กรุณารอสักครู่

 

HomeCategoryการบริหารคนและองค์กร Archives - Page 2 of 6 - บริษัท ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น จำกัด

47 วินาทีไม่ได้บอกว่าคนยุคนี้สมาธิสั้น แต่มันกำลังบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับ “วิธีทำงาน” ของเรา

47 วินาที เป็นตัวเลขที่สะดุดตาพอจะทำให้หลายคนเข้าใจไปได้ง่าย ๆ ว่า “คนยุคนี้มีสมาธิได้แค่นี้แล้วหรือ” แต่จากข้อมูลที่ถูกนำมาอ้างถึงจากงานศึกษาของ Gloria Mark และคณะ ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์มีความสามารถในการจดจ่อเพียง 47 วินาที สิ่งที่งานศึกษามองคือระยะเวลาที่คนทำงานอยู่กับหน้าจอหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยน Attention ไปยังอีกหน้าจอหนึ่ง ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะแทนที่จะรีบสรุปว่า “คนสมัยนี้สมาธิสั้น” ตัวเลขนี้อาจกำลังทำให้เราเห็นอีกเรื่องหนึ่งว่า ชีวิตการทำงานของเราทำให้ Attention ถูกสลับบ่อยแค่ไหน ลองมองโต๊ะทำงานธรรมดาในวันนี้ เราอาจกำลังทำรายงานอยู่ แต่ขณะเดียวกันก็เปิด Browser ไว้หลาย Tab มี Email เปิดค้าง LINE อยู่ในโทรศัพท์ Teams หรือโปรแกรม Chat พร้อมแจ้งเตือน ระหว่างนั้นมีคนโทรมา มีประชุมแทรก และมีงานใหม่เข้ามาเรื่อย ๆ ดูเผิน ๆ เหมือนเรากำลังทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่ในความเป็นจริง เรากำลังย้ายความสนใจจากเรื่องหนึ่งไปอีกเรื่องหนึ่งตลอดทั้งวัน อย่างไรก็ตาม ถ้าจะอธิบายเรื่อง Attention ในการทำงานแล้วบอกว่าทั้งหมดเป็นความรับผิดชอบขององค์กร ก็คงไม่แฟร์นัก เพราะสิ่งรบกวนไม่ได้มาจากระบบงานเพียงอย่างเดียว บางครั้งไม่มีใครทัก...

คนไม่ได้อ่านทุกคำที่เราเขียน แล้วเรายังเขียนอีเมลเหมือนเขาจะอ่านทุกคำอยู่หรือเปล่า

จากเรื่อง Attention ที่เขียนต่อกันมาหลายตอน มีข้อมูลหนึ่งในบทความที่ฉันไปอ่านแล้วสะดุด คือเรื่องพฤติกรรมการอ่านบนหน้าจอ มีการอ้างข้อมูลว่า คนที่อ่านเนื้อหาบนเว็บไซต์ไม่ได้อ่านทุกคำ แต่มักกวาดสายตาและเลือกอ่านเพียงบางส่วนของเนื้อหา พอเอาเรื่องนี้กลับมามองการสื่อสารในที่ทำงาน ก็ทำให้นึกถึงอีเมลหลายฉบับที่เราเขียนกันทุกวัน เพราะบางครั้งเราเขียนอีเมลเหมือนคนรับจะนั่งอ่านตั้งแต่คำแรกจนถึงคำสุดท้ายอย่างตั้งใจ ลองนึกถึงอีเมลฉบับหนึ่งที่มี 12 ย่อหน้า ผู้เขียนตั้งใจมาก เล่าที่มาของเรื่องตั้งแต่ต้น อธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น ใครเกี่ยวข้องบ้าง มีข้อมูล ตัวเลข เหตุผล และรายละเอียดประกอบครบถ้วน ส่วนสิ่งที่ต้องการจากคนรับจริง ๆ คือ “กรุณาอนุมัติภายในวันพุธ” อยู่ในย่อหน้าที่ 10 พอถึงวันพฤหัสบดี งานยังไม่ได้รับอนุมัติ คนส่งเปิดอีเมลขึ้นมาแล้วบอกว่า “ก็เขียนไว้ในเมลแล้ว” เขียนไว้จริง และส่งไปแล้วจริงด้วย แต่คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ สิ่งสำคัญไปถึงคนรับหรือยัง เวลาสื่อสาร เรามักมองจากฝั่งของผู้ส่ง เมื่อข้อมูลออกจากมือเราแล้ว เรารู้สึกว่างานของการสื่อสารจบลง ฉันบอกแล้ว ฉันส่งแล้ว ฉันเขียนไว้แล้ว ถ้าอีกฝ่ายไม่อ่านก็เป็นเรื่องของเขา แต่ถ้ามองจากฝั่งคนรับ อีเมลฉบับนั้นอาจเป็นเพียงหนึ่งในหลายสิบฉบับที่เข้ามาในวันเดียว เขาอาจเปิดอ่านระหว่างประชุม อ่านจากโทรศัพท์ หรือมีเวลาเพียงไม่กี่นาทีก่อนต้องไปทำเรื่องอื่นต่อ ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าคนรับไม่มีหน้าที่อ่านอีเมล และไม่ได้หมายความว่าอีเมลทุกฉบับควรย่อให้เหลือสามบรรทัด เรื่องบางเรื่องจำเป็นต้องอธิบายรายละเอียด และบางเรื่องผู้รับก็ควรอ่านอย่างครบถ้วน เพียงแต่ในฐานะคนส่ง เราอาจช่วยให้...

ถ้าอยากให้คนจำ อย่าพยายามให้เขาจำทุกอย่าง

เวลาได้รับเวลานำเสนองาน 20 นาที สิ่งที่หลายคนทำเป็นอย่างแรกคือคิดว่า “20 นาทีนี้จะพูดอะไรให้ครบได้บ้าง” จากนั้นก็เริ่มใส่ข้อมูล ตัวเลข ที่มา เหตุผล รายละเอียด และตัวอย่างลงไปให้มากที่สุด เพราะกลัวว่าถ้าพูดไม่ครบ คนฟังจะไม่เข้าใจ แต่ถ้าลองเปลี่ยนมุมคิดจากคนพูดมาเป็นคนฟัง คำถามอาจไม่ใช่ว่า เราพูดครบหรือยัง แต่อยู่ที่ว่า เมื่อผ่านไป 20 นาที คนฟังรับอะไรกลับไปได้บ้าง เรื่องนี้เชื่อมโยงกับประเด็น Attention ที่เขียนมาตลอดหลายตอน มีงานศึกษาของ Gloria Mark และคณะ เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ Attention บนหน้าจอ ซึ่งพบว่า คนทำงานใช้เวลาอยู่กับหน้าจอหนึ่งโดยเฉลี่ยประมาณ 47 วินาที ก่อนจะเปลี่ยนความสนใจไปยังอีกหน้าจอหนึ่ง ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าคนเรามีสมาธิได้เพียง 47 วินาที แต่ทำให้เห็นว่าในสภาพแวดล้อมการทำงานปัจจุบัน ความสนใจของคนถูกสลับไปมาบ่อยมาก ดังนั้น การที่ใครสักคนนั่งอยู่ในห้องประชุมกับเรา 20 นาที ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้ Attention ของเขาครบทั้ง 20 นาที เขาอาจฟังเราอยู่ช่วงหนึ่ง แล้วนึกถึงงานที่ยังไม่ได้ส่ง เห็น Notification...

ตอบเร็วทุกเรื่อง อาจไม่ได้แปลว่าทำงานเก่ง

จากข้อมูลเรื่อง Attention ที่ถูกนำมาเล่าต่อจากงานศึกษาของ Gloria Mark มีตัวเลขหนึ่งที่น่าสนใจ คือ คนทำงานใช้เวลาอยู่กับหน้าจอหนึ่งโดยเฉลี่ยประมาณ 47 วินาที ก่อนจะเปลี่ยนความสนใจไปยังอีกหน้าจอหนึ่ง อย่างที่เคยอธิบายไป ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์มีสมาธิได้เพียง 47 วินาที แต่สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมการทำงานบนหน้าจอว่า เราสลับความสนใจไปมาบ่อยกว่าที่คิด และพอนึกถึงชีวิตการทำงานจริง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก กำลังทำรายงาน LINE เด้ง — ตอบก่อน กลับมาทำงาน Teams ขึ้น — เปิดดูหน่อย เขียนต่อได้อีกนิด อีเมลเข้า — ขออ่านก่อน เผื่อด่วน ระหว่างนั้นมีคนถามงาน — ตอบไปอีกเรื่อง ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง เราอาจตอบข้อความไปสิบเรื่อง เคลียร์อีเมลไปห้าฉบับ รับโทรศัพท์อีกสองสาย และรู้สึกว่า “วันนี้งานยุ่งมาก” ซึ่งก็ยุ่งจริง เพียงแต่คำถามอีกข้อคือ แล้วงานสำคัญที่ตั้งใจจะทำตั้งแต่แรก ไปถึงไหนแล้ว ตรงนี้ทำให้ฉันคิดถึงวัฒนธรรมการทำงานอย่างหนึ่งที่พบได้ในหลายองค์กร คือเราเผลอให้คุณค่ากับ Responsiveness มากจนบางครั้งเกือบเท่ากับ Performance ใครตอบ LINE...

อย่าโทษลูกน้องว่าสมาธิสั้น ถ้าเราออกแบบงานให้เขาถูกขัดจังหวะทั้งวัน

มีงานศึกษาของ Gloria Mark และคณะเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ Attention ในการทำงานกับหน้าจอ ซึ่งพบว่า คนทำงานใช้เวลาอยู่กับหน้าจอหนึ่งโดยเฉลี่ยประมาณ 47 วินาที ก่อนจะเปลี่ยนความสนใจไปยังอีกหน้าจอหนึ่ง ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่า มนุษย์มีสมาธิได้เพียง 47 วินาที แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ มันทำให้เราเห็นว่าในโลกการทำงานปัจจุบัน ความสนใจของคนถูกสลับไปมาบ่อยแค่ไหน ลองนึกถึงวันทำงานธรรมดาของลูกน้องคนหนึ่ง เก้าโมงเช้าเปิดคอมพิวเตอร์ ตั้งใจว่าจะทำรายงานที่ต้องส่งวันนี้ ทำไปได้สักพัก LINE เด้ง หัวหน้าถามข้อมูลจึงหยุดตอบ กลับมาทำรายงานต่อได้ไม่นาน อีเมลเข้า มีเรื่องให้ตรวจสอบ ระหว่างกำลังอ่านอีเมล เพื่อนร่วมงานเดินมาถามอีกเรื่อง พอตอบเสร็จกำลังจะกลับมาทำงานเดิม ก็ถึงเวลาประชุม หนึ่งชั่วโมงผ่านไป กลับมานั่งหน้ารายงานอีกครั้ง ปัญหาคือ การกลับมาที่งานเดิมไม่ได้ง่ายเหมือนกดปุ่ม Pause แล้วกด Play ต่อจากจุดเดิมเสมอไป โดยเฉพาะงานที่ต้องคิด วิเคราะห์ เขียน หรือเชื่อมโยงข้อมูลหลายอย่าง บางครั้งต้องใช้เวลาเพื่อนึกก่อนว่า เมื่อกี้ทำถึงไหน กำลังคิดอะไร และกำลังจะทำอะไรต่อ แล้วพอห้าโมงเย็น หัวหน้าเดินมาถามว่า “รายงานแค่นี้ ทำไมใช้เวลาทั้งวัน” คำถามนี้ฟังดูเหมือนเป็นเรื่อง Time Management...

ประชุมหนึ่งชั่วโมง แต่คนอยู่กับเราจริงๆ กี่นาที

จากเรื่อง Attention Span ที่เขียนไปก่อนหน้านี้ มีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมากสำหรับคนเป็นหัวหน้า คือ เราอาจกำลังประเมิน Attention ของคนในห้องประชุมสูงเกินความเป็นจริง เรานัดประชุมหนึ่งชั่วโมง จึงมักคิดว่าเรามีเวลาสื่อสารกับทีมหนึ่งชั่วโมง แต่ในความเป็นจริง “เวลาประชุม” กับ “เวลาที่คนกำลังสนใจสิ่งที่เราพูด” ไม่ใช่เวลาเดียวกัน ระหว่างหนึ่งชั่วโมงนั้น บางคนอาจเห็น LINE เด้งขึ้นมาแล้วเหลือบอ่าน บางคนเปิด Teams เพราะมีข้อความจากอีกทีม บางคนกำลังตอบอีเมล บางคนไม่ได้จับโทรศัพท์เลย แต่นั่งคิดถึงงานที่ต้องส่งตอนบ่าย และบางคนมองหน้าคนพูด พยักหน้าเป็นระยะ จนเราเข้าใจว่าเขายังอยู่กับเรา ทั้งที่ความคิดออกจากห้องประชุมไปนานแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้แปลว่าคนทำงานยุคนี้ไม่มีสมาธิ หรือเราต้องออกกฎว่าประชุมแล้วทุกคนต้องวางโทรศัพท์ เพราะต่อให้ไม่มีโทรศัพท์อยู่ตรงหน้า ความสนใจก็เดินทางไปที่อื่นได้อยู่ดี คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ ในฐานะคนจัดประชุม เราออกแบบการประชุมให้คนอยากอยู่กับเราหรือยัง หัวหน้าบางคนใช้เวลาประชุม 60 นาทีไปกับการพูด 55 นาที แล้วเหลือ 5 นาทีสุดท้ายถามว่า “มีใครมีอะไรจะถามไหม” พอไม่มีใครถามก็สรุปว่าทุกคนเข้าใจ ทั้งที่ความเงียบในห้องประชุมอาจไม่ได้แปลว่าเข้าใจ แต่อาจแปลว่าหลุดไปตั้งแต่นาทีที่ 20 แล้วก็ได้ ดังนั้น การประชุมที่ดีไม่จำเป็นต้องแปลว่า ประชุมให้สั้นที่สุด เพราะบางเรื่องซับซ้อนและต้องใช้เวลา...

พูดนาน ไม่ได้แปลว่าสื่อสารได้มาก

งานวิจัยของ Gloria Mark นักวิจัยที่ศึกษาเรื่อง Attention และพฤติกรรมการทำงานในโลกดิจิทัล พบว่า คนทำงานใช้เวลาอยู่กับหน้าจอหนึ่งโดยเฉลี่ยประมาณ 47 วินาที ก่อนจะเปลี่ยนความสนใจไปยังอีกหน้าจอหรืออีกกิจกรรมหนึ่ง แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า ตัวเลข 47 วินาทีนี้ ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์มีสมาธิได้เพียง 47 วินาที แล้วหลังจากนั้นสมองจะเลิกทำงานหรือไม่สามารถจดจ่อกับอะไรต่อได้ สิ่งที่งานวิจัยกำลังสะท้อนคือ ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่เต็มไปด้วยหน้าจอและสิ่งรบกวน เราเปลี่ยนจุดสนใจบ่อยกว่าที่คิด ลองนึกถึงวันทำงานธรรมดา เรากำลังเขียนรายงานอยู่ LINE เด้งขึ้นมา จึงหยิบมาอ่าน พอวางโทรศัพท์เห็นอีเมลเข้า เลยเปิดอีเมลตอบเสียหน่อย ระหว่างนั้นมีคนโทรมา พอวางสายกลับมาที่รายงานอีกครั้ง บางทีก็ต้องใช้เวลาอยู่พักหนึ่งกว่าจะนึกออกว่า เมื่อกี้เรากำลังคิดอะไรอยู่ เรื่องนี้น่าสนใจตรงที่มันไม่ได้เกี่ยวกับวิธีทำงานของเราเท่านั้น แต่เกี่ยวกับ วิธีที่เราสื่อสารกับคนอื่นด้วย เวลามีเรื่องสำคัญต้องพูด เรามักมีสัญชาตญาณว่า ยิ่งเรื่องสำคัญ ยิ่งต้องอธิบายให้ละเอียด กลัวอีกฝ่ายไม่เข้าใจ กลัวข้อมูลไม่ครบ จึงเริ่มตั้งแต่ที่มาที่ไป เล่าบริบท เหตุผล รายละเอียด ข้อยกเว้น และเรื่องประกอบอีกหลายอย่าง กว่าจะเดินทางไปถึงประเด็นที่ต้องการให้อีกฝ่ายรู้จริง ๆ คนพูดอาจรู้สึกว่า “ฉันอธิบายละเอียดมากแล้วนะ” แต่ปัญหาคือ ในระหว่างที่เรากำลังพยายามพูดให้ครบ Attention...

Work Manners  เก่งงานอย่างเดียว อาจยังไม่พอให้คนอยากทำงานด้วย

เวลาเราพูดถึงคนทำงานเก่ง เรามักนึกถึงความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ หรือผลงาน แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่แทบไม่เคยอยู่ใน Job Description และไม่ค่อยมีใครเอามาสอนกันจริงจัง ทั้งที่มีผลต่อการทำงานร่วมกับคนอื่นมาก นั่นคือ Work Manners หรือ “มารยาทในการทำงาน” คำว่า “มารยาท” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงต้องพูดเพราะตลอดเวลา ต้องนอบน้อม หรือวางตัวเป็นพิธีการ แต่หมายถึง การรู้ว่าพฤติกรรมของเราส่งผลต่อการทำงานของคนอื่นอย่างไร และรู้จักจัดการตัวเองไม่ให้กลายเป็นภาระที่ไม่จำเป็นของทีม Work Manners จึงซ่อนอยู่ในเรื่องเล็ก ๆ เต็มไปหมด นัดประชุม 9 โมง ก็ควรพร้อมประชุมตอน 9 โมง ไม่ใช่ 9 โมงเพิ่งเดินไปชงกาแฟ นัดส่งงานวันศุกร์ ถ้ารู้ตั้งแต่วันพุธว่าไม่น่าทัน ก็ควรบอกตั้งแต่วันพุธ ไม่ใช่ปล่อยให้คนรอจนเย็นวันศุกร์แล้วค่อยแจ้งว่า “ขอส่งวันจันทร์นะคะ” ได้รับข้อความเรื่องงานที่ยังตอบไม่ได้ อย่างน้อยก็บอกได้ว่าได้รับแล้วและจะกลับมาตอบเมื่อไร แทนที่จะเงียบจนอีกฝ่ายต้องคอยตาม เวลาได้รับความช่วยเหลือก็รู้จักขอบคุณ เวลาทำพลาดก็ไม่รีบหาคำอธิบายมาปกป้องตัวเองก่อนรับผิดชอบ และเวลาไม่เห็นด้วยกับใคร ก็แยกให้ออกระหว่างการโต้แย้ง “ความคิด” กับการทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเรากำลังโจมตี “ตัวเขา” รวมถึงเรื่องง่ายมากอย่าง เคารพเวลาของคนอื่น อ่านข้อมูลก่อนถาม...

Customer-Centric มากกว่าคำว่า “บริการดี”

หลายองค์กรพูดว่า “เราให้ความสำคัญกับลูกค้า” และมักตีความสิ่งนั้นออกมาเป็นเรื่องของรอยยิ้ม การพูดจาดี หรือการตอบสนองลูกค้าให้รวดเร็วที่สุด สิ่งเหล่านี้สำคัญ แต่ยังไม่พอ เพราะ Customer-Centric ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตอนที่พนักงานยืนอยู่ต่อหน้าลูกค้า แต่มันเริ่มตั้งแต่ตอนที่องค์กรออกแบบวิธีทำงาน ตัดสินใจ วางขั้นตอน และส่งต่องานกันภายใน บางกระบวนการสะดวกมากสำหรับองค์กร แต่กลับสร้างภาระให้ลูกค้าโดยไม่รู้ตัว ลูกค้าต้องกรอกข้อมูลเดิมซ้ำหลายรอบ ต้องเล่าเรื่องเดียวกันให้หลายแผนกฟัง ต้องโทรตามเองทุกขั้นตอน หรือรู้ตอนมาถึงแล้วว่าเอกสารที่เตรียมมายังไม่ครบ ทั้งหมดนี้อาจไม่ได้เกิดจากพนักงานบริการไม่ดีเลย แต่เกิดจากระบบที่ถูกออกแบบโดยมองจากมุมของคนทำงาน มากกว่ามุมของคนที่ต้องมาใช้บริการ Customer-Centric Mindset จึงเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ ช่วยให้เรื่องของลูกค้าง่ายขึ้น หรือกำลังโยนภาระบางอย่างกลับไปให้เขา เมื่อคิดแบบนี้ พฤติกรรมของคนในองค์กรจะเริ่มเปลี่ยนไปอย่างน้อยสามเรื่อง หนึ่ง ฟังให้เข้าใจ ไม่ใช่ฟังเพื่อรีบตอบ ลูกค้าบอกว่า “ขั้นตอนยุ่งยาก” เราอาจรีบอธิบายว่าระบบกำหนดมาแบบนี้ แต่ถ้าฟังต่อ เราอาจพบว่าปัญหาจริงไม่ใช่จำนวนขั้นตอน แต่อยู่ที่เขาต้องกรอกข้อมูลเดิมซ้ำ หรือไม่มีใครบอกตั้งแต่ต้นว่าต้องเตรียมอะไรมา การฟังแบบ Customer-Centric จึงไม่ได้หยุดแค่คำว่า “ลูกค้าพูดอะไร” แต่ต้องมองต่อว่า อะไรคือความยุ่งยากที่เขากำลังเจอจริง ๆ สอง ตัดสินใจโดยมองผลกระทบที่ลูกค้าจะได้รับ บางวิธีทำงานทำให้แผนกหนึ่งทำงานง่ายขึ้น แต่กลับผลักความยุ่งยากไปให้ลูกค้า หรือไปกองอยู่ที่อีกแผนกหนึ่ง...

ลูกค้าประจำ ไม่ได้เกิดจากการบริการดีแค่ครั้งเดียว

เรามักคิดว่าการทำให้ลูกค้ากลับมา คือการสร้างความประทับใจให้มากที่สุด บริการให้เกินความคาดหมาย มีของแถม หรือทำอะไรบางอย่างให้ลูกค้ารู้สึกพิเศษ ทั้งหมดนั้นช่วยได้ แต่ยังไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดที่ทำให้คนหนึ่งตัดสินใจกลับมาใช้บริการกับเราอีก หลายครั้งสิ่งที่ลูกค้าต้องการมากกว่าความหวือหวา คือความรู้สึกว่า เวลามาหาเราแล้ว เขาไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องอธิบายเรื่องเดิมซ้ำหลายรอบ ไม่ต้องตามงานเองทุกขั้น ไม่ต้องต่อสู้เพื่อให้ใครสักคนฟัง และเมื่อมีปัญหา ก็รู้ว่าจะมีคนช่วยจัดการให้ ถ้าอยากเปลี่ยนคนที่เพิ่งเข้ามาใช้บริการครั้งแรกให้มีโอกาสกลับมาอีก ลองเริ่มจากสามเรื่องนี้ หนึ่ง ฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่ฟังเพื่อรีบตอบ ลูกค้าพูดว่า “รีบค่ะ” สิ่งที่ต้องได้ยินอาจไม่ใช่แค่คำว่ารีบ แต่คือเขามีเวลาเหลือเท่าไร ลูกค้าพูดเรื่องเดิมซ้ำหลายครั้ง อาจไม่ได้หมายความว่าเขาเรื่องมาก แต่อาจหมายถึงเขายังไม่มั่นใจว่าเราเข้าใจปัญหาจริง ๆ การฟังที่ดีจึงไม่ได้จบที่การได้ยินว่าเขาขออะไร แต่ต้องเข้าใจด้วยว่า อะไรสำคัญกับเขาในสถานการณ์นั้น สอง อย่าเอาความสะดวกของระบบ ไปเป็นภาระของลูกค้า บางกระบวนการสะดวกกับองค์กร เพราะแบ่งหน้าที่ชัดเจนมาก แต่ลูกค้ากลับต้องเล่าเรื่องเดียวกันกับสามแผนก โทรตามสี่ครั้ง หรือกรอกข้อมูลที่องค์กรมีอยู่แล้วซ้ำอีก Customer-Centric ไม่ได้แปลว่าต้องทำทุกอย่างตามใจลูกค้า แต่หมายถึงก่อนออกแบบวิธีทำงาน เราต้องมองด้วยว่า ขั้นตอนที่ง่ายสำหรับเรา กำลังทำให้เรื่องของลูกค้ายากขึ้นหรือเปล่า บางครั้งการบริการที่ดีขึ้นจึงไม่ได้เริ่มจากการสอนพนักงานให้ยิ้มมากขึ้น แต่อาจเริ่มจากการตัดหนึ่งขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกไป สาม เวลาลูกค้าติ อย่าเพิ่งรีบปกป้องตัวเอง Feedback บางเรื่องอาจไม่ถูกทั้งหมด และลูกค้าก็ไม่ได้ถูกทุกครั้ง แต่ก่อนจะอธิบายว่าองค์กรมีเหตุผลอะไร...