กรุณารอสักครู่

 

HomeCategoryกฏหมายแรงงาน Archives - Page 58 of 76 - บริษัท ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น จำกัด

ลาออกหรือเลิกจ้าง บอกแล้วบอกเลย ถ้ายังไม่แน่ใจ อย่าเพิ่งเอ่ย “คำลา”

ไม่ว่าจะการลาออก หรือ การเลิกจ้าง เมื่อลูกจ้างได้ยื่นใบลาออกต่อนายจ้างหรือตัวแทนนายจ้างแล้ว ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ด้วยเอกสารแบบฟอร์มบริษัทด้วยกระดาษพิมพ์ขึ้นมาเองด้วยอีเมลหรือด้วยไลน์ หากนายจ้างหรือตัวแทนนายจ้างได้รับทราบแล้ว ถือว่าการแสดงเจตนานั้นสมบูรณ์แล้ว ในทางกลับกัน เมื่อนายจ้างหรือตัวแทนนายจ้าง ผู้มีอำนาจ ได้บอกเลิกจ้างลูกจ้างแล้ว ตอนหลังจะเปลี่ยนใจบอกว่า ไม่เลิกจ้างแล้วก็ไม่ได้เช่นกัน อ้างอิง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 ซึ่งกำหนดว่า “ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเลิกสัญญาโดยข้อสัญญา หรือโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การเลิกสัญญาเช่นนั้น ย่อมทำด้วยแสดงเจตนาแก่อีกฝ่ายหนึ่ง” และ วรรคสอง กำหนดว่า “แสดงเจตนาดังกล่าวมาในวรรคก่อนนั้น ท่านว่าหาอาจจะถอนได้ไม่” และถ้าอยากรู้ว่ามีฏีการองรับไหม ผายมือไปที่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ที่ 6525/2544 วินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานว่า สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาชนิดหนึ่ง เมื่อนายจ้างซึ่งเป็นคู่สัญญาแสดงเจตนาเลิกสัญญาแก่ลูกจ้างโดยการเลิกจ้างแล้ว สัญญาจ้างแรงงานย่อมสิ้นสุดลงทันที และ การแสดงเจตนาเลิกสัญญาหาอาจถอนได้ไม่ ดังนั้น ถ้าไม่แน่ใจก็อย่าเพิ่งแสดงเจตนานะคะ ใจเย็นก่อน เช่น กรณีมีแฟนเพจรายนึงที่ปรึกษาว่าตนเองแจ้งลาออกไปในกรุ๊ป LINE แต่ตอนหลังก็ยกเลิกข้อความแล้วมีผลหรือไม่ ถ้าให้ตอบตามจริงคือ “มีผลค่ะ” หากนายจ้างได้อ่านแล้ว แต่ก็เป็นปัญหาในเรื่องข้อเท็จจริง ว่าเมื่อส่งเข้าไปในกรุ๊ป LINE นายจ้างได้อ่านหรือยัง?? หากอ่านแล้วก็ถือว่าการแสดงเจตนานั้นมีผลแล้ว และการที่นายจ้างยอมรับการลาออกดังกล่าว...

สิทธิในวันหยุดพักร้อน เมื่อพนักงานถูกเลิกจ้างหรือลาออก

พนักงานลาออกจะได้สิทธิพักร้อนไหม..ถ้าถูกเลิกจ้างหล่ะจะได้หรือเปล่า อ่ะ…สำหรับใครที่ถามกันมา มาตอบให้แล้วในโพสนี้ ด้วยรักขนาดนี้มงไม่ลงจะงงมาก ​สำหรับสิทธิในวันหยุดพักผ่อน ในกรณีที่ลูกจ้างลาออกหรือถูกเลิกจ้าง ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ม.67 มีอย่างไร คลินิกกฎหมายแรงงานขออธิบายโดยแยกออกเป็น 2 กรณี ดังนี้ 1. สิทธิวันหยุดพักผ่อนตามส่วน ลูกจ้างจะมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนตามส่วนในกรณี – ถูกเลิกจ้าง (ต้องมิใช่เลิกจ้างเพราะเหตุ ม.119) – การเกษียณอายุ (กฎหมายถือว่าเป็นการเลิกจ้างตาม ม.118/1) – ในกรณีลูกจ้างลาออกเองไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว ตามตัวอย่าง บริษัท ก กำหนดให้ลูกจ้างหยุดพักผ่อนฯ ได้ปีละ 7 วัน ลูกจ้างเริ่มทำงานเมื่อเดือน มกราคม 2563 ตกลงจ่ายค่าจ้างเดือนละ 30,000 บาท บริษัท ก ได้เลิกจ้างเมื่อเดือน มีนาคม 2565 ดังนี้ ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนตามส่วนในปีที่เลิกจ้าง จำนวน 1.75 วัน (7 วัน x 3 เดือน...

นายจ้างปิดกิจการ ลูกจ้างมีสิทธิอะไรบ้าง

เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข่าวว่าบริษัทสื่อใหญ่ที่ดำเนินกิจการมานานได้ปิดตัวลงบางส่วน โดยบริษัทได้จ่ายเงินค่าชดเชยให้กับลูกจ้าง 16% !! จากที่ได้อ่านโพสต์ของลูกจ้างเข้าใจมาว่าบริษัทน่าจะประสบปัญหามายาวนาน โดยลูกจ้างยินยอมให้นายจ้างลดเงินเดือน หักโอที เพื่อให้บริษัทได้อยู่รอด เพื่อประคับประคองช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สุดท้ายก็มาถูกเลิกจ้างและหลักเกณฑ์การจ่ายเงินค่าชดเชยก็ไม่ได้เป็นไปตามกฎหมายกำหนด และเพื่อให้ทราบว่าลูกจ้างมีสิทธิได้อะไรบ้างคลินิกกฎหมายแรงงานขอสรุปให้ฟังดังนี้ค่ะ 1. สิทธิได้รับค่าชดเชย (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ม.118) -ลูกจ้างทำงานมาแล้ว 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี ได้ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน -ลูกจ้างทำงานมาครบ 1 แต่ไม่ครบ 3 ปี ได้ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน -ลูกจ้างทำงานมาครบ 3 แต่ไม่ครบ 6 ปี ได้ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน -ลูกจ้างทำงานมาครบ 6 แต่ไม่ครบ 10 ปี ได้ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน -ลูกจ้างทำงานมาครบ 10 แต่ไม่ครบ 20 ปี...

ให้พิจารณาตนเองว่า เหมาะสมที่จะอยู่ต่อหรือไม่ แบบนี้เรียกว่า บีบออกหรือเปล่า

เป็นอีกคำถามที่มีมาปรึกษาอยู่บ่อยครั้งมาก กับประโยคที่ว่า “ให้พิจารณาตนเองว่าเหมาะสมที่จะอยู่ต่อหรือไม่” เพราะนายจ้างเค้าพูดมาซะขนาดนั้นจะให้ทำยังไง ไม่ได้จะลาออกเองสักหน่อย แบบนี้ถือว่าบีบบังคับออกมั้ยคะ ? จะฟ้องเรียกค่าชดเชยได้รึเปล่า ? สำหรับคำถามนี้ คลินิกกฎหมายแรงงานมีความเห็นดังนี้ การที่จะพิจารณาว่าบีบบังคับให้ออกหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงหลาย ๆ อย่างประกอบ เช่น เอาหลักง่าย ๆ ก่อนเลย ลูกจ้างจะต้องกระทำความผิดหรือทำงานผิดพลาดอะไรมาสักอย่าง เพราะอยู่ดี ๆ นายจ้างจะเรียกไปคุยว่าให้พิจารณาตนเองก็คงจะไม่ใช่เรื่อง เพราะทุกอย่างมันต้องมีเหตุและผล ถ้าหากว่าลูกจ้างทำงานผิดพลาดจริงแถมยังผิดพลาดบ่อยครั้ง ตักเตือนก็แล้ว ผิดซ้ำมาก็หลายหน นายจ้างจึงเรียกมาคุยเพื่อให้ลูกจ้างพิจารณาตนเองแล้วยื่นในลาออกไปซะ จะได้ไม่เสียประวัติ และเสนอเงินช่วยเหลือให้หนึ่งก้อนโดยให้กลับไปคิดและตัดสินใจ อันนี้ ผู้เขียนมีความเห็นว่า “ไม่เป็นการบีบบังคับ” การที่ลูกจ้างลาออกเองในกรณีนี้จึงไม่มีสิทธิ์ได้ค่าชดเชยและไม่มีสิทธิได้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม หลักในการพิจารณาของศาลเป็นอย่างไร ศึกษาเพิ่มเติมจากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้ (ฎ.1979/2532,3248/60) แต่ก็มีบางเคส ที่ผู้เขียนเห็นว่า เป็นการบีบบังคับให้ลาออก เช่น กรณีที่ลูกจ้างทำงานไม่ได้ตามมาตรฐาน ผลงานไม่เป็นที่พอใจ หรือทำยอดขายไม่ได้ตามเป้า จึงเรียกไปคุยและให้พิจารณาตนเอง ถ้าไม่เซนลาออก จะไล่ออกให้ประวัติจะเสีย!! กรณีนี้ ผู้เขียนเห็นว่า หากนายจ้างเรียกลูกจ้างมาแล้วให้พิจารณาตนเอง ยื่นใบลาออก โดยมีการข่มขู่ บีบบังคับโดยที่ลูกจ้างไม่ได้ประสงค์จะลาออกเองนั้น การกระทำดังกล่าวอาจถือเป็นการบีบลูกจ้างให้ลาออกได้ เช่นนี้...

“ นายจ้างไม่อนุมัติใบลาออก ทำไงดี ”

ดอกจันทน์เก้าสิบดอกกับหัวข้อนี้ เพราะอธิบายมาแล้วหลายครั้ง..ใครที่รู้หัวข้อนี้แล้วข้ามไปเลย ไม่ว่ากัน ส่วนใครยังไม่รู้มาฟังกันอีกครั้งนึง กับเรื่อง.. “นายจ้างไม่อนุมัติใบลาออก ทำไงดี.” เกี่ยวกับเรื่องการลาออกนี้มีคำถามหลายคำถามซึ่งทุกคำถามก็จะมาด้วยความกังวลใจ เช่น – ขอใบลาออกแล้วนายจ้างไม่ให้ทำอย่างไรได้บ้าง?? – นายจ้างยังไม่เซ็นอนุมัติให้เลยแต่กำหนดการเริ่มทำงานที่ใหม่ใกล้เข้ามาแล้วจะทำอย่างไรดี?? – บริษัทกำหนดให้แจ้งลาออกไม่น้อยกว่า 30 วันแต่ต้องการไปเริ่มงานที่ใหม่ทำไงได้บ้าง นายจ้างจะฟ้องมั้ย?? มัดรวมกันไว้ในโพสต์นี้เลยนะ การลาออกเป็นการแสดงเจตนาฝ่ายเดียวของลูกจ้างไม่ต้องได้รับความยินยอมหรือการอนุมัติจากนายจ้างครับ แม้การลาออกจะฝ่าฝืนข้อบังคับของนายจ้างการลาออกก็มีผล (ฎีกาที่6020/2545 ,10161/2551) อย่างไรก็ตาม การที่ลูกจ้างลาออกไม่ถูกต้องตามระเบียบ ข้อบังคับฯ คำสั่ง ของนายจ้าง เช่น ยื่นใบลาออกทิ้งไว้แล้วออกจากงานไปทันที ไม่ได้แจ้งล่วงหน้าตามระเบียบข้อบังคับที่กำหนดไว้ เช่น ต้องแจ้งลาออกล่วงอย่างน้อย 30 วัน เป็นต้น กรณีนี้ ถือว่าลูกจ้างทำผิดตามระเบียบข้อบังคับ ทำผิดสัญญาจ้าง และไม่ปฏิบัติตามพรบ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17 วรรค 2 หากการลาออกผิดระเบียบของลูกจ้างทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย นายจ้างมีสิทธิฟ้องให้ลูกจ้างรับผิดชดใช้ค่าเสียหายได้และต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการทำผิดสัญญาและกฎหมายของลูกจ้างนั้น ทำให้เกิดความเสียหายจริง ศาลจึงกำหนดค่าเสียหายให้ลูกจ้างชดใช้ให้นายจ้าง ( ฎีกาที่ 1661/2557) แต่หากพิสูจน์แล้วว่าการผิดสัญญาดังกล่าวของลูกจ้าง ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง ศาลก็จะไม่กำหนดค่าเสียให้ ติดต่องานขอทราบค่าบริการ...

แม้ในสัญญาจ้างเขียนว่าให้โยกย้ายตำแหน่งและสถานที่ทำงานแต่การโยกย้ายก็ต้องมีเงื่อนไขไม่ใช่ย้ายไปได้ทุกที่

  แน่นอนว่าถ้าพูดถึงเรื่องของการโยกย้ายในหมวดกฎหมายแรงงาน มันต้องไม่ใช่การส่ายสะโพกโยกย้ายอยู่แล้วแต่มันเป็นการย้ายตำแหน่งงาน รวมถึงย้ายสถานที่ที่ให้ลูกจ้างไปทำงาน หลายครั้งที่นายจ้างเข้าใจว่าเมื่อระบุไว้ในสัญญาจ้างว่า “นายจ้างมีสิทธิย้ายลูกจ้างไปทำงานในตำแหน่งหรือสถานที่หรือสาขาใดก็ได” นายจ้างก็จะเข้าใจว่าสามารถทำได้แบบนั้นจริงๆการปลูกสร้างไม่ย้ายไปสาขาอื่นตามที่สั่งรื้อใหม่ย้ายไปตามตำแหน่งงานที่บอกก็มีสิทธิ์เลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ในกรณีดังกล่าว ถึงแม้ว่านายจ้างจะมีอำนาจในการย้ายงานตามสัญญาจ้างหรือตามข้อบังคับฯ เพื่อความเหมาะสม และเพื่อการบริหารงานขององค์กรก็ตาม แต่การย้ายก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขและหลักเกณฑ์สำคัญ ดังนี้ 1. ต้องไม่เป็นการลดตำแหน่ง 2. ต้องไม่ลดค่าจ้างของลูกจ้าง 3.ต้องไม่เป็นการกลั่นแกล้งลูกจ้าง 4. ต้องชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม กล่าวคือ ต้องไม่กระทบต่อการดำรงชีวิตปกติของลูกจ้างและครอบครัว หากการย้ายดังกล่าวเป็นการลดตำแหน่ง หรือลดค่าจ้าง หรือย้ายเพื่อกลั่นแกล้งให้ลูกจ้างลาออกเองเพื่อที่จะเลี่ยงไม่จ่ายค่าชดเชย หรือย้ายในลักษณะที่ไม่เป็นธรรมแก่ลูกจ้าง เช่น ต้องรับภาระเสียค่าใช้จ่ายในการเช่าที่พัก ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำงานในระยะทางที่ไกลขึ้น ดังนี้ หากลูกจ้างไม่ยอมย้ายไปตามคำสั่งนายจ้างแล้วถูกเลิกจ้าง นายจ้างต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมได้ ซึ่งมีตัวอย่างที่น่าสนใจ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ ๔๖/๒๕๖๓ การที่นายจ้างมีคำสั่งให้ลูกจ้างไปทำงานเป็นวิศวกรประจำโครงการที่ประเทศกัมพูชา โดยลูกจ้างไม่ยินยอม ย่อมเป็นการเพิ่มภาระอย่างมากแก่ลูกจ้างและครอบครัว ยากที่จะปฏิบัติตามคำสั่งได้ จึงไม่ถือเป็นการใช้อำนาจจัดการบริหารงานบุคคลตามความเหมาะสมหรือจำเป็น แม้ลูกจ้างจะได้เลื่อนตำแหน่ง ค่าจ้างและสวัสดิการสูงขึ้นก็ตาม ถือเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม เมื่อนายจ้างเลิกจ้างด้วยด้วยเหตุไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง จึงต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม จากตัวอย่างข้างต้นจึงจะเห็นได้แล้วว่าแม้เขียนไว้ในสัญญาว่ามีสิทธิโยกย้ายได้ก็ไม่ใช่ทำได้ทุกอย่างที่อยากทำ แต่การโยกย้ายไม่ว่าจะเป็นสถานที่ทำงานหรือการเปลี่ยนแปลงอื่นใดก็ต้องเป็นในทางที่เป็นธรรมกับลูกจ้างด้วยไม่ใช่คิดว่าลูกจ้างเซ็นไปแล้วบังคับใช้ได้ทุกอย่างนะ เพราะมันเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่แทบจะทุกบริษัทกำหนดไว้ตายตัว แต่ตอนนั้นหนูไม่ยอมหนูก็คงไม่ได้งาน นำซ้ำการตกลงใดใดก็ตามที่ขัดกับความสงบเรียบร้อยและขัดกับข้อกฎหมายแม้ลูกจ้างเซ็นก็บังคับใช้ไม่ได้ ดังนั้นนายจ้างโปรดจงเข้าใจให้ถูกต้อง...

ถ้านายจ้างไม่สั่ง แล้วเราทำงานล่วงเวลาเอง เราขอค่าล่วงเวลาได้หรือไม่

อ่านคำถามหลังบ้านวันนี้ ก็เข้าใจคนถาม เพราะใจนึงก็ห่วงงานกลัวเสียหาย แต่อีกใจก็ประสงค์จะรักษาสิทธิ หากต้องทำงานล่วงเวลา แต่ประเด็นมันดันอยู่ที่ว่า ถ้านายจ้างไม่สั่ง แล้วเราทำงานล่วงเวลาเอง เราขอค่าล่วงเวลาได้หรือไม่ เราขอให้ความเห็นแบบนี้ค่ะ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 5 ให้นิยามของ “การทำงานล่วงเวลา” หมายความว่า “การทำงานนอกหรือเกินเวลาทำงานปกติหรือเกินชั่วโมงทำงานในแต่ละวันที่นายจ้าง ลูกจ้างตกลงกันตามมาตรา 23 ในวันทำงานหรือวันหยุดแล้วแต่กรณี” และมาตรา 24 วรรคหนึ่ง ระบุว่า “ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราวๆ ไป” ตามบทบัญญัติดังกล่าวการทำงานของลูกจ้างที่จะเป็นการทำงานล่วงเวลาจึงต้องเป็นกรณีที่เป็นความประสงค์ของนายจ้างที่จะให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลา โดยลูกจ้างให้ความยินยอมก่อนเป็นคราวๆ ไป และจะต้องเป็นการทำงานนอกหรือเกินเวลาทำงานปกติหรือเกินชั่วโมงทำงานในแต่ละวันที่นายจ้างตกลงกันตามมาตรา 23 ในวันทำงานหรือวันหยุด เมื่อนายจ้างประสงค์ให้มีการทำงานล่วงเวลาในช่วงระยะใด นายจ้างจะต้องทำความตกลงกับลูกจ้างโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้มีสาระสำคัญครบถ้วนถึงกำหนดช่วงระยะการเริ่มต้นและการสิ้นสุดของการทำงานล่วงเวลาไว้ก่อนล่วงหน้า จากบทบัญญัติของกฎหมายข้างต้นจึงเห็นได้ว่า ถ้านายจ้างไม่ได้สั่งให้ทำงานล่วงเวลา ลูกจ้างก็ไม่ไม่สิทธิได้รับค่าล่วงเวลา (คำพิพากษาฎีกาที่ 9015/2549) ส่วนกรณีที่แฟนเพจถามมานี้ นอกจากข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว เราแนะนำว่าหากกังวลว่าวานจะเสียหายถ้าไม่ทำล่วงเวลา ให้ไปชี้แจงปริมาณงานกับปริมาณคนทำงาน หรือเวลาทำงานกับนายจ้าง รวมถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้นจากกรณีดังกล่าวด้วย แต่ถ้าบอกแล้วนายจ้างไม่ได้อนุมัติให้ทำงานล่วงเวลา แนะนำว่าปล่อยให้เป็นเรื่องของนายจ้างค่ะ กลับบ้านอาบน้ำนอน พักผ่อนตามอัทธยาศัย ————-  ติดต่องานจ้าง สอบถามค่าบริการได้ทาง Info@legalclinic.co.th #ทนายแรงงาน #ทนายคดีแรงงาน...