กรุณารอสักครู่

 

HomeCategoryกฏหมายแรงงาน Archives - Page 50 of 76 - บริษัท ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น จำกัด

นายจ้าง ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย เตรียมตัวปั้มลายนิ้วมือได้เลย

อย่างที่หลาย ๆ ท่านทราบว่าในกรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน เพื่อให้พนักงานตรวจฯ สอบสวนและมีคำสั่ง หากลูกจ้างมีสิทธิพนักงานตรวจฯจะแจ้งคำสั่งให้นายจ้างเพื่อให้ปฏิบัติตามคำสั่งภายในเวลาที่กำหนด หากไม่ปฏิบัติตามภายในระยะเวลาที่กำหนดนายจ้างก็จะมีความผิดทางอาญา ​เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน จึงได้เขียนขั้นตอน ตลอดจนสิทธิหน้าที่ ที่แต่ละฝ่ายจะต้องปฏิบัติ เมื่อพนักงานตรวจฯ มีคำสั่ง ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร ​1.กรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน เพื่อให้พนักงานตรวจฯ สอบสวน ม.123 ​2.เมื่อพนักงานตรวจฯ ได้รับคำร้อง จะสอบสวนข้อเท็จจริง เมื่อสอบสวนแล้ว หากปรากฏว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ พนักงานตรวจฯ จะมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตาย แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ต้องจ่ายภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าได้ทราบคำสั่ง ม.124 หรือหากเห็นว่าลูกจ้างไม่มีสิทธิพนักงานตรวจฯ มีคำสั่งและแจ้งเป็นหนังสือให้นายจ้างและลูกจ้างหรือทายาทโดยธรรมของลูกจ้างซึ่งถึงแก่ความตายทราบ 3. หากนายจ้างไม่จ่ายเงินโดยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจฯ จะมีความผิดอาญา ต้องระวาง โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ม.151 และมีความผิดทางอาญาฐานไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ซึ่งกำหนดให้จ่ายเงินดังกล่าวด้วย 4....

ขโมยของนายจ้าง แค่ปรับและเลิกจ้าง ไม่ดำเนินคดีได้มั้ย ?

กรณีที่ลูกจ้างลักทรัพย์นายจ้าง โดยลูกจ้างยินยอมให้ปรับหรือชดใช้ค่าเสียหายคืน และยอมให้เลิกจ้าง โดยไม่ต้องถูกดำเนินคดี ถามว่าทำได้หรือไม่ เค้าถามนี้น่าสนใจนะคะเพราะว่าลูกจ้างมองว่าในเมื่อคืนซับที่ขโมยมาให้แล้วชดใช้ค่าเสียหายแล้วทำไมตำรวจยังดำเนินคดีอยู่อีก?? ในส่วนนี้ขออธิบายดังนี้ค่ะ เนื่องจากความผิดฐานลักทรัพย์หรือลักทรัพย์นายจ้าง (เหตุฉกรรจ์โทษหนักขึ้น) นั้นเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ที่กระทบต่อผู้ถูกกระทำ และกระทบต่อสังคมโดยรวม ที่รัฐจะต้องดำเนินการเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ แม้ผู้ที่ถูกกระทำนั้นจะไม่ติดใจเอาความหรือดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดแล้วก็ตาม ก็เป็นความผิดที่ไม่สามารถยอมความได้ เมื่อมีการดำเนินคดีแล้ว หากลูกจ้างนำเงินไปวางเพื่อชดใช้หรือบรรเทาความเสียหาย ก็ถือเป็นเหตุบรรเทาโทษที่ศาลจะนำไปประกอบการพิจารณาในการลดโทษ (โทษหนักจะได้เบาลง) หากลูกจ้างนายจ้างทำสัญญา/ข้อตกลงในการรับเงินชดใช้ค่าเสียหายและไม่ดำเนินคดีฐานลักทรัพย์ สามารถบังคับได้หรือไม่?? ในการทำสัญญาหรือทำข้อตกลงไม่ให้ดำเนินคดีหรือให้การดำเนินคดีอาญาระงับ สามารถทำได้เฉพาะความผิดอาญาที่ยอมความได้เท่านั้น หากเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ถือเป็นการทำสัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จะตกเป็นโมฆะ ฎีกาที่ 4351/2548 บันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งสามและจำเลยกับ ว. ที่ให้โจทก์ทั้งสามถอนฟ้องคดีอาญาที่ยื่นฟ้องจำเลยกับ ว. ไว้ในข้อหาปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นคดีอาญาแผ่นดินไม่ใช่คดีความผิดอันยอมความได้ เป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ.มาตรา 150 ฎีกาที่ 958/2519 สัญญาที่จำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์โดยมีเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์แจ้งความดำเนินคดีอาญากับบุตรจำเลยในการที่ทำให้บุตรโจทก์ตาย มีวัตถุประสงค์ให้ระงับคดีอาญาแผ่นดิน เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113 (เดิม) เป็นโมฆะ จำเลยต้องใช้ค่าเสียหายฐานละเมิด ความผิดอาญาแผ่นหรือความผิดอันยอมความได้ คืออะไร? ศึกษาเพิ่มเติมได้ หมายเหตุ : ความผิดอาญาแผ่นดิน คือ...

พิมพ์ ” ลาออก ในกลุ่ม Line แล้วกดยกเลิก ” ผลยังถือว่าลาออก

เพื่อนนนน ถ้าเพื่อนรู้สึกโมโห ไม่ว่าจะเป็นการทะเลาะกับเพื่อนร่วมงาน น้อยใจนายจ้างจนไม่อยากจะทำงานต่อไป จึงตัดสินใจพิมพ์ลงไปในกลุ่ม Line เพื่อขอลาออก ผ่านไป 30 นาที ใจเย็นขึ้นมาไม่คิดจะลาออกล่ะ จึงไปยกเลิกข้อความ ดังนี้จะถือได้ว่า การลาออก มีผลหรือไม่อย่างไร อ่านนะ 1.หากลูกจ้างได้แสดงเจนาขอลาออกแล้ว แม้ต่อมาเปลี่ยนใจไปกดยกเลิก ถือได้ว่ามีผลเป็นการลาออก เพราะเมื่อแสดงเจตนาเลิกสัญญาแล้ว จะถอนการแสดงเจตนาไม่ได้ ทั้งนี้ ตาม ป.พ.พ. ม.386 ดังนั้น เมื่อลูกจ้างลาออกเองก็จะไม่มีสิทธิได้ค่าชดเชย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6525/2544 วินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานว่า สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาชนิดหนึ่ง เมื่อนายจ้างซึ่งเป็นคู่สัญญาแสดงเจตนาเลิกสัญญาแก่ลูกจ้างโดยการเลิกจ้างแล้ว สัญญาจ้างแรงงานย่อมสิ้นสุดลงทันที และ การแสดงเจตนาเลิกสัญญาหาอาจถอนได้ไม่ 2. เว้นแต่ หากนายจ้างและลูกจ้างตกลงยกเลิกและยินยอมให้ลูกจ้างยกเลิกเพิกถอนการแสดงเจตนา ก็สามารถทำได้ คำพิพากษาฎีกาที่ 13145/2558 แม้ตาม ป.พ.พ. ม 386 ประกอบ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ ม.17 ลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างได้โดยแสดงเจตนาแก่นายจ้าง และเมื่อแสดงเจตนาดังกล่าวแล้วไม่อาจถอนหรือยกเลิกเจตนานั้นได้ก็ตาม แต่กรณีดังกล่าวหมายถึงลูกจ้างแสดงเจตนาเพียงฝ่ายเดียวขอถอนหรือยกเลิกการแสดงเจตนาเลิกสัญญาจ้างเท่านั้น ไม่รวมถึงการตกลงหรือยินยอมพร้อมใจของฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างเพื่อยกเลิกหรือถอนการแสดงเจตนาของลูกจ้างที่ขอเลิกสัญญาจ้างแต่อย่างใด เมื่อลูกจ้างขอลาออกโดยให้มีผล 30...

ขอลา ” พาน้องหมาไปหาหมอ ” ใช้ลากิจได้หรือไม่ ?

ขอลาเพื่อพาน้องหมาไปหาหมอ ใช้ลากิจได้หรือไม่? เรื่องลากิจนั้น กฎหมายกำหนดไว้ว่า ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อ “กิจธุระอันจำเป็น” ได้ปีละไม่น้อยกว่า 3 วันทำงาน แล้วอย่างไรจึงจะถือว่าเป็นกิจธุระอันจำเป็น ก็พิจารณาง่าย ๆ คือ กิจธุระนั้นต้องดำเนินการด้วยตนเองเท่านั้น มอบหมายให้ผู้อื่นไปดำเนินการแทนไม่ได้ เช่น การไปทำบัตรประชาชน การต่อใบอนุญาตขับขี่ การจดทะเบียนสมรส เป็นต้น ถามว่า ลาเพื่อพาน้องหมาไปหมอ เป็นกิจธุระจำเป็นหรือไม่ ผู้เขียนมีความเห็นว่า เรื่องดังกล่าวเรายังสามารถมอบหมาย หรือไหว้วานให้บุคคลอื่นพาน้องหมาไปหาหมอแทนได้ แต่หากลูกจ้างจะยื่น ลากิจ ก็ไม่ได้ผิดกติกา หากยื่นแล้วนายจ้างอนุญาตก็ลาได้ เพราะการลากิจ มีขั้นตอนการยื่น การอนุมัติ อนุญาต อย่างไรก็ต้องปฏิบัติไปตามระเบียบ ข้อบังคับ ของแต่ละบริษัทนั้น ๆ และเช่นเคยสำหรับใครที่ไม่อยากจดจำ ไม่มีเวลาหาข้อมูล แต่มีคำถามในทางปฏิบัติมากมาย อยากหาทนายเคียงข้างธุรกิจ เป็นเพื่อนคู่คิดหรือเป็นมิตรคู่กาย ในการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายสักคน สามารถติดต่อมาได้ที่ info@legalclinic.co.th นะคะ #คลินิกกฎหมายแรงงาน #ที่ปรึกษากฎหมาย #คดีแรงงาน #ทนายคดีแรงงาน #วิทยากรกฎหมายแรงงาน #วิทยากรสอนกฎหมาย #วิทยากรPDPA #วิทยากรอารมณ์ดี

ลิขสิทธิ์ในงานที่ทำขึ้นระหว่างเป็นลูกจ้าง  งานนั้นเป็นลิขสิทธิ์ของนายจ้างหรือลูกจ้าง ??

ก่อนอื่น ขออธิบายให้ทราบว่า ลิขสิทธิ์ คือ ผลงานที่เกิดจากความคิดริเริ่มงานสร้างสรรค์ ซึ่งผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เท่านั้นที่มีสิทธิเผยแพร่ ทำซ้ำ ดัดแปลงหรือจำหน่าย ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ​ดังนั้น คำถามที่ว่า ลิขสิทธิ์ในงานที่ทำขึ้นตามสัญญาจ้างแรงงาน งานนั้นเป็นลิขสิทธิ์ของใคร ระหว่างนายจ้าง หรือ ลูกจ้าง?? ​1. ถ้าผู้สร้างสรรค์ สร้างงานในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น กฎหมายกำหนดให้ลิขสิทธิ์เป็นของผู้สร้างสรรค์ (ลูกจ้าง) แต่นายจ้างมีสิทธินำงานนั้นออกเผยแพร่ได้ตามวัตถุประสงค์ของการจ้างแรงงานนั้น (ม.9) ​เห็นได้ว่า หากนายจ้างกำหนดในสัญญาว่างานที่ลูกจ้างทำขึ้นในระหว่างทางการที่จ้าง ให้ลิขสิทธิ์เป็นของนายจ้าง ดังนั้น ลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าว ก็จะเป็นของนายจ้าง ลูกจ้างไม่มีสิทธินำงานนั้นไปเผยแพร่ ทำซ้ำ หรือ จำหน่ายได้ ยกตัวอย่างเช่น นายจ้างเป็นบริษัทขายโปรแกรมซอร์ฟแวร์ จ้างลูกจ้างทำงาน เขียนโปรแกรม โดยในสัญญาจ้างไม่ได้กำหนดว่า โปรแกรมที่ลูกจ้างเขียนเป็นลิขสิทธิ์ของนายจ้าง ดังนี้ โปรแกรมนั้นเป็นลิขสิทธิ์ของลูกจ้าง (ลูกจ้างมีสิทธิ เผยแพร่ ทำซ้ำ หรือจำหน่ายได้) แต่นายจ้างก็มีสิทธิ์นำโปรแกรมนั้นไปจำหน่ายให้ลูกค้าได้ตามขอบวัตถุประสงค์ของการจ้างแรงงานนั้น (ม.9) ​2.แล้วนายจ้างมีสิทธิเผยแพร่ต่อสาธารณชน ของลูกจ้างถึงเมื่อใด ตอบ...

ลูกจ้างลาป่วยบ่อย ” นายจ้างมีสิทธิ์ให้ลูกจ้างทำการตรวจโดยแพทย์ที่บริษัทจัดหา “

แควนเพจหลายท่านอาจจะทราบว่า การลาป่วยนั้น ลูกจ้างสามารถลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง และหากลูกจ้างลาป่วยตั้งแต่ 3 วันทำงานขึ้นไป นายจ้างอาจให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองแพทย์ได้ หากลูกจ้างไม่สามารถแสดงใบรับรองแพทย์ ให้ลูกจ้างชี้แจงให้นายจ้างทราบ หากรับฟังได้ว่าป่วยจริงก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้ามีลูกจ้างประเภทลาป่วยบ่อย ๆ จนนายจ้างไม่แน่ใจว่า ป่วยจริงหรือไม่ ดังนี้ 1. นายจ้างมีสิทธิให้ลูกจ้างทำการตรวจโดยแพทย์ที่นายจ้างจัดหาได้ หากนายจ้างสั่งแล้วลูกจ้างปฏิเสธไม่ยอมเข้ารับการตรวจ นายจ้างมีหนังสือเตือน และสั่งให้ไปตรวจอีกครั้งลูกจ้างยังไม่ไปตรวจก็จะถือเป็นการผิดซ้ำคำเตือนที่นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้ เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3211/2545 การที่โจทก์ยื่นใบลาป่วยโดยมีใบรับรองแพทย์และได้รับอนุญาตให้ลาจนครบกำหนด และมาทำงานแล้วก็ตาม หากจำเลยสงสัยว่าโจทก์ป่วยจริงหรือไม่หรือใช้สิทธิลาป่วยไม่สุจริต ก็ชอบที่จะสั่งให้โจทก์ไปตรวจกับ แพทย์อื่นซึ่งจำเลยจัดให้เพื่อตรวจสอบว่าโจทก์ป่วยจริงหรือไม่ หากการตรวจปรากฏว่าโจทก์ป่วยจริงและใช้สิทธิ ลาป่วยโดยสุจริตก็จะเป็นผลดีแก่โจทก์ คำสั่งของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งเกี่ยวกับการทำงานที่มีเหตุผลชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม โจทก์ต้องปฏิบัติตาม เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามจึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกรณีไม่ร้ายแรง จำเลยได้มีหนังสือตักเตือนโจทก์ และยืนยันคำสั่งให้โจทก์ปฏิบัติตามโจทก์ก็ยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง จำเลยจึงลงโทษให้พักงานโจทก์ 11 วัน และยืนยันให้โจทก์ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวอีก เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามจำเลยจึงมีสิทธิออกคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่จ่ายค่าชดเชย จึงเป็นคำสั่งที่ ชอบด้วยประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47 (4) และเป็นการปฏบัติถูกต้องตามขั้นตอนของข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแล้วและคำสั่งดังกล่าวถือได้ว่าไม่ใช้คำสั่งเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เมื่อจำเลยปฏิบัติถูกต้องตามขั้นตอนในการลงโทษตามที่ระบุไว้ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างกรณีพักงานให้แก่โจทก์ ส่วนเรื่องค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีนั้น โจทก์ยังไม่ได้ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี และไม่เข้าด้วยกรณีตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เพราะโจทก์ถูกเลิกจ้างเนื่องจากกระทำความผิด และเพราะฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลย โดยที่จำเลยมีหนังสือตักเตือนแล้ว ซึ่งมีผลไม่เกินหนึ่งปีนับแต่โจทก์ได้รับทราบหนังสือเตือนตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการคุ้มครองแรงงาน...

” แจ้งว่านายจ้างทำผิดจึงถูกเลิกจ้าง ” เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีลูกจ้างรายหนึ่งส่งจดหมายมาให้ดูเนื้อความในจดหมายมาจากนายจ้างว่าด้วยเรื่องที่ขอเรียกเงินจากลูกจ้างเพราะลูกจ้างไปแจ้งกรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงานว่านายจ้างปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฏหมาย ทำให้นายจ้างต้องเสียค่าปรับจึงมาเรียกเอาค่าปรับดังกล่าวกับลูกจ้าง อ่านแล้วหัวจะปวด…คือนายจ้างทำผิดลูกจ้างก็ไปแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบนายจ้างจึงเสียค่าปรับคือถ้าคิดตามตรรกะไม่ต้องคิดเป็นตามกฏหมายก็ยังได้ว่ามันก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วเลยงงกับตรรกะนายจ้างท่านนี้ว่ามาเรียกเอาจากลูกจ้างได้อย่างไรพยายามคิดตามหลายตลบแต่ยังหาเหตุให้มันดูเข้าใจได้ไม่ได้เลยจริงๆ อย่างที่ทราบการที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย และหากการเลิกจ้างนั้นไม่เหตุผลอันสมควร เช่น ลูกจ้างเห็นว่านายจ้างกระทำไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น 1. ไม่แจ้งข้อมูลขึ้นทะเบียนนายจ้าง แจ้งข้อมูลผู้ประกันตน ลูกจ้างจึงไปร้องเรียนที่สำนักงานประกันสังคม 2. นายจ้างปฏิบัติไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ลูกจ้างจึงไปร้องเรียนที่สำนักงานสวัสดิการฯ 3. นายจ้างกระทำการอื่นใดที่ไม่ถูกต้อง ลูกจ้างจึงไปแจ้งและร้องเรียนนายจ้างต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้นายจ้างไม่พอใจ จึงเรียกเก็บเงินตามที่ตัวเองถูกปรับ หรือเลิกจ้างลูกจ้างรายนั้น ถามว่าการเลิกจ้างเป็นธรรมหรือไม่ ขอตอบดัง ๆ ว่า “ไม่ต้องจ่าย” และถ้าจะเลิกจ้างเพราะเรื่องดังกล่าวก็เป็นเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม” ลูกจ้างมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายจ้างรับกลับเข้าทำงาน หรือฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมได้ เพราะการกระทำดังกล่าวนั้น ลูกจ้างใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย การที่นายจ้างจะนำเอาเหตุที่ลูกจ้างร้องเรียนนายจ้างมาเป็นเหตุเลิกจ้าง โดยที่ลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิด ย่อมเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม หมายถึง 1.เลิกจ้างโดยไม่มีสาเหตุ 2.เลิกจ้างโดยมีสาเหตุแต่ก็ยังไม่สมควรถึงขนาดที่จะต้องเลิกจ้าง 3.เลิกจ้างโดยไม่พยานหลักฐานที่จะนำสืบข้อเท็จจริงให้สมกับข้ออ้างที่นายจ้างอ้างว่าลูกจ้างกระทำความผิด 4.เลิกจ้างโดยไม่มีความผิด ตอบเสร็จแล้วขอไปดมยาดมก่อนนะช่วงนี้โป๊ยเซียนเข้าได้หน้ามืดวินเวียนศรีษะอยู่เป็นระยะระยะ

ได้ค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง เมื่อคำนวณแล้วได้ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ  ลูกจ้างจะฟ้องได้หรือไม่ ?

ยังคงตามข่าวกันต่อเนื่องสำหรับเรื่องปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งตามข่าวกระทรวงแรงงาน จะเสนอการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ในวันที่ 13 กันยายน 2565 นี้ เป็นวาระปกติเพื่อพิจารณา จากนั้นจึงมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป ​​เข้าสู่ประเด็นคำถามของเราที่ว่า ลูกจ้างรายชั่วโมง เมื่อคำนวณค่าจ้างต่อชั่วโมงแล้วได้ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ดังนี้ ลูกจ้างจะฟ้องได้หรือไม่ ? ​​ต้องบอกก่อนว่า กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมง ที่บังคับใช้กับลูกจ้างทั่วไป ยังไม่มีประกาศฯ บังคับใช้เฉพาะ คงมีแต่ประกาศฯ อัตราค่าจ้างรายชั่วโมง สำหรับนักเรียน นิสิต และนักศึกษา เท่านั้น ซึ่ง ประกาศฯ ที่บังคับใช้ในปัจจุบันคือ ประกาศฯ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 10) ที่กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ/วัน ซึ่งคำว่า “วัน” นั้นหมายถึงเวลาทำงานปกติ ซึ่งไม่เกิน 7 ชั่วโมง สำหรับที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพฯ และไม่เกิน 8 ชั่วโมงสำหรับงานอื่นที่ไม่ใช่งานที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพฯ ดังนั้น การคำนวณอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมง จึงคำนวณจากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายวันหารด้วยจำนวน...

” ฝึกงานแต่ไม่ได้เบี้ยเลี้ยง ” ฟ้องศาลแรงงานได้ไหม

ฝึกงานแต่ไม่ได้เบี้ยเลี้ยง ฟ้องศาลแรงงานได้ไหม อันนี้ถามดี พี่ขอเอามาตอบนะคะ ก่อนเข้าสู่คำถามนี้ มีคนถามว่าฝึกงานได้เบี้ยเลี้ยงด้วยเหรอ ? ได้ตามกฎหมายไหน ? อะไร ? อย่างไร? มาค่ะจะอธิบายให้ฟัง ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 กำหนดการฝึกอบรมไว้ 3 ประเภท ครือออ 1. การฝึกเตรียมเข้าทํางาน หมายถึงการที่ผู้ประกอบกิจการจัดให้บุคคลทั่วไปได้ฝึกอบรมฝีมือ แรงงาน ก่อนเข้าทํางาน เพื่อให้สามารถทํางานได้ตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน 2. การฝึกยกระดับฝีมือแรงงาน 3. การฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพ ซึ่งการฝึกในการเตรียมเข้าทำงาน ตามข้อ 1 อาทิ การจัดให้บุคคลทั่วไปได้ฝึกงานหรือการรับนักเรียน นิสิตหรือนักศึกษาจากสถานศึกษาและบุคคลที่ทางราชการส่งมาฝึกนั้น กฎหมายได้กำหนดให้สถานประกอบกิจการต้อง 1. . จัดทําสัญญาการฝึกเป็นหนังสือระหว่างผู้ฝึกและผู้รับการฝึก 2. ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้รับการฝึก (ประกาศกระทรวงแรงงานเรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้รับการฝึกเตรียมเข้าทำงาน) เช่น – ต้องจ่ายเบี้ยเลี้ยงแก่ผู้รับการฝึกในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ สูงสุดตามกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำที่ใช้อยู่ในขณะนั้น ตามจํานวนวันฝึกจริง – ต้องจัดทําประกันอุบัติเหตุจากการฝึกให้แก่ผู้รับการฝึกให้ได้รับประโยชน์ไม่น้อยกว่าที่ กําหนดในกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน...

ด่าลูกค้าว่า “ไอ้ควาย” แม้ลูกค้าไม่ได้ยินก็ถูกเลิกจ้างได้

ด่าลูกค้าว่า “ไอ้ควาย” ต่อให้ไม่ใช่พี่หนุ่ม กรรชัยก็คงต้องร้อง อุ๊ย!!!! กับคำด่าที่ไม่สุภาพทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น อีเหี้ย อีสัตว์ อีควาย หากไปด่าใครซึ่งหน้า ก็อาจจะมีความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า ตาม ปอ.393 ได้ ฎ.5257/2548 เรื่องเล่าในวันนี้ เป็นกรณีที่ลูกจ้างเป็น Call center ดันไปด่าลูกค้าว่า “ไอ้ควาย” แม้ลูกค้าไม่ได้ยินก็ถูกเลิกจ้างได้ แต่ก็ถือเป็นการผิดวินัยร้ายแรง นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 119 (2) ใครอยากอ่านคำพิพากษาเป็นเต็มลองอ่านได้เอามาแปะไว้ให้ละ คำพิพากษาฎีกาที่ 3895/2557 พนักงานด่าลูกค้าว่า “ควาย” แม้ลูกค้าไม่ได้ยิน นายจ้างก็เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย โจทกฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดจำเลยให้การว่า โจทก์พูดจายอกย้อนน้ำเสียงแข็งกระด้างกับลูกค้า และด่าลูกค้าว่า “ควาย” เป็นการกระทำทุจริตต่อหน้าที่จงใจทำให้จำเลยเสียหายฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ เกี่ยวกับการทำงาน ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลย ว่าการที่โจทก์ด่าลูกค้าว่า ” ควาย ” แต่ลูกค้าไม่ได้ยินเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับ การทำงานหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่นั้น เห็นว่าการที่โจทก์ด่าลูกค้าว่า “ควาย ” นั้น...