Please wait ...

 
พูดนาน ไม่ได้แปลว่าสื่อสารได้มาก

งานวิจัยของ Gloria Mark นักวิจัยที่ศึกษาเรื่อง Attention และพฤติกรรมการทำงานในโลกดิจิทัล พบว่า คนทำงานใช้เวลาอยู่กับหน้าจอหนึ่งโดยเฉลี่ยประมาณ 47 วินาที ก่อนจะเปลี่ยนความสนใจไปยังอีกหน้าจอหรืออีกกิจกรรมหนึ่ง แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า ตัวเลข 47 วินาทีนี้ ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์มีสมาธิได้เพียง 47 วินาที แล้วหลังจากนั้นสมองจะเลิกทำงานหรือไม่สามารถจดจ่อกับอะไรต่อได้ สิ่งที่งานวิจัยกำลังสะท้อนคือ ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่เต็มไปด้วยหน้าจอและสิ่งรบกวน เราเปลี่ยนจุดสนใจบ่อยกว่าที่คิด ลองนึกถึงวันทำงานธรรมดา เรากำลังเขียนรายงานอยู่ LINE เด้งขึ้นมา จึงหยิบมาอ่าน พอวางโทรศัพท์เห็นอีเมลเข้า เลยเปิดอีเมลตอบเสียหน่อย ระหว่างนั้นมีคนโทรมา พอวางสายกลับมาที่รายงานอีกครั้ง บางทีก็ต้องใช้เวลาอยู่พักหนึ่งกว่าจะนึกออกว่า เมื่อกี้เรากำลังคิดอะไรอยู่ เรื่องนี้น่าสนใจตรงที่มันไม่ได้เกี่ยวกับวิธีทำงานของเราเท่านั้น แต่เกี่ยวกับ วิธีที่เราสื่อสารกับคนอื่นด้วย เวลามีเรื่องสำคัญต้องพูด เรามักมีสัญชาตญาณว่า ยิ่งเรื่องสำคัญ ยิ่งต้องอธิบายให้ละเอียด กลัวอีกฝ่ายไม่เข้าใจ กลัวข้อมูลไม่ครบ จึงเริ่มตั้งแต่ที่มาที่ไป เล่าบริบท เหตุผล รายละเอียด ข้อยกเว้น และเรื่องประกอบอีกหลายอย่าง กว่าจะเดินทางไปถึงประเด็นที่ต้องการให้อีกฝ่ายรู้จริง ๆ คนพูดอาจรู้สึกว่า “ฉันอธิบายละเอียดมากแล้วนะ” แต่ปัญหาคือ ในระหว่างที่เรากำลังพยายามพูดให้ครบ Attention...

Work Manners  เก่งงานอย่างเดียว อาจยังไม่พอให้คนอยากทำงานด้วย

เวลาเราพูดถึงคนทำงานเก่ง เรามักนึกถึงความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ หรือผลงาน แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่แทบไม่เคยอยู่ใน Job Description และไม่ค่อยมีใครเอามาสอนกันจริงจัง ทั้งที่มีผลต่อการทำงานร่วมกับคนอื่นมาก นั่นคือ Work Manners หรือ “มารยาทในการทำงาน” คำว่า “มารยาท” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงต้องพูดเพราะตลอดเวลา ต้องนอบน้อม หรือวางตัวเป็นพิธีการ แต่หมายถึง การรู้ว่าพฤติกรรมของเราส่งผลต่อการทำงานของคนอื่นอย่างไร และรู้จักจัดการตัวเองไม่ให้กลายเป็นภาระที่ไม่จำเป็นของทีม Work Manners จึงซ่อนอยู่ในเรื่องเล็ก ๆ เต็มไปหมด นัดประชุม 9 โมง ก็ควรพร้อมประชุมตอน 9 โมง ไม่ใช่ 9 โมงเพิ่งเดินไปชงกาแฟ นัดส่งงานวันศุกร์ ถ้ารู้ตั้งแต่วันพุธว่าไม่น่าทัน ก็ควรบอกตั้งแต่วันพุธ ไม่ใช่ปล่อยให้คนรอจนเย็นวันศุกร์แล้วค่อยแจ้งว่า “ขอส่งวันจันทร์นะคะ” ได้รับข้อความเรื่องงานที่ยังตอบไม่ได้ อย่างน้อยก็บอกได้ว่าได้รับแล้วและจะกลับมาตอบเมื่อไร แทนที่จะเงียบจนอีกฝ่ายต้องคอยตาม เวลาได้รับความช่วยเหลือก็รู้จักขอบคุณ เวลาทำพลาดก็ไม่รีบหาคำอธิบายมาปกป้องตัวเองก่อนรับผิดชอบ และเวลาไม่เห็นด้วยกับใคร ก็แยกให้ออกระหว่างการโต้แย้ง “ความคิด” กับการทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเรากำลังโจมตี “ตัวเขา” รวมถึงเรื่องง่ายมากอย่าง เคารพเวลาของคนอื่น อ่านข้อมูลก่อนถาม...

Customer-Centric มากกว่าคำว่า “บริการดี”

หลายองค์กรพูดว่า “เราให้ความสำคัญกับลูกค้า” และมักตีความสิ่งนั้นออกมาเป็นเรื่องของรอยยิ้ม การพูดจาดี หรือการตอบสนองลูกค้าให้รวดเร็วที่สุด สิ่งเหล่านี้สำคัญ แต่ยังไม่พอ เพราะ Customer-Centric ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตอนที่พนักงานยืนอยู่ต่อหน้าลูกค้า แต่มันเริ่มตั้งแต่ตอนที่องค์กรออกแบบวิธีทำงาน ตัดสินใจ วางขั้นตอน และส่งต่องานกันภายใน บางกระบวนการสะดวกมากสำหรับองค์กร แต่กลับสร้างภาระให้ลูกค้าโดยไม่รู้ตัว ลูกค้าต้องกรอกข้อมูลเดิมซ้ำหลายรอบ ต้องเล่าเรื่องเดียวกันให้หลายแผนกฟัง ต้องโทรตามเองทุกขั้นตอน หรือรู้ตอนมาถึงแล้วว่าเอกสารที่เตรียมมายังไม่ครบ ทั้งหมดนี้อาจไม่ได้เกิดจากพนักงานบริการไม่ดีเลย แต่เกิดจากระบบที่ถูกออกแบบโดยมองจากมุมของคนทำงาน มากกว่ามุมของคนที่ต้องมาใช้บริการ Customer-Centric Mindset จึงเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ ช่วยให้เรื่องของลูกค้าง่ายขึ้น หรือกำลังโยนภาระบางอย่างกลับไปให้เขา เมื่อคิดแบบนี้ พฤติกรรมของคนในองค์กรจะเริ่มเปลี่ยนไปอย่างน้อยสามเรื่อง หนึ่ง ฟังให้เข้าใจ ไม่ใช่ฟังเพื่อรีบตอบ ลูกค้าบอกว่า “ขั้นตอนยุ่งยาก” เราอาจรีบอธิบายว่าระบบกำหนดมาแบบนี้ แต่ถ้าฟังต่อ เราอาจพบว่าปัญหาจริงไม่ใช่จำนวนขั้นตอน แต่อยู่ที่เขาต้องกรอกข้อมูลเดิมซ้ำ หรือไม่มีใครบอกตั้งแต่ต้นว่าต้องเตรียมอะไรมา การฟังแบบ Customer-Centric จึงไม่ได้หยุดแค่คำว่า “ลูกค้าพูดอะไร” แต่ต้องมองต่อว่า อะไรคือความยุ่งยากที่เขากำลังเจอจริง ๆ สอง ตัดสินใจโดยมองผลกระทบที่ลูกค้าจะได้รับ บางวิธีทำงานทำให้แผนกหนึ่งทำงานง่ายขึ้น แต่กลับผลักความยุ่งยากไปให้ลูกค้า หรือไปกองอยู่ที่อีกแผนกหนึ่ง...

ลูกค้าประจำ ไม่ได้เกิดจากการบริการดีแค่ครั้งเดียว

เรามักคิดว่าการทำให้ลูกค้ากลับมา คือการสร้างความประทับใจให้มากที่สุด บริการให้เกินความคาดหมาย มีของแถม หรือทำอะไรบางอย่างให้ลูกค้ารู้สึกพิเศษ ทั้งหมดนั้นช่วยได้ แต่ยังไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดที่ทำให้คนหนึ่งตัดสินใจกลับมาใช้บริการกับเราอีก หลายครั้งสิ่งที่ลูกค้าต้องการมากกว่าความหวือหวา คือความรู้สึกว่า เวลามาหาเราแล้ว เขาไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องอธิบายเรื่องเดิมซ้ำหลายรอบ ไม่ต้องตามงานเองทุกขั้น ไม่ต้องต่อสู้เพื่อให้ใครสักคนฟัง และเมื่อมีปัญหา ก็รู้ว่าจะมีคนช่วยจัดการให้ ถ้าอยากเปลี่ยนคนที่เพิ่งเข้ามาใช้บริการครั้งแรกให้มีโอกาสกลับมาอีก ลองเริ่มจากสามเรื่องนี้ หนึ่ง ฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่ฟังเพื่อรีบตอบ ลูกค้าพูดว่า “รีบค่ะ” สิ่งที่ต้องได้ยินอาจไม่ใช่แค่คำว่ารีบ แต่คือเขามีเวลาเหลือเท่าไร ลูกค้าพูดเรื่องเดิมซ้ำหลายครั้ง อาจไม่ได้หมายความว่าเขาเรื่องมาก แต่อาจหมายถึงเขายังไม่มั่นใจว่าเราเข้าใจปัญหาจริง ๆ การฟังที่ดีจึงไม่ได้จบที่การได้ยินว่าเขาขออะไร แต่ต้องเข้าใจด้วยว่า อะไรสำคัญกับเขาในสถานการณ์นั้น สอง อย่าเอาความสะดวกของระบบ ไปเป็นภาระของลูกค้า บางกระบวนการสะดวกกับองค์กร เพราะแบ่งหน้าที่ชัดเจนมาก แต่ลูกค้ากลับต้องเล่าเรื่องเดียวกันกับสามแผนก โทรตามสี่ครั้ง หรือกรอกข้อมูลที่องค์กรมีอยู่แล้วซ้ำอีก Customer-Centric ไม่ได้แปลว่าต้องทำทุกอย่างตามใจลูกค้า แต่หมายถึงก่อนออกแบบวิธีทำงาน เราต้องมองด้วยว่า ขั้นตอนที่ง่ายสำหรับเรา กำลังทำให้เรื่องของลูกค้ายากขึ้นหรือเปล่า บางครั้งการบริการที่ดีขึ้นจึงไม่ได้เริ่มจากการสอนพนักงานให้ยิ้มมากขึ้น แต่อาจเริ่มจากการตัดหนึ่งขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกไป สาม เวลาลูกค้าติ อย่าเพิ่งรีบปกป้องตัวเอง Feedback บางเรื่องอาจไม่ถูกทั้งหมด และลูกค้าก็ไม่ได้ถูกทุกครั้ง แต่ก่อนจะอธิบายว่าองค์กรมีเหตุผลอะไร...

Proactive Service เกิดไม่ได้ ถ้าพนักงานไม่มีอำนาจตัดสินใจ

ลูกค้ากำลังไม่พอใจกับปัญหาตรงหน้า พนักงานรู้ว่าควรทำอะไรบางอย่าง แต่สิ่งที่ทำได้คือยิ้มแล้วบอกว่า “ขออภัยค่ะ รอสักครู่นะคะ ขออนุญาตไปสอบถามผู้จัดการก่อน” พนักงานเดินไปหาหัวหน้า หัวหน้าถามรายละเอียด พนักงานเดินกลับมาแจ้งลูกค้า บางครั้งลูกค้ามีคำถามเพิ่ม ก็ต้องเดินกลับไปถามใหม่อีกรอบ สุดท้ายปัญหาอาจได้รับการแก้ไข แต่ลูกค้าหงุดหงิดไปแล้ว และพนักงานก็ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นั้นว่า ครั้งหน้า อย่าตัดสินใจเอง นี่คือความย้อนแย้งของหลายองค์กรที่อยากได้พนักงาน Proactive อยากให้คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น และดูแลลูกค้าโดยไม่ต้องรอคำสั่ง แต่ในทางปฏิบัติกลับออกแบบระบบให้แทบทุกเรื่องต้องผ่านหัวหน้า ถ้าอยากให้ Proactive Service เกิดขึ้นจริง องค์กรต้องมีทั้งPsychological Safety และ Empowerment Psychological Safety คือการทำให้พนักงานกล้าคิด กล้าเสนอ และกล้าตัดสินใจโดยไม่รู้สึกว่า ทุกความผิดพลาดจะจบด้วยคำว่า “ใครให้ทำ” ไม่ได้แปลว่าทำผิดแล้วไม่ต้องรับผิดชอบ แต่หัวหน้าต้องแยกให้ออกระหว่างความผิดพลาดจากการตัดสินใจโดยสุจริต กับความประมาทหรือการฝ่าฝืนมาตรฐานที่ชัดเจน เพราะถ้าทุกการตัดสินใจที่ผิดถูกลงโทษเหมือนกันหมด ไม่นานพนักงานจะเลือกวิธีที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับตัวเอง คือ ไม่ตัดสินใจอะไรเลย ส่วน Empowerment ก็ไม่ใช่การปล่อยให้พนักงาน “ทำอะไรก็ได้” ตรงกันข้าม การให้อำนาจที่ดีต้องมี กรอบที่ชัด เรื่องไหนตัดสินใจเองได้ วงเงินเท่าไร ชดเชยลูกค้าได้ในรูปแบบไหน เสนอทางเลือกอะไรได้บ้าง...

Proactive Service ฝึกได้ ด้วยการ “เห็น — คิดต่อ — ขยับ”

จากเรื่อง Reactive กับ Proactive ที่ต่างกันตรง “จังหวะ” คำถามต่อมาคือ แล้วจะฝึกพนักงานอย่างไรให้มองเห็นและขยับได้ก่อน โดยไม่กลายเป็นการเดาใจลูกค้าไปเสียทุกเรื่อง จริง ๆ แล้ว Proactive Service ไม่ใช่พรสวรรค์ และไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ “เซนส์ดี” มาตั้งแต่เกิด มันฝึกได้จากกระบวนการคิดง่าย ๆ สามขั้น 1. เห็น — Observe เริ่มจากมองสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าให้มากกว่าหน้าที่เฉพาะของตัวเอง ลูกค้ายืนมองป้ายไปมา ลูกค้ามองนาฬิกาบ่อย ลูกค้ามากับเด็กเล็ก หรือในระบบแจ้งว่าออร์เดอร์กำลังล่าช้า สิ่งเหล่านี้คือ “ข้อมูล” ที่เกิดขึ้นตรงหน้า แต่คำสำคัญคือ เห็นก่อน ยังไม่ต้องรีบสรุป ลูกค้ามองนาฬิกาไม่ได้แปลว่าเขากำลังรีบเสมอไป ลูกค้าหันซ้ายหันขวาก็ไม่ได้แปลว่าเขาต้องการให้เราเข้าไปช่วยทุกครั้ง หน้าที่แรกจึงไม่ใช่อ่านใจให้ถูก แต่คือฝึกตัวเองให้ ไม่มองผ่านสัญญาณเหล่านี้ 2. คิดต่อ — Anticipate ตรงนี้ฟังเหมือนง่าย แต่สำหรับคนที่ยังไม่มีประสบการณ์ การบอกว่า “เห็นแล้วก็คิดต่อสิว่าลูกค้าต้องการอะไร” อาจไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะถ้าคิดออกทุกสถานการณ์ตั้งแต่แรก ก็คงไม่ต้องฝึกกันแล้ว วิธีที่ง่ายกว่าคือ ไม่ต้องเริ่มจากคำถามว่า “ลูกค้าต้องการอะไร?”เพราะคำถามนี้กว้างและต้องเดาใจคนมากเกินไป...

Reactive vs Proactive ต่างกันที่ “จังหวะ”

เวลาเราพูดถึงการบริการเชิงรับกับการบริการเชิงรุก หลายคนอาจเผลอคิดว่า Reactive คือไม่ดี ส่วน Proactive คือดี จริง ๆ แล้วไม่ใช่แบบนั้น Reactive Service คือการตอบสนองเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว เช่น ลูกค้าถาม เราจึงตอบ ลูกค้าทวง เราจึงตาม ลูกค้าร้องเรียน เราจึงเข้าไปแก้ ส่วน Proactive Service คือการเห็นสัญญาณก่อน แล้วลงมือก่อนที่เรื่องนั้นจะกลายเป็นปัญหาเต็มตัว ความต่างจึงอยู่ที่ “จังหวะ” อาหารช้าเหมือนกัน Reactive คือรอให้ลูกค้าถามว่า “เมื่อไรจะได้” แล้วค่อยไปเช็ก Proactive คือรู้จากครัวว่าอาจล่าช้า แล้วรีบแจ้งพร้อมเสนอทางเลือกก่อน สินค้าหมดเหมือนกัน Reactive คือบอกว่า “ไม่มีค่ะ” เมื่อลูกค้าสั่ง Proactive คือรู้ว่าสินค้าหมด แล้วเตรียมทางเลือกอื่นไว้แนะนำทันที เอกสารไม่ครบเหมือนกัน Reactive คือแจ้งเมื่อลูกค้าเดินทางมาถึง Proactive คือเห็นข้อมูลก่อน แล้วโทรหรือส่งข้อความเตือนล่วงหน้า เพื่อไม่ให้ลูกค้าต้องเสียเวลาเดินทางซ้ำ สังเกตว่า Proactive ไม่ได้แปลว่าเราต้องอ่านใจลูกค้าเก่งกว่าใคร แต่คือ มองเห็นสัญญาณ...

บริการที่ดี ไม่ควรขึ้นอยู่กับว่า “วันนี้ลูกค้าเจอพนักงานคนไหน”

ในองค์กรเดียวกัน ลูกค้าคนหนึ่งอาจได้รับบริการดีมาก เพราะบังเอิญเจอพนักงานที่ช่างสังเกต เห็นปัญหาแล้วรีบเข้าไปช่วย คิดเผื่อ และหาทางออกให้ก่อนที่จะต้องร้องขอ แต่อีกคนอาจได้รับเพียงบริการตามหน้าที่ เพราะเจอพนักงานที่คิดว่า “ลูกค้ายังไม่ได้ถาม ก็ยังไม่ต้องทำอะไร” ถ้าเป็นแบบนี้ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่พนักงานคนไหนบริการดีกว่ากัน แต่อยู่ที่องค์กรกำลังปล่อยให้ “คุณภาพการบริการ” ขึ้นอยู่กับนิสัยและเซนส์ส่วนตัวของพนักงานแต่ละคนมากเกินไป นี่คือเหตุผลที่ Proactive Service Behavior ไม่ควรเป็นเพียงคุณสมบัติที่องค์กรหวังว่าพนักงานบริการจะมี แต่ควรถูกพัฒนาให้เป็นพฤติกรรมมาตรฐานของทีม เพราะการบริการเชิงรุกให้ประโยชน์มากกว่าการสร้างความประทับใจ เมื่อพนักงานเห็นความล่าช้าแล้วแจ้งก่อนถูกทวง ปัญหายังมีขนาดเล็กและจัดการง่ายกว่า เมื่อรู้ว่าลูกค้ากำลังจะเจอข้อจำกัดแล้วเตือนก่อน ลูกค้าก็ไม่ต้องเสียเวลาแก้ปัญหาทีหลัง และเมื่อสิ่งที่ลูกค้าต้องการทำไม่ได้ แต่พนักงานมีทางเลือกอื่นเสนอทันที บทสนทนาก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยความผิดหวังแล้วค่อยพยายามกู้สถานการณ์กลับมา Proactive Service จึงช่วยลดทั้ง Complaint และ Customer Effort เพราะลูกค้าไม่ต้องคอยถาม คอยตาม คอยคิดทางออก หรือเป็นคนค้นพบปัญหาด้วยตัวเองทุกครั้ง ในอีกด้านหนึ่ง มันยังเปลี่ยนบทบาทของพนักงาน จากคนที่รอรับคำสั่งเป็นคนที่กล้าคิดว่า “สถานการณ์นี้ฉันจัดการอะไรได้บ้าง” ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากองค์กรพูดว่าอยากได้คน Proactive แต่ทุกครั้งที่พนักงานตัดสินใจเองกลับถูกตำหนิ เพราะฉะนั้น ถ้าองค์กรอยากสร้าง Proactive Service ให้เกิดขึ้นจริง ต้องทำมากกว่าการบอกว่า “ช่วยใส่ใจลูกค้าหน่อย”...

Proactive Service ไม่ใช่การอ่านใจลูกค้า แต่คือการเห็นก่อนว่าตรงไหนเราช่วยได้

การบริการที่ดีไม่ได้หมายความว่าพนักงานต้องเดาให้ถูกว่าลูกค้ากำลังคิดอะไร เพราะต่อให้เก่งแค่ไหน เราก็ไม่มีทางรู้ใจคนอื่นได้ทุกเรื่อง แต่หลายสถานการณ์ เราไม่จำเป็นต้องอ่านใจเลย ลูกค้ายืนมองป้ายไปมาหลายนาที เราเห็นได้ว่าเขาอาจกำลังหาทาง รู้จากครัวว่าอาหารจะช้ากว่าปกติ เรารู้ได้ว่าควรแจ้งก่อนลูกค้าทวง สินค้าที่ลูกค้าต้องการหมด เรารู้ได้ว่าควรเตรียมทางเลือกอื่นแทนคำว่า “ไม่มี” รู้ว่าเอกสารชุดนี้ต้องใช้ตัวจริงในวันพรุ่งนี้ เราก็เตือนได้ก่อนที่ลูกค้าจะเดินทางมาเสียเที่ยว นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Proactive Service Behavior ไม่ใช่การเดาความต้องการของลูกค้าไปเสียทุกเรื่อง แต่คือการสังเกต ใช้ข้อมูลที่มี และคิดต่ออีกหนึ่งก้าวว่าอะไรน่าจะเกิดขึ้นถ้าเราไม่ทำอะไร พนักงานที่มีพฤติกรรมแบบนี้จึงไม่ได้รอรับคำสั่งจากลูกค้าอย่างเดียว แต่จะเริ่มเห็น “จังหวะที่ควรเข้าไปช่วย” เห็นลูกค้าถือของพะรุงพะรัง ก็เสนอความช่วยเหลือ เห็นว่าคิวเริ่มล่าช้า ก็แจ้งสถานการณ์พร้อมทางเลือก เห็นว่าลูกค้ากำลังจะเลือกสินค้าที่อาจไม่เหมาะกับการใช้งาน ก็ให้ข้อมูลเพิ่มเติม เห็นสิทธิประโยชน์ที่ลูกค้ามีแต่ยังไม่ได้ใช้ ก็แจ้งให้ทราบ ให้บริการเรื่องที่มีโอกาสเกิดปัญหาภายหลัง ก็มีการติดตามผล สังเกตว่าทุกตัวอย่างไม่ได้เริ่มจากการ “คิดแทนลูกค้า” แต่เริ่มจาก ข้อมูลหรือสัญญาณบางอย่างที่พนักงานมองเห็น เพราะฉะนั้น ถ้าจะฝึกทีมให้มี Proactive Service อย่าสอนเพียงว่า “ต้องรู้ใจลูกค้า” หรือ “ต้องทำเกินความคาดหวัง” เพราะเป็นคำที่ฟังดี แต่พนักงานเอาไปใช้ยาก สอนให้เขาฝึกสามอย่างดีกว่า มองให้เห็น — คิดต่ออีกหนึ่งก้าว — แล้วเสนอความช่วยเหลือโดยไม่ยัดเยียด...

เราไม่จำเป็นต้อง Productive ทุกวัน

วันก่อนฟังพอดแคสต์ Mission To Pluto แล้วมีแนวคิดหนึ่งที่ฟังจบแล้วยังติดอยู่ในหัว ประมาณว่า คนเราไม่จำเป็นต้อง Productive ทุกวัน ชอบประโยคนี้ เพราะช่วงหนึ่งเราถูกสอนกันเยอะมากว่า ต้องพัฒนาตัวเอง ต้องเก่งขึ้น ต้องใช้เวลาให้คุ้ม ต้องเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีกว่าเมื่อวาน ฟังดูเป็นเรื่องดีทั้งหมด จนบางครั้งเราเผลอเปลี่ยน “การพัฒนาตัวเอง” ให้กลายเป็นอีกเรื่องที่ใช้กดดันตัวเอง โดยเฉพาะเวลาทำงาน งานบริการเป็นงานที่ทำให้เราเห็นความเก่งของคนอื่นได้ง่ายมาก บางคนรับมือลูกค้าเก่ง พูดจาคล่อง แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเร็ว บางคนเพิ่งเข้ามาไม่นานแต่ดูไปได้ไกลกว่าเรา ยิ่งมีโซเชียลมีเดีย เราก็ยิ่งเห็นคนวัยเดียวกันได้เลื่อนตำแหน่ง ประสบความสำเร็จ หรือดูเหมือนชีวิตกำลังเดินหน้าอยู่ตลอดเวลา แล้ววันธรรมดาของเรา ก็เริ่มดูเหมือน “ยังไม่ดีพอ” ตรงนี้ทำให้นึกถึงเรื่อง Growth Mindset หลายคนเข้าใจว่า Growth Mindset คือวันนี้ต้องเก่งกว่าเมื่อวาน พรุ่งนี้ต้องเก่งกว่าวันนี้ ถ้ายังทำไม่ได้ก็ต้องพยายามให้มากขึ้น แต่ฉันว่าไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้น Growth Mindset ไม่ได้แปลว่าเราต้องเก่งขึ้นทุกวัน แต่คือการเชื่อว่า สิ่งที่วันนี้เรายังทำได้ไม่ดี เรายังสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ บางวันเรารับ Feedback ได้ดีขึ้น บางวันควบคุมอารมณ์หลังเจอลูกค้ายาก ๆ ได้มากขึ้น บางวันกล้าแก้ปัญหาหน้างานมากกว่าเดิม...