หนึ่งในฝันร้ายที่สุดของคนทำงาน คือการสัมภาษณ์งานผ่าน ตกลงเซ็นสัญญาจ้างเรียบร้อยจนตัดสินใจยื่นใบลาออกจากที่ทำงานเดิม แต่แล้วจู่ๆ บริษัทใหม่กลับโทรมาบอกยกเลิกสัญญากะทันหันก่อนถึงวันเริ่มงาน
คดีนี้มีลำดับเหตุการณ์ที่น่าสนใจและพบเห็นได้บ่อยในโลกของการทำงานจริง ลูกจ้างโปรไฟล์ดี โจทก์เป็นพนักงานของบริษัทแห่งหนึ่ง ได้รับเงินเดือนและสวัสดิการรวมเดือนละ 93,000 บาท ลูกจ้างคนเดิมนี่แหละ ไปสมัครงานกับบริษัทจำเลยในตำแหน่งผู้จัดการแผนกจัดซื้อ ตกลงรับเงินเดือน 95,000 บาท พร้อมสวัสดิการและโบนัส โดยมีกำหนดเริ่มงานในวันที่ 1 กันยายน 2557 เซ็นสัญญากับที่ใหม่ และมาลาออกที่เก่าช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2557 ทั้งสองฝ่ายได้ เซ็นสัญญาจ้างแรงงาน และบริษัทได้ส่งลูกจ้างไปตรวจสุขภาพ มาถึงขนาดนี้แล้วเป็นใครก็คิดว่าได้งานแล้ว ลูกจ้างจึงตัดสินใจยื่นใบลาออกจากบริษัทเดิม
และแน่นอนว่าอะไรอะไรมันก็เกิดขึ้นได้ สรุปว่าลูกจ้างรายนี้โดน บริษัทใหม่เทก่อนเริ่มงาน วันที่ 14 สิงหาคม 2557 (ก่อนถึงวันเริ่มงานประมาณครึ่งเดือน) จำเลยโทรศัพท์มา “ขอยกเลิกสัญญาจ้าง” และเมื่อตกงานกะทันหัน โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องศาลเพื่อเรียกค่าเสียหายต่างๆ เช่น สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า, ค่าจ้างที่ควรจะได้, โบนัส และค่าเสียโอกาสในการทำงาน รวมเป็นเงินกว่า 9 แสนบาท
ในขณะที่ฝั่งบริษัทต่อสู้ว่า การยกเลิกก่อนเริ่มงาน ไม่ถือว่าอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน และลูกจ้างยังไม่ได้เริ่มงาน จึงไม่มีความเสียหาย!!
คดีนี้ศาลตัดสินโดยพิจารณาแยกเป็น 2 ประเด็นหลัก ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญทางกฎหมาย
1. การยกเลิกสัญญาจ้าง ถือเป็นการผิดสัญญาหรือไม่?
ศาลแรงงานภาค 2 มองว่า เมื่อมีการทำสัญญาจ้างกันแล้ว การที่บริษัทบอกเลิกสัญญาโดยที่ลูกจ้างยังไม่ได้ทำความผิดใดๆ บริษัทถือเป็นผู้ผิดสัญญา และทำให้ลูกจ้างได้รับความเสียหายจริง ศาลจึงพิพากษาให้บริษัทต้องชดใช้ค่าเสียหาย ให้แก่ลูกจ้างเป็นเงิน 285,000 บาท (แม้จะไม่ถึง 9 แสนตามที่ขอ แต่ก็ยืนยันว่าบริษัทต้องรับผิดชอบ)
2. ลูกจ้างมีสิทธิเรียกร้อง “ค่าตกใจ” (สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า) หรือไม่? นี่คือไฮไลท์ของคดีนี้ โจทก์ได้อุทธรณ์ไปจนถึงศาลฎีกาเพื่อขอให้บริษัทจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17 และ ป.พ.พ. มาตรา 582) ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้อย่างน่าสนใจว่าการที่นายจ้างจะต้องรับผิดจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น นายจ้างกับลูกจ้างต้องมีการทำงานกันจริง เมื่อโจทก์ถูกเลิกสัญญาก่อนจะเริ่มทำงาน โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
บทเรียนเรื่องนี้เราได้อะไรบ้าง??
สำหรับลูกจ้าง ก็ต้องทราบว่าในการฟ้องเรียกค่าเสียหายได้หากคุณเซ็นสัญญาแล้ว ลาออกจากที่เก่าแล้ว แต่ถูกนายจ้างใหม่ยกเลิกสัญญา คุณสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาได้ เพราะคุณต้องสูญเสียรายได้และเสียโอกาส แต่เรียกค่าตกใจไม่ได้ เนื่องจากคุณยังไม่ได้ก้าวเท้าเข้าไปเริ่มทำงานจริงตามกฎหมายแรงงาน คุณจึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
ส่วนสำหรับนายจ้างและ HR “อย่าคิดว่าเซ็นแล้วยกเลิกฟรี” การตกลงรับเข้าทำงานและเซ็นสัญญาแล้ว มีผลผูกพันทางกฎหมายทันที แม้พนักงานจะยังไม่เริ่มงาน หากคุณยกเลิกสัญญาโดยพลการและทำให้เขาเสียโอกาส (เช่น เขาลาออกจากที่เก่ามาแล้ว) บริษัทอาจต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าเสียหายหลักแสนได้
บริษัทก็ควรคัดกรองให้ชัวร์ก่อนเซ็นสัญญา ควรตรวจสอบประวัติ สัมภาษณ์ และแน่ใจจริงๆ ก่อนที่จะออก Job Offer และให้ผู้สมัครเซ็นสัญญาจ้าง เพื่อป้องกันข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นตามมา
คดีนี้นับเป็นกรณีศึกษาที่เตือนใจทั้งสองฝ่ายว่า สัญญาจ้างเมื่อลงนามแล้วย่อมมีความศักดิ์สิทธิ์และมีผลผูกพัน การกระทำใดๆ ที่กระทบต่อสิทธิและทำให้เกิดความเสียหาย ย่อมมีราคาที่ต้องจ่ายตามกระบวนการยุติธรรมเสมอ
อ้างอิงจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7994/2560
คลินิกกฎหมายแรงงาน
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์นะคะ
ทนายฝ้าย 🫶
Facebook : คลินิกกฎหมายแรงงาน
TikTok : ทนายฝ้ายคลินิกกฎหมายแรงงาน
🏛️ สนใจติดต่องาน ขอทราบค่าบริการ ⚖️
💬 คดีความ
💬 ที่ปรึกษากฎหมาย
💬 ร่างข้อบังคับและสัญญาทั้ง 💬Thai/Eng
💬 งานบรรยาย/อบรม
💼 in-house training
สอบถามค่าบริการได้ทาง info@legalclinic.co.th
ช่องทางความรู้อื่นๆสามารถติดตามได้ที่
🌐 https://legalclinic.co.th/
🌐 https://www.youtube.com/labourlawclinic
🌐 https://www.tiktok.com/@labourlawclinic
บริษัทไม่มีนโยบายในการทักเข้าให้ความช่วยเหลือโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และไม่มีสาขาเครือข่าย โปรดใช้ความระมัดระวัง
#ทนายฝ้าย
#ทนายฝ้ายคลินิกกฎหมายแรงงาน
#คลินิกกฎหมายแรงงาน
#HR
#ลูกจ้าง
#นายจ้าง

