งพร้อมกับบิดามารดา คู่สมรส หรือบุตรตั้งแต่ต้น

มาตรา 20 กำหนดไว้ว่า ในกรณีที่ไม่มีผู้มีสิทธิตามกลุ่มที่กฎหมายกำหนดไว้ข้างต้น จึงจะพิจารณาจ่ายเงินทดแทนแก่บุคคลซึ่งอยู่ในอุปการะของลูกจ้างก่อนลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหาย และบุคคลนั้นต้องได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะจากลูกจ้างด้วย

ดังนั้น คำว่า “ผู้อยู่ในอุปการะ” ไม่ใช่แค่พิสูจน์ว่า “ผู้ตายเคยให้เงินฉัน” แล้วจะได้สิทธิทันที ต้องถึงขนาดมีลักษณะของการอุปการะ และเมื่อขาดการอุปการะนั้นแล้วบุคคลดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนจริง

ตัวอย่างที่เห็นภาพคือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3922/2546 ผู้ตายเคยให้เงินแก่โจทก์บางเดือนประมาณ 1,000–1,500 บาท แต่ศาลเห็นว่าการให้เงินดังกล่าวเป็นเพียงการช่วยให้ชีวิตครอบครัวสะดวกขึ้น และไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับความเดือดร้อนเมื่อไม่ได้รับเงินในบางเดือน จึงยังไม่ถึงขั้นเป็น “ผู้อยู่ในอุปการะ” ตามความหมายของมาตรา 20

เพราะฉะนั้น “เคยให้เงิน” กับ “อยู่ในอุปการะ” ไม่ใช่คำเดียวกันค่ะ ต้องดูความสัมพันธ์และการพึ่งพาทางเศรษฐกิจจริง ๆ ด้วย

ถ้ามีผู้มีสิทธิหลายคน แบ่งกันอย่างไร

มาตรา 21 วางหลักค่อนข้างตรงไปตรงมาว่า ผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ได้รับส่วนแบ่งในเงินทดแทนเท่ากัน

เช่น หากข้อเท็จจริงมีผู้มีสิทธิ 4 คน ก็แบ่งสิทธิออกเป็นส่วนเท่า ๆ กันตามหลักของมาตรา 21 ไม่ได้แบ่งตามหลักมรดกว่าใครเป็นทายาทชั้นไหน หรือใครควรได้รับมากกว่ากันเพราะสนิทกับผู้ตายมากกว่า

และหากต่อมาผู้มีสิทธิคนหนึ่งหมดสิทธิ เช่น ถึงแก่ความตาย คู่สมรสสมรสใหม่หรือมีพฤติการณ์อยู่กินฉันสามีภรรยากับบุคคลอื่น หรือบุตรหมดคุณสมบัติตามที่มาตรา 20 กำหนด ส่วนของบุคคลที่หมดสิทธินั้นจะถูกนำไปเฉลี่ยให้แก่ผู้มีสิทธิคนอื่นต่อไปตามมาตรา 21

ตรงนี้จึงยิ่งเห็นชัดว่า เงินทดแทนไม่ใช่มรดก เพราะถ้าเป็นมรดก เมื่อเจ้าของสิทธิเสียชีวิต สิทธิก็อาจตกทอดไปยังทายาท แต่ระบบของเงินทดแทนกำหนดให้ส่วนของผู้หมดสิทธิกลับไปเฉลี่ยแก่ผู้มีสิทธิอื่นตามกฎหมาย

แล้วได้เงินเท่าไร และต้องจ่ายเป็นก้อนหรือไม่

กฎหมายปัจจุบันกำหนดค่าทดแทนกรณีลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหายไว้ในมาตรา 18 (4) ในอัตรา ร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน เป็นระยะเวลา 10 ปี ภายใต้หลักเกณฑ์เรื่องค่าทดแทนขั้นต่ำและสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด

โดยหลักกฎหมายกำหนดให้จ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือน ส่วนมาตรา 24 เปิดทางให้นายจ้างหรือสำนักงานประกันสังคมกับผู้มีสิทธิตกลงกันจ่ายคราวเดียวเต็มจำนวนหรือเป็นระยะเวลาอย่างอื่นได้ แต่ต้องเป็น ความตกลงของทั้งสองฝ่าย

ดังนั้น ผู้มีสิทธิไม่สามารถบอกฝ่ายเดียวว่า “ขอรับทั้งหมดเป็นเงินก้อนเลยค่ะ” แล้วอีกฝ่ายมีหน้าที่ต้องจ่ายตามนั้น

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4280/2559 ก็วางหลักในทำนองเดียวกันว่า การจ่ายค่าทดแทนเป็นเงินก้อนตามมาตรา 24 ต้องเกิดจากความตกลงระหว่างฝ่ายที่มีหน้าที่จ่ายกับผู้มีสิทธิ หากไม่มีความตกลง ก็ให้เป็นไปตามหลักการจ่ายรายเดือนที่กฎหมายกำหนด

เพราะเป็นลูก เป็นพ่อแม่ หรือเป็นคนที่ผู้ตายเลี้ยงดู ไม่ได้แปลว่าจะใช้กติกาเดียวกันทั้งหมด

เรื่องเงินทดแทนกรณีเสียชีวิตจึงต้องถามเป็นลำดับค่ะว่า ผู้ตายเสียชีวิตหรือสูญหายจากเหตุที่อยู่ในความคุ้มครองของกฎหมายเงินทดแทนหรือไม่ ใครเป็นผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ในขณะนั้น และแต่ละคนยังมีคุณสมบัติตามกฎหมายหรือไม่

หากมีบิดามารดา คู่สมรส หรือบุตรที่เข้าเงื่อนไข ก็ดำเนินการตามสิทธิของบุคคลกลุ่มนั้นก่อน ส่วน “ผู้อยู่ในอุปการะ” จะเข้ามาพิจารณาเมื่อไม่มีผู้มีสิทธิในกลุ่มแรก และยังต้องพิสูจน์อีกว่ามีการอุปการะและได้รับความเดือดร้อนจากการขาดอุปการะจริง

ดังนั้น เวลามีคนถามว่า

“เป็นทายาทค่ะ มีสิทธิได้เงินทดแทนไหม?”

คำตอบจึงยังไม่ใช่ “มี” หรือ “ไม่มี” ในทันที

ต้องเปิด พระราชบัญญัติเงินทดแทน ก่อนค่ะ ไม่ใช่เปิดเรื่องมรดก

เพราะในทางกฎหมาย “ทายาทของผู้ตาย” กับ “ผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน” ไม่จำเป็นต้องเป็นคนกลุ่มเดียวกัน

ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น

ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน

คลินิกกฎหมายแรงงาน