กรุณารอสักครู่

 

HomeCategoryการบริหารคนและองค์กร Archives - Page 4 of 6 - บริษัท ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น จำกัด

ถ้าพนักงานลาออกพร้อมกันหลายคน องค์กรมีแผนสำรองหรือยัง?

มีอยู่ช่วงหนึ่ง ดิฉันได้คุยกับผู้บริหารระดับกลางคนหนึ่ง เขาเล่าว่าในช่วงเวลาใกล้ ๆ กัน มีคนในทีมทยอยยื่นใบลาออกหลายคน สิ่งแรกที่เกิดขึ้นก็คงไม่ต่างจากหลายองค์กร คือรีบคุยกับคนที่กำลังจะไป ดูว่าพอจะรักษาใครไว้ได้หรือไม่ แจ้งฝ่าย HR ให้เปิดรับคนใหม่ และเริ่มแบ่งงานให้คนที่ยังอยู่ช่วยกันรับไปก่อน แต่ผ่านไปไม่กี่วัน เขากลับพบว่า ปัญหาที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่แค่เรื่อง “จำนวนคน” คนหนึ่งกำลังจะออก แต่เป็นคนเดียวที่รู้รายละเอียดของลูกค้ารายสำคัญ อีกคนรับผิดชอบรายงานที่ต้องส่งทุกเดือน แต่พอถามว่ากระบวนการทั้งหมดทำอย่างไร กลับไม่มีใครในทีมตอบได้ครบ ส่วนอีกคนดูเหมือนมีหน้าที่ธรรมดา ๆ จนกระทั่งถึงเวลาส่งมอบงาน จึงเพิ่งเห็นว่ามีรายละเอียดเล็ก ๆ อีกมากที่เขาคอยจัดการอยู่โดยไม่มีใครสังเกต เขาพูดประโยคหนึ่งที่ดิฉันจำได้ว่า “ตอนทุกคนยังอยู่ ผมนึกว่าผมรู้ว่าทีมทำงานกันยังไง พอคนจะออกพร้อมกัน ถึงเพิ่งรู้ว่าบางอย่างผมไม่เคยรู้เลย” เรื่องนี้ทำให้ดิฉันนึกถึงสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในหลายองค์กร คือเรามักรู้ว่าใคร “รับผิดชอบ” งานอะไร แต่ไม่ได้แปลว่าเรารู้เสมอไปว่า ถ้าคนนั้นไม่อยู่แล้ว งานจะเดินต่ออย่างไร เวลาพูดถึงแผนสำรอง หลายคนอาจนึกถึงการรีบหาคนใหม่ แต่คนใหม่ต่อให้รับเข้ามาได้เร็วที่สุด ก็ยังต้องใช้เวลาเรียนรู้งานอยู่ดี คำถามที่สำคัญกว่าจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “จะหาคนมาแทนใคร” แต่คือ ระหว่างที่ยังไม่มีคนมาแทน งานสำคัญของทีมจะเดินต่อด้วยอะไร สิ่งหนึ่งที่องค์กรอาจลองกลับไปดู ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากแผนใหญ่โตเลย แค่ลองมองงานสำคัญของแต่ละทีมแล้วถามง่าย ๆ ว่า ถ้าพรุ่งนี้เจ้าของงานคนนี้ไม่มาทำงาน...

เมื่อลูกทีมรับบท “เหยื่อ” หัวหน้าควรรับมืออย่างไร?

หลังจากเขียนเรื่องคนที่มักรับบท “เหยื่อ” มีคำถามตามมาว่า แล้วถ้าเราเป็นหัวหน้าและต้องทำงานกับคนแบบนี้ จะรับมืออย่างไร? เรื่องนี้ดิฉันพอมีบทเรียนอยู่บ้าง เพราะเคยจัดการผิดมาแล้วเหมือนกัน ครั้งหนึ่งดิฉันเคยจับได้ว่าคนที่ทำงานด้วยกันพูดไม่จริงในเรื่องหนึ่ง ตอนนั้นดิฉันมั่นใจมากว่าตัวเองเป็นฝ่ายมีเหตุผล เพราะข้อเท็จจริงอยู่ตรงหน้า แต่แทนที่จะจัดการกับ “เรื่องที่เขาพูดไม่จริง” ดิฉันกลับปล่อยให้อารมณ์เข้ามาจัดการกับ “ตัวเขา” จากเรื่องที่ควรคุยกันด้วยข้อเท็จจริงจึงกลายเป็นสนามอารมณ์ และในสนามนั้น เขากลายเป็นเหยื่อจริง ๆ ของอารมณ์ดิฉัน ส่วนดิฉันที่เริ่มต้นจากการเป็นฝ่ายมีเหตุผล กลับกลายเป็นผู้แพ้เสียเอง ถามว่าเจอแบบนั้นแล้วอยากกรี๊ดไหม? เอาจริง ๆ ดิฉันก็อยากกรี๊ดค่ะ โดยเฉพาะเวลาที่เรารู้ว่าเขากำลังโกหก รู้ว่าเขากำลังแสดง และเราก็รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร ความอยากจะพูดให้หมด อยากเอาหลักฐานออกมาวาง อยากถามตรง ๆ ว่า “จะเล่นแบบนี้จริง ๆ ใช่ไหม” มันมีอยู่จริงทั้งหมด เพียงแต่ประสบการณ์สอนว่า ยิ่งเรารู้ทัน ยิ่งต้องระวังตัวเอง เพราะทันทีที่เราโกรธ ประชด ขึ้นเสียง หรือพูดแรง ประเด็นเดิมอาจหายไป จากเรื่อง “คุณทำอะไร” กลายเป็น “หัวหน้าปฏิบัติกับฉันอย่างไร” และเราอาจเป็นคนมอบบทเหยื่อที่สมบูรณ์ให้เขาเสียเอง สิ่งแรกที่ดิฉันทำในวันนี้จึงไม่ใช่รีบตอบโต้ แต่คือหยุดก่อน สูดหายใจลึก ๆ แล้วจัดการอารมณ์ตัวเองให้กลับมาอยู่ในที่ที่ควรอยู่...

เก่งเหมือนเดิม อาจไม่พอในโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว

ช่วงนี้เห็นข่าวหลายองค์กรปรับโครงสร้างและ Layoff คนทำงาน ทำให้ดิฉันกลับมาคิดถึงเรื่องหนึ่งว่า การเป็นคนเก่งกับการเป็นคนที่องค์กรยังต้องการ อาจไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป บางคนถูก Layoff ทั้งที่ยังทำงานดี มีประสบการณ์ และไม่ได้ทำอะไรผิด เพียงแต่ธุรกิจเปลี่ยน โครงสร้างเปลี่ยน หรืองานบางส่วนที่เคยต้องใช้คนจำนวนมาก วันนี้อาจใช้คนน้อยลงกว่าเดิม AI เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงนี้เร็วขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า AI จะเข้ามาแทนได้ทุกอาชีพ สิ่งที่เกิดขึ้นมากกว่าคือ มันกำลังเข้าไปเปลี่ยน “บางส่วนของงาน” ในหลายอาชีพ งานที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมงอาจเหลือไม่กี่นาที คนหนึ่งคนอาจทำงานได้มากขึ้น และความสามารถบางอย่างที่เคยทำให้เราโดดเด่น อาจค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องที่ใครก็ทำได้เมื่อมีเครื่องมือช่วย ตรงนี้ต่างหากที่ทำให้ดิฉันคิดว่า Soft Skills ไม่ได้สำคัญขึ้นเพราะ AI ไม่มี Soft Skills แต่สำคัญขึ้นเพราะ Soft Skills ทำให้มนุษย์ปรับตัวเมื่อ Hard Skills เดิมเริ่มมีมูลค่าน้อยลง คนที่สื่อสารเป็นย่อมเรียนรู้จากคนอื่นได้ คนที่รับ Feedback ได้ย่อมเห็นจุดที่ตัวเองต้องพัฒนา คนที่คิดวิเคราะห์เป็นย่อมไม่รับคำตอบจาก AI มาใช้โดยไม่ตรวจสอบ คนที่ตั้งคำถามเป็นย่อมใช้เครื่องมือได้มากกว่าการรู้แค่ว่าต้องกดตรงไหน และคนที่มี Adaptability...

รู้ว่าตัวเองเก่งตรงไหน และรู้ด้วยว่าตัวเองสร้างปัญหาตรงไหน

มีประโยคหนึ่งที่ดิฉันอ่านแล้วชอบมาก “ยอมรับว่าเป็นคนปากไม่ดี แต่อยากให้มองให้ลึก ๆ แล้วจะรู้ว่าสันดานก็ไม่ได้ดีเหมือนกัน” อ่านครั้งแรกขำค่ะ แต่พอคิดอีกที มันมีเรื่องของ Soft Skill ซ่อนอยู่เยอะกว่าที่คิด เวลาได้รับ Feedback เรามักมีวิธีปกป้องตัวเองอย่างแนบเนียน เช่น “เป็นคนพูดตรง” “เป็นคนอารมณ์ร้อน” “เป็นคนไม่ค่อยพูด” “เป็นคนแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว” ฟังดูเหมือนเรารู้จักตัวเองดี แต่บางครั้งสิ่งที่เราเรียกว่า Self-awareness อาจเป็นเพียงการตั้งชื่อให้นิสัยตัวเอง แล้วใช้ชื่อนั้นเป็นเหตุผลที่จะไม่ต้องเปลี่ยน “รู้ว่าตัวเองพูดแรง” เป็น Self-awareness ได้ค่ะ แต่ถ้ารู้ว่าพูดแรง รู้ว่าคนฟังเสียความรู้สึก แล้วก็ยังพูดเหมือนเดิมพร้อมบอกว่า “ก็ฉันเป็นคนแบบนี้” ตรงนั้นไม่ใช่การรู้จักตัวเองแล้ว มันคือการรู้ปัญหาแต่ไม่รับผิดชอบผลของมัน Soft Skill จึงไม่ได้เริ่มจากการเป็นคนพูดเพราะ เข้ากับทุกคนได้ หรือควบคุมอารมณ์ได้ตลอดเวลา ดิฉันคิดว่ามันเริ่มจากความสามารถง่าย ๆ แต่ทำยากมาก คือ มองเห็นตัวเองตามความเป็นจริง รู้ว่าตัวเองเก่งตรงไหน และรู้ด้วยว่าตัวเองสร้างปัญหาตรงไหน รับ Feedback โดยไม่ต้องรีบอธิบายเจตนาของตัวเองทุกครั้ง และแยกให้ออกระหว่าง “นี่คือตัวตนของฉัน” กับ “นี่คือนิสัยที่ฉันยังไม่เคยคิดจะปรับ” เพราะคนเรามีข้อเสียได้ค่ะ ไม่มีใครพัฒนาตัวเองจนสมบูรณ์แบบหรอก...

หัวหน้าบางคนจากไปแล้วคนยังอยากเดินตาม แต่บางคนยังไม่ทันไปคนก็รอให้ไปแล้ว

ดิฉันดูหนังจีนเรื่องหนึ่ง มีฉากที่นางเอกต้องอวยพรวันเกิดญาติผู้ใหญ่ที่ดูแล้วก็คงไม่ได้รักกันเท่าไร นางเอกจึงอวยพรอย่างไพเราะว่า ขอให้อายุมั่นขวัญยืน มีลูกเต็มบ้าน มีหลานเต็มเมือง ก่อนจะปิดท้ายด้วยประโยคสั้น ๆ ว่า “แต่ขอให้ทุกคนอกตัญญู” ฟังครั้งแรกดิฉันขำ แต่พอคิดอีกที คำอวยพรนี้ร้ายกว่าคำด่าเสียอีก เพราะมันไม่ได้ขอให้คนคนนั้นสูญเสียอะไร ตรงกันข้าม กลับขอให้มีทุกอย่างเต็มที่ เพียงแต่สิ่งที่มีอยู่รอบตัวนั้นไม่รัก ไม่ผูกพัน และไม่เห็นคุณค่าของเขา แล้วดิฉันก็นึกถึงโลกการทำงานขึ้นมา คนคนหนึ่งอาจประสบความสำเร็จมาก มีตำแหน่งสูง มีลูกน้องหลายสิบหรือหลายร้อยคน เวลาพูดทุกคนฟัง เวลาสั่งทุกคนทำ เดินเข้าไปในห้องประชุมทุกคนรู้ว่าใครเป็นคนมีอำนาจสูงสุด หากมองจาก Organization Chart ก็คงเรียกได้เต็มปากว่าเป็น “ผู้นำ” แต่สิ่งที่ Organization Chart ไม่เคยบอกเราคือ คนเหล่านั้นกำลังเดินตามอะไรอยู่ เดินตามเพราะเชื่อถือในตัวเรา เพราะเคารพวิธีที่เราปฏิบัติต่อคน เพราะเห็นว่าในวันที่มีปัญหาเรารับผิดชอบและยืนอยู่ข้างทีม หรือเพียงเพราะตำแหน่ง เงินเดือน ระบบประเมิน และโครงสร้างองค์กรกำหนดให้เขาต้องฟังเรา สองอย่างนี้ภายนอกดูคล้ายกันมาก โดยเฉพาะในวันที่เรายังมีอำนาจ เพราะไม่ว่าคนจะเต็มใจหรือไม่ เขาก็ยังเข้าประชุม ยังตอบ “รับทราบ” และยังทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย เราจึงอาจเข้าใจผิดได้ง่ายว่า การเชื่อฟังคือความเคารพ และการที่คนยังอยู่คือความผูกพัน แต่ความสัมพันธ์ในการทำงานไม่ได้วัดกันแค่ว่ามีคนอยู่รอบตัวมากเท่าไร และภาวะผู้นำก็ไม่ได้หมายความว่าต้องทำให้ลูกน้องรักเรา...

อย่ายึดติดกับความสำเร็จ เพราะทักษะบางอย่างมีวันหมดอายุ

ดิฉันมีรุ่นพี่คนหนึ่งที่เคยประสบความสำเร็จทางธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย ช่วงหนึ่งบริษัทของเขามีรายได้ต่อเดือนหลายสิบล้านบาท มีพนักงานมากกว่า 50 ชีวิต ถ้าเทียบกับคนวัยเดียวกันในเวลานั้น ต้องยอมรับว่าเขาไปได้ไกลและเร็วมาก เมื่อคนคนหนึ่งเคยสร้างความสำเร็จด้วยมือตัวเอง สิ่งที่ตามมาคือเขาย่อมมีประสบการณ์มากพอจะเล่า และหลายเรื่องก็น่าฟังจริง ๆ เพียงแต่สิ่งหนึ่งที่ดิฉันสังเกตจากรุ่นพี่คนนี้คือ ไม่ว่าจะเจอใครหรือธุรกิจแบบไหน เขามักมีคำแนะนำให้เสมอ และคำแนะนำส่วนใหญ่ก็มักย้อนกลับไปที่โมเดลเดิมว่า “ตอนพี่ทำ พี่ทำแบบนี้” เพราะในเมื่อวิธีนั้นเคยสร้างรายได้หลายสิบล้าน ทำไมคนอื่นจะทำตามไม่ได้ ปัญหาคือ ความสำเร็จเป็นหลักฐานว่าวิธีหนึ่งเคยใช้ได้ ไม่ใช่ใบรับรองว่าวิธีนั้นจะใช้ได้กับทุกคนตลอดไป ธุรกิจหนึ่งอาจสำเร็จเพราะจังหวะตลาด คู่แข่งยังน้อย ต้นทุนในเวลานั้น พฤติกรรมผู้บริโภค ทีมงาน เงินทุน Connection หรือแม้แต่โชคบางส่วนที่เจ้าของธุรกิจเองอาจมองไม่เห็น เมื่อย้ายวิธีเดียวกันไปใส่ในอีกกิจการหนึ่งที่มีเหตุและปัจจัยคนละชุด ผลลัพธ์จึงไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน เรื่องนี้ทำให้ดิฉันคิดถึงคำว่า “วันหมดอายุของทักษะ” มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะทักษะที่หมดอายุไม่ได้หมายถึงวันหนึ่งเราจะลืมวิธีทำสิ่งนั้น แต่หมายถึง สิ่งที่เราเคยทำได้ดี อาจไม่ได้สร้างผลลัพธ์แบบเดิมในบริบทใหม่อีกแล้ว คนที่เคยเก่งเรื่องการขาย อาจเคยปิดการขายด้วยการพูดเก่ง แต่วันนี้ลูกค้าอาจศึกษาข้อมูลมาก่อนจนต้องการคนที่ฟังเก่งกว่า คนที่เคยบริหารด้วยการสั่งและควบคุมอาจเคยสร้างทีมที่มีประสิทธิภาพ แต่คนทำงานรุ่นใหม่อาจต้องการเหตุผล พื้นที่ในการตัดสินใจ และ Feedback ที่ต่างออกไป คนที่เคยเก่งการตลาดจากช่องทางหนึ่งอาจพบว่าวันนี้พฤติกรรมผู้บริโภคย้ายไปอีกที่แล้ว หรือแม้แต่ความเชี่ยวชาญทางเทคนิคบางอย่างที่เคยทำให้เราโดดเด่น ก็อาจถูกเทคโนโลยีทำให้กลายเป็นทักษะพื้นฐานภายในเวลาไม่กี่ปี แม้แต่ “ประสบการณ์” ซึ่งเรามักคิดว่าไม่มีวันหมดอายุ...

ภาวะผู้นำ อาจไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่ง

ดิฉันเคยทำงานในองค์กรแห่งหนึ่ง ตอนนั้นมี CEO เป็นผู้บริหารสูงสุด และมีผู้บริหารระดับสูงอีกคนหนึ่งทำงานอยู่รองลงมา ถ้าดูจาก Organization Chart ก็คงไม่มีอะไรน่าสนใจ ใครอยู่ตำแหน่งไหน ใครมีอำนาจตัดสินใจระดับใด ทุกอย่างเขียนเอาไว้ค่อนข้างชัดเจน แต่สิ่งที่ดิฉันสังเกตเห็นจากการทำงานจริงกลับน่าสนใจกว่านั้นมาก เวลามีเรื่องสำคัญเกิดขึ้น คนในองค์กรมักอยากฟังว่าผู้บริหารคนนี้คิดอย่างไร เวลามีปัญหา หลายคนกล้าเดินเข้าไปปรึกษา และเมื่อสถานการณ์เริ่มยุ่ง เขามักเป็นคนหนึ่งที่ช่วยประคองทั้งงานและคนให้เดินต่อไปได้ ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ แม้แต่ CEO เอง เวลาจะตัดสินใจหรือจัดการเรื่องบางอย่าง ยังต้องรับฟังความคิดเห็นและค่อนข้างเกรงใจผู้บริหารคนนี้อยู่ไม่น้อย ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้ดิฉันเริ่มเข้าใจว่า ลำดับชั้นของตำแหน่งบอกได้ว่าใครมีอำนาจมากกว่า แต่ไม่ได้บอกว่าใครมีภาวะผู้นำมากกว่า เพราะตำแหน่งกับภาวะผู้นำเป็นคนละเรื่องกัน ตำแหน่งให้อำนาจในการสั่งการ ให้อำนาจอนุมัติ ให้อำนาจประเมิน และทำให้คนในองค์กรมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเราในเรื่องงาน แต่ภาวะผู้นำทำงานในอีกแบบหนึ่ง มันทำให้คน “เลือก” ที่จะฟัง เชื่อถือ และพร้อมเดินไปกับเรา แม้ในบางสถานการณ์เราจะไม่ได้มีอำนาจไปบังคับเขาเลยก็ตาม ความแตกต่างนี้มักเห็นชัดที่สุดในวันที่องค์กรมีปัญหา ในวันที่ทุกอย่างเป็นปกติ เราอาจแยกไม่ออกว่าใครมีภาวะผู้นำมากน้อยเพียงใด เพราะทุกคนต่างทำงานไปตามโครงสร้าง แต่ในวันที่เกิดความไม่แน่นอน คนเริ่มกังวล หรือไม่มีใครรู้ชัดว่าควรเดินต่ออย่างไร เรามักจะเห็นบางคนกลายเป็น “จุดที่คนหันไปมอง” โดยธรรมชาติ เขาอาจไม่ได้เป็นคนที่มีตำแหน่งสูงที่สุด แต่เวลาพูดแล้วคนเชื่อ เพราะที่ผ่านมาเขาทำให้เห็นว่าเป็นคนรับผิดชอบ เวลามีปัญหาไม่หายไปไหน เวลาคนอื่นพลาดไม่ได้รีบหาคนมารับผิดแทนตัวเอง...

บางครั้งวุฒิภาวะในการสื่อสาร คือการรู้ว่าเมื่อไรควรหยุดพูด

ไม่ต้องชนะทุกบทสนทนาก็ได้ เมื่อก่อนดิฉันเคยคิดว่า ถ้าอีกฝ่ายเข้าใจผิด หน้าที่ของเราคือต้องอธิบายให้เขาเข้าใจให้ถูก ถ้าเขาเถียงมา เราก็ต้องอธิบายกลับ ถ้าเหตุผลของเขาไม่ถูก เราก็ต้องชี้ให้เห็นว่ามันไม่ถูก และถ้าเรามั่นใจว่าตัวเองมีเหตุผลมากกว่า ก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่ควรปล่อยให้บทสนทนานั้นจบลงด้วยการที่อีกฝ่ายยังคิดแบบเดิม ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องของเหตุผลนะคะ แต่พอมองย้อนกลับไป บางครั้งมันไม่ใช่ความพยายามที่จะ “ทำความเข้าใจกัน” หรอกค่ะ เราแค่อยากให้อีกฝ่ายยอมรับว่า เราเป็นฝ่ายถูก เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในที่ทำงานบ่อยกว่าที่คิด หัวหน้าอธิบายว่าทำไมถึงสั่งแบบนี้ ลูกทีมอธิบายว่าทำไมงานถึงพลาด เพื่อนร่วมงานอธิบายว่าใครเป็นคนส่งข้อมูลช้า ช่วงแรกเราอาจกำลังคุยกันถึง “ปัญหา” แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร บทสนทนากลายเป็นการแข่งขันว่าใครมีเหตุผลมากกว่า ใครจำเหตุการณ์ได้แม่นกว่า หรือใครจะเป็นคนพูดประโยคสุดท้าย ยิ่งเรารู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่เข้าใจ เรายิ่งอธิบาย ยิ่งเขาปกป้องตัวเอง เราก็ยิ่งหาหลักฐานมาสนับสนุน จนบางครั้งเรื่องที่ควรคุยกันสิบห้านาที กลายเป็นความรู้สึกติดค้างกันไปอีกหลายวัน ตรงนี้เองที่ Communication, Emotional Intelligence และ Conflict Management มาเจอกันค่ะ เพราะการสื่อสารที่ดีไม่ใช่ความสามารถในการหาเหตุผลมาทำให้อีกฝ่ายเถียงต่อไม่ได้ แต่คือการรู้ว่า บทสนทนานี้กำลังต้องการอะไร บางเรื่องต้องการข้อเท็จจริง เราก็ควรยืนยันข้อเท็จจริง บางเรื่องเกี่ยวกับมาตรฐานงาน เราก็ต้องพูดให้ชัด บางเรื่องมีผลต่อสิทธิ หน้าที่ หรือความรับผิดชอบ ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดว่า “ช่างมันเถอะ” เพื่อรักษาบรรยากาศ ทุกความขัดแย้งไม่ได้จบด้วยการประนีประนอม...

เก่งแค่ไหน ถ้าทำงานด้วยยาก คนก็เหนื่อย

ในที่ทำงาน เรามักให้คุณค่ากับคำว่า “เก่ง” มากค่ะ เก่งงาน เก่งแก้ปัญหา เก่งคิดเร็ว เก่งตัดสินใจ เก่งจนหลายครั้งองค์กรยอมมองข้ามนิสัยบางอย่างไป เพราะคิดว่า “เขาก็เป็นแบบนี้แหละ แต่ผลงานดี” บางคนทำงานเร็วมาก แต่พูดกับคนอื่นเหมือนทุกคนช้ากว่าตัวเอง บางคนมีความรู้มาก แต่เวลามีใครถามกลับทำให้คนถามรู้สึกโง่ บางคนแก้ปัญหาเก่งจริง แต่ทุกครั้งที่มีปัญหา คนรอบตัวต้องเตรียมรับอารมณ์ เตรียมฟังคำประชด หรือเตรียมตัวถูกตำหนิไปพร้อมกันด้วย คนแบบนี้อาจไม่ได้เป็นคนไม่ดีนะคะ และหลายคนก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ใครเหนื่อยด้วยซ้ำ เพียงแต่เขาอาจคุ้นเคยกับการวัดคุณค่าของตัวเองจาก “สิ่งที่ทำได้” จนลืมไปว่า ในการทำงานร่วมกับคนอื่น เรายังถูกจดจำจาก “ความรู้สึกที่เราทิ้งไว้” ด้วย Competence ทำให้คนเชื่อว่าเราทำงานเป็น แต่ Interpersonal Skills ทำให้คนอยากทำงานกับเราอีกสองอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และการมีอย่างแรกมาก ไม่ได้ช่วยชดเชยการขาดอย่างหลังได้เสมอไป แน่นอนค่ะ เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนน่ารักตลอดเวลา ไม่ต้องพูดเพราะทุกประโยค ไม่ต้องตามใจทุกคน และไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนชอบเรา การทำงานจริงย่อมมีวันที่ต้องพูดตรง ต้องปฏิเสธ ต้องกดดันเรื่องเวลา ต้องทวงงาน และบางครั้งก็ต้องตัดสินใจในสิ่งที่ทำให้ใครบางคนไม่พอใจ แต่ “พูดตรง” กับ “ทำให้คนรู้สึกด้อยค่า” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน “มาตรฐานสูง” กับ...

อย่าอิจฉาลูกน้องตัวเอง

ฟังดูแปลกนะคะ เพราะโดยปกติเรามักพูดถึงหัวหน้าในฐานะคนที่อยากเห็นลูกทีมเติบโต อยากปั้นคน อยากสร้างทีมให้เก่งขึ้น แต่ในชีวิตการทำงานจริง ดิฉันคิดว่ามีอีกความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ เพียงแต่ไม่ค่อยมีใครอยากพูดถึง นั่นคือวันที่หัวหน้าเริ่มรู้สึกว่าลูกน้องของตัวเองกำลังกลายเป็น “คู่แข่ง” ลูกทีมบางคนเก่งขึ้นเร็ว พรีเซนต์ดีกว่าเราในบางเรื่อง ผู้บริหารเริ่มเรียกหา ลูกค้าชื่นชม คนในองค์กรรู้จักมากขึ้น หรือวันหนึ่งเขาอาจมีความสามารถบางอย่างที่เราไม่มี ตอนแรกเราก็ภูมิใจดีค่ะ แต่พอคำชมเริ่มมาหาเขามากขึ้นเรื่อย ๆ ความภูมิใจบางส่วนอาจค่อย ๆ มีความรู้สึกอีกอย่างแทรกเข้ามาโดยที่เราเองก็ไม่ทันสังเกต จากที่เคยเปิดโอกาสให้ไปประชุมด้วย ก็เริ่มคิดว่าไม่จำเป็น จากที่เคยให้เขาพรีเซนต์เอง ก็ขอกลับมาพูดเองดีกว่า เวลามีคนชมลูกทีม แทนที่จะรับคำชมนั้นอย่างเต็มที่ เราอาจรีบเติมว่า “จริง ๆ งานนี้พี่ช่วยเขาเยอะเหมือนกัน” หรือเวลาที่เขาเสนอความคิดดี ๆ ขึ้นมา เรากลับรู้สึกอยากหาจุดบกพร่องมากกว่าจะช่วยต่อยอด ไม่มีพฤติกรรมไหนประกาศตรง ๆ ว่า “ฉันอิจฉาลูกน้อง” หรอกค่ะ หลายครั้งมันมาในชื่อที่ดูสมเหตุสมผลกว่านั้น เช่น “เขายังไม่พร้อม” “ประสบการณ์ยังไม่ถึง” “ต้องให้พี่ดูอีกหน่อย” หรือ “เดี๋ยวจะเหลิง” และแน่นอนว่า บางครั้งเหตุผลเหล่านี้ก็เป็นเรื่องจริง ลูกทีมที่เก่งไม่ได้หมายความว่าพร้อมสำหรับทุกโอกาส หัวหน้าก็ยังมีหน้าที่ประเมินความเสี่ยง สอนงาน และบอกข้อบกพร่องอย่างตรงไปตรงมา แต่สิ่งที่คนเป็นหัวหน้าอาจต้องซื่อสัตย์กับตัวเองให้มากคือ เรากำลังชะลอเขาเพราะเขายังไม่พร้อมจริง...