กรุณารอสักครู่

 

HomeBlog

ทำผิดจนถูกไล่ออก ทำไมยังได้เงินที่นายจ้างสมทบเข้ากองทุน

หลังจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามระบบเงินสะสมและเงินสมทบเริ่มใช้จริง คำถามหนึ่งที่ดิฉันคิดว่านายจ้างจำนวนไม่น้อยน่าจะสงสัยก็คือ หากลูกจ้างทำความผิดร้ายแรงจนถูกเลิกจ้างตามมาตรา 119 และกฎหมายยังยอมให้นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย แล้วเหตุใดเงินที่นายจ้างเคยสมทบเข้ากองทุนให้ลูกจ้างจึงยังต้องตกเป็นสิทธิของลูกจ้างคนนั้นด้วย มองจากความรู้สึกของนายจ้าง คำถามนี้เข้าใจได้ไม่ยากค่ะ เพราะบางกรณีลูกจ้างอาจไม่ได้เพียงทำงานผิดพลาด แต่อาจทุจริต จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ฝ่าฝืนข้อบังคับอย่างร้ายแรง หรือกระทำความผิดซ้ำคำเตือนจนเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 119 นายจ้างจึงอาจรู้สึกว่า “ในเมื่อเขาเป็นฝ่ายทำผิดจนต้องออกจากงาน แล้วทำไมเงินที่บริษัทจ่ายสมทบไว้จึงยังต้องให้เขาอีก?” คำตอบอยู่ที่การแยก “เงินค่าชดเชย” ออกจาก “เงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” ให้ชัด เพราะเงินสองก้อนนี้มีที่มาและวัตถุประสงค์ทางกฎหมายต่างกัน เงินค่าชดเชยเป็นความรับผิดของนายจ้างเมื่อเลิกจ้างลูกจ้างตามเงื่อนไขของกฎหมาย และมาตรา 119 ก็กำหนดข้อยกเว้นไว้ว่า หากลูกจ้างกระทำความผิดตามกรณีที่กฎหมายกำหนด นายจ้างอาจเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้ เพราะฉะนั้น เมื่อพิสูจน์ได้ว่าเข้าเงื่อนไขมาตรา 119 จริง ผลทางกฎหมายในส่วนนี้ก็คือ ลูกจ้างเสียสิทธิในค่าชดเชย แต่เงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่ใช่ค่าชดเชยอีกก้อนหนึ่งที่นายจ้างรอจ่ายในวันเลิกจ้าง เงินก้อนนี้เกิดจากระบบที่ระหว่างยังมีการจ้างงาน ลูกจ้างส่ง เงินสะสม และนายจ้างส่ง เงินสมทบ เข้ากองทุนตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อความเป็นลูกจ้างสิ้นสุดลง กฎหมายจึงให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ของกองทุน การออกจากงานเพราะกระทำความผิดจึงไม่ได้ทำให้เงินก้อนนี้เปลี่ยนสถานะกลับมาเป็นเงินของนายจ้างโดยอัตโนมัติ ตรงนี้สะท้อนวัตถุประสงค์ของกฎหมายได้ค่อนข้างชัดว่า กองทุนไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้รางวัลแก่ “ลูกจ้างที่ประพฤติดี” แต่ถูกออกแบบให้เป็นหลักประกันทางการเงินเมื่อสถานะการเป็นลูกจ้างสิ้นสุดลง ซึ่งเป็นช่วงที่รายได้ประจำจากการทำงานหยุดลง ไม่ว่าสาเหตุของการออกจากงานนั้นจะทำให้นายจ้างพอใจหรือไม่ก็ตาม ดังนั้น ในเหตุการณ์เดียวกันจึงเกิดผลทางกฎหมายสองอย่างพร้อมกันได้...

มีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแล้ว นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยจริงหรือ

คำถามหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าจะได้ยินบ่อยขึ้นหลังวันที่ 1 ตุลาคม 2569 คือ เมื่อกฎหมายกำหนดให้นายจ้างและลูกจ้างส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างทุกเดือน และเมื่อลูกจ้างออกจากงานก็มีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนอยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้นเวลานายจ้างเลิกจ้าง เอาเงินกองทุนมาแทนเงินค่าชดเชยได้หรือไม่? คำตอบคือ ไม่ได้ค่ะ เพราะเป็นเงินคนละก้อน และที่สำคัญคือกฎหมายสร้างเงินสองก้อนนี้ขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์คนละเรื่องกัน เงินค่าชดเชย ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เป็นเงินที่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างจ่ายแก่ลูกจ้างเมื่อมีการเลิกจ้างและเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด จำนวนเงินจึงสัมพันธ์กับอายุงานและอัตราค่าจ้างของลูกจ้าง หลักคิดของเงินก้อนนี้อยู่ที่ผลจากการที่นายจ้างเป็นฝ่ายทำให้ความสัมพันธ์ในการจ้างสิ้นสุดลง กฎหมายจึงกำหนดความรับผิดของนายจ้างไว้เพื่อคุ้มครองลูกจ้างจากผลกระทบของการสูญเสียงาน เว้นแต่จะเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดข้อยกเว้น เช่น การเลิกจ้างตามมาตรา 119 แต่ เงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามระบบเงินสะสมและเงินสมทบ มีโครงสร้างต่างออกไป เงินก้อนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะวันที่มีการเลิกจ้าง แต่ค่อย ๆ เกิดขึ้นตั้งแต่ระหว่างที่ความสัมพันธ์ในการจ้างยังดำเนินอยู่ โดยลูกจ้างส่งเงินสะสมและนายจ้างส่งเงินสมทบเข้ากองทุนตามอัตราที่กฎหมายกำหนด เมื่อความเป็นลูกจ้างสิ้นสุดลง เงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวจึงถูกนำมาใช้เป็นหลักประกันทางการเงินให้แก่ลูกจ้างในช่วงเปลี่ยนผ่านหลังออกจากงาน พูดง่าย ๆ คือ เงินค่าชดเชยมองไปที่ “เหตุและผลของการเลิกจ้าง” ส่วนเงินกองทุนมองไปที่ “หลักประกันเมื่อความเป็นลูกจ้างสิ้นสุดลง” เพราะฉะนั้น ลูกจ้างคนหนึ่งจึงอาจมีสิทธิได้รับเงินสองก้อนพร้อมกันได้ ตัวอย่างเช่น ลูกจ้างทำงานมานานและถูกนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำความผิดตามมาตรา 119 หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย นายจ้างก็ยังมีหน้าที่จ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน ขณะเดียวกัน หากลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนและมีเงินสะสมกับเงินสมทบอยู่ในกองทุน ลูกจ้างก็มีสิทธิได้รับเงินในส่วนของกองทุนตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายเช่นกัน การที่ลูกจ้างได้เงินจากกองทุนจึง ไม่ได้ทำให้หนี้ค่าชดเชยของนายจ้างหายไป และนายจ้างก็ไม่ควรคิดว่า...

ยังไม่ผ่านโปร ต้องส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่

หลายบริษัทกำหนดไว้ชัดว่า พนักงานจะเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ก็ต่อเมื่อผ่านทดลองงานแล้ว เช่น ทดลองงาน 120 วัน ผ่านโปรเมื่อไรจึงค่อยสมัคร Provident Fund ได้ ตรงนี้เองที่ทำให้ HR หลายคนเผลอคิดต่อว่า ถ้ายังไม่ผ่านโปร ก็คงยังไม่ต้องเกี่ยวข้องกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเช่นกัน แต่กฎหมายไม่ได้วางหลักแบบนั้นค่ะ ลูกจ้างทดลองงานก็คือลูกจ้างตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน ไม่ได้มีสถานะเป็น “ว่าที่ลูกจ้าง” อยู่ 120 วัน แล้วค่อยกลายเป็นลูกจ้างเต็มตัวในวันที่บริษัทประกาศว่าผ่านโปร ส่วนตัวเลข 120 วันที่เราคุ้นกันนั้น เป็นเรื่องเกณฑ์อายุงานสำหรับสิทธิค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่ใช่ระยะเวลาทดลองใช้กฎหมายแรงงานว่าจะเริ่มใช้จริงหลังวันที่ 120 พูดอีกแบบหนึ่งคือ 120 วันไม่ใช่ Free Trial ของกฎหมายแรงงาน ดังนั้น หากบริษัทอยู่ในบังคับของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง และพนักงานคนนั้นยังไม่ได้อยู่ในระบบที่กฎหมายยกเว้น เช่น ยังไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ช่วงทดลองงานก็ต้องนำมาพิจารณาเรื่องเงินสะสมและเงินสมทบด้วย ไม่ใช่รอให้ผ่านโปรเสียก่อน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเองก็อธิบายกรณีลักษณะนี้ไว้ค่อนข้างตรง โดยเฉพาะบริษัทที่กำหนดให้พนักงานเข้า Provident Fund ได้หลังผ่านทดลองงาน กล่าวคือ ในช่วงที่ยังไม่ผ่านโปรและยังเข้า Provident Fund ไม่ได้ ลูกจ้างอาจต้องอยู่ในระบบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างก่อน และเมื่อผ่านทดลองงานแล้วเข้าเป็นสมาชิก Provident...

ประมาทเลินเล่อร้ายแรง

คำว่า “ประมาทเลินเล่อร้ายแรง” เป็นคำที่ได้ยินกันบ่อยมากเวลาพูดถึงการเลิกจ้างตามมาตรา 119 (3) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 บางครั้งได้ยินบ่อยเสียจนเผลอจำกันไปแล้วว่า ตัวบทเขียนว่า ลูกจ้าง “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” นายจ้างจึงเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ แต่หากกลับไปอ่านตัวบทจริง ๆ มาตรา 119 (3) ใช้ถ้อยคำว่า “ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง” สองประโยคนี้ดูคล้ายกัน แต่ในทางกฎหมายไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เพราะคำว่า “อย่างร้ายแรง” ในตัวบทไปขยายความเสียหายที่นายจ้างได้รับ ไม่ได้เขียนว่าตัวความประมาทของลูกจ้างต้องเป็น “ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” ดังนั้น เวลาวิเคราะห์มาตรา 119 (3) จึงไม่ควรหยุดเพียงว่า ลูกจ้างทำงานสะเพร่าเพียงใด แต่ต้องลากเส้นต่อให้ครบด้วยว่า ความประมาทนั้นก่อให้เกิดความเสียหายอะไรแก่นายจ้าง และความเสียหายที่เกิดขึ้นถึงระดับ “อย่างร้ายแรง” แล้วหรือยัง พอมาถึงตรงนี้ คำถามที่มักตามมาก็คือ แล้วต้องเสียหายเท่าไรถึงจะเรียกว่าร้ายแรง? กฎหมายไม่ได้ให้ตัวเลขสำเร็จรูปไว้ค่ะ ไม่มีตารางว่า 1,000 บาทไม่ร้ายแรง 50,000 บาทเริ่มร้ายแรง และ 100,000 บาทขึ้นไปใช้มาตรา 119 (3) ได้ เพราะแนวคำพิพากษาศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงและผลของความเสียหายในแต่ละกรณี ตัวอย่างเช่น...

ลูกจ้างต่างด้าว ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่

พอพูดถึงกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คำถามหนึ่งที่บริษัทซึ่งมีพนักงานต่างชาติน่าจะสงสัยเหมือนกันคือ “ถ้าเป็นลูกจ้างต่างด้าว ต้องหักเงินสะสมและนำส่งเข้ากองทุนด้วยหรือไม่?” หลายคนอาจเข้าใจว่ากองทุนนี้มีไว้สำหรับลูกจ้างไทย ส่วนพนักงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยอาจไม่เกี่ยว แต่ในทางกฎหมาย ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าลูกจ้างถือ Passport ประเทศอะไร แต่อยู่ที่ว่า บุคคลนั้นเป็น “ลูกจ้าง” ที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายหรือไม่ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไม่ได้กำหนดนิยามคำว่า “ลูกจ้าง” โดยจำกัดเฉพาะบุคคลสัญชาติไทย ดังนั้น หากชาวต่างชาติเข้ามาทำงานให้บริษัทในประเทศไทย มีความสัมพันธ์ในลักษณะนายจ้าง–ลูกจ้าง และอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน การเป็นคนต่างด้าวเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทำให้บุคคลนั้นได้รับยกเว้นจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า “ลูกจ้างต่างด้าวทุกคนต้องเข้ากองทุน” เพราะหลังจากพิจารณาว่าเป็นลูกจ้างแล้ว ยังต้องดูต่อไปว่าลูกจ้างคนนั้นอยู่ในกลุ่มที่กฎหมายกำหนดให้เป็นสมาชิกกองทุนหรือมีเหตุยกเว้นหรือไม่ โดยหลักของมาตรา 130 กำหนดให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องจัดให้ลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เว้นแต่ลูกจ้างนั้นจะอยู่ในกรณีที่กฎหมายกำหนดยกเว้น ข้อยกเว้นที่บริษัทควรตรวจสอบเป็นอันดับต้น ๆ คือ ลูกจ้างคนนั้นเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ PVD อยู่แล้วหรือไม่ เพราะหากเป็นสมาชิก PVD หรืออยู่ภายใต้การจัดการสงเคราะห์กรณีลูกจ้างออกจากงานหรือตายตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนด ก็ไม่ต้องนำลูกจ้างคนนั้นเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างอีก ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ สมมติบริษัทแห่งหนึ่งมีลูกจ้างต่างด้าว 20 คน และกิจการนั้นอยู่ในบังคับของกฎหมาย ในจำนวนนี้มีลูกจ้างต่างด้าว...

เงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เมื่อขอใช้สิทธิแล้วจะได้คืนภายในกี่วัน

ช่วงนี้พูดถึงกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกันเยอะ หลายคนเริ่มเข้าใจแล้วว่าเงินกองทุนมาจากไหน ลูกจ้างจ่ายเท่าไร นายจ้างสมทบเท่าไร และเมื่อความเป็นลูกจ้างสิ้นสุดลงก็มีสิทธิขอรับเงินตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด แต่คำถามที่ตามมาแบบคนใช้เงินจริง ๆ ก็คือ “แล้วถ้ายื่นขอไปแล้ว เงินจะได้เมื่อไร?” เรื่องนี้ต้องแยกให้ออกก่อนระหว่าง “ยื่นคำขอ” “ได้รับอนุมัติ” และ “ไปรับเงิน” เพราะไม่ใช่ว่ายื่นเอกสารวันนี้แล้วเริ่มนับทันทีว่าอีกกี่วันเงินต้องถึงมือ ขั้นตอนของกองทุนยังต้องมีการตรวจสอบคำขอ เอกสาร และสิทธิของลูกจ้างก่อน เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาแล้วว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ จึงจะมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำขอรับเงินสงเคราะห์ให้ลูกจ้างทราบ จุดที่ลูกจ้างควรจำให้แม่นกลับไม่ใช่ว่า “กองทุนต้องจ่ายให้ฉันภายในกี่วันหลังยื่นคำขอ” แต่เป็นว่า เมื่อได้รับหนังสือแจ้งผลแล้ว ลูกจ้างต้องมารับเงินภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณา โดยนำบัตรประจำตัวประชาชนไปแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากไม่สะดวกมารับด้วยตนเอง ก็สามารถทำหนังสือมอบอำนาจให้บุคคลอื่นมารับแทนได้ โดยผู้รับมอบอำนาจต้องนำเอกสารประจำตัวตามที่กำหนดไปแสดงด้วย ที่สำคัญ ระยะเวลา 60 วันนี้ไม่ใช่กำหนดเวลาที่เขียนไว้สวย ๆ แล้วเลยไปก็ไม่เป็นอะไร เพราะหากลูกจ้างไม่มารับเงินภายในกำหนด สิทธิในการขอรับเงินสงเคราะห์ตามคำขอนั้นอาจระงับสิ้นไป และหากภายหลังยังประสงค์จะรับเงินจากกองทุน ก็ต้องดำเนินการยื่นเรื่องขอรับเงินสงเคราะห์ใหม่ตามขั้นตอนอีกครั้ง เพราะฉะนั้น สำหรับ HR เรื่องนี้ไม่ได้จบแค่แจ้งพนักงานว่า “ออกจากงานแล้วไปขอเงินกองทุนได้นะ” แต่ควรสื่อสารให้ครบด้วยว่า ต้องติดตามหนังสือแจ้งผล และเมื่อได้รับแล้วอย่าปล่อยทิ้งไว้ ส่วนลูกจ้างเองก็ไม่ควรคิดว่าเงินเป็นสิทธิของเราแล้วจะไปรับเมื่อไรก็ได้ เพราะ การมีสิทธิ กับการใช้สิทธิให้ทันเวลา เป็นคนละเรื่องกัน...

ไม่ส่งเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง นายจ้างโดนอะไรบ้าง

ช่วงนี้หลายบริษัทเริ่มเตรียมตัวเรื่อง “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” ที่จะเริ่มมีการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 แต่เรื่องหนึ่งที่ดิฉันคิดว่านายจ้างและ HR ควรรู้ควบคู่กันไป ไม่ใช่เพียงว่า “ต้องจ่ายเท่าไร” หรือ “ใครบ้างต้องเข้ากองทุน” แต่คือ ถ้านายจ้างมีหน้าที่ตามกฎหมายแล้วไม่ปฏิบัติ ผลทางกฎหมายจะเป็นอย่างไร เพราะแต่ละกรณีมีผลไม่เหมือนกัน และที่สำคัญ ไม่ใช่ทุกกรณีที่นายจ้างไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาทเหมือนกันทั้งหมด กรณีแรก นายจ้างไม่นำส่งเงินสะสมหรือเงินสมทบ หรือนำส่งไม่ครบ กรณีนี้ต้องดูมาตรา 131 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งกำหนดผลไว้โดยเฉพาะว่า นายจ้างต้องจ่าย “เงินเพิ่ม” ให้แก่กองทุนในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนของเงินสะสมหรือเงินสมทบที่ยังไม่ได้นำส่งหรือที่ยังขาดอยู่ นับแต่วันที่ต้องนำส่ง โดยเศษของเดือนตั้งแต่ 15 วันขึ้นไปให้นับเป็นหนึ่งเดือน และถ้าน้อยกว่า 15 วันให้ปัดทิ้ง เพราะฉะนั้น หากบริษัทมีหน้าที่นำส่งเงินแต่ไม่ส่งหรือส่งไม่ครบ สิ่งที่เกิดขึ้นโดยตรงตามมาตรานี้คือยอดหนี้ไม่ได้หยุดอยู่เฉพาะเงินต้น แต่จะมีเงินเพิ่ม 5% ต่อเดือนตามกฎหมายตามมาด้วย กรณีที่สอง ไม่ยื่นแบบรายการ ไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลง หรือให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ...

ลาคลอด 120 วัน แล้วกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต้องส่งถึงวันไหน

พนักงานลาคลอด 120 วัน นายจ้างต้องส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตลอด 120 วันเลยหรือไม่? เรื่องนี้ถ้าตอบเพียงว่า “ลาคลอดก็ยังเป็นลูกจ้างอยู่ เพราะฉะนั้นต้องส่ง” ก็ยังไม่ครบค่ะ เพราะกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่ได้คำนวณจากการที่เดือนนั้นเรายังมีชื่อเป็นพนักงานอยู่หรือไม่ แต่ต้องกลับไปดูว่าในงวดนั้นนายจ้างมีการจ่าย “ค่าจ้าง” ให้ลูกจ้างหรือเปล่า ปัจจุบันลูกจ้างหญิงมีสิทธิลาคลอดบุตรครรภ์หนึ่งได้ไม่เกิน 120 วัน และนายจ้างมีหน้าที่จ่ายค่าจ้างในวันลาคลอดตามที่กฎหมายกำหนดไม่เกิน 60 วัน ประเด็นสำคัญคือ เงินที่นายจ้างจ่ายให้ในวันลาคลอดดังกล่าวยังถือเป็น “ค่าจ้าง” ตามกฎหมาย เพราะนิยามค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานไม่ได้หมายถึงเฉพาะเงินที่จ่ายตอบแทนวันที่ลูกจ้างมาทำงานเท่านั้น แต่รวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้ในวันหยุดและวันลาที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามกฎหมายด้วย เมื่อกลับมาดูเรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กฎหมายกำหนดหลักไว้ว่า ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง ให้ลูกจ้างจ่ายเงินสะสมโดยนายจ้างหักจากค่าจ้าง และให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนด้วย เพราะฉะนั้น ในช่วงลาคลอดที่นายจ้างยังจ่ายค่าจ้างอยู่ เงินที่จ่ายนั้นก็ยังเป็นฐานสำหรับคำนวณเงินสะสมและเงินสมทบกองทุน ไม่ใช่เห็นคำว่า “ลาคลอด” แล้วระบบกองทุนหยุดทำงานตามไปด้วย แต่ถ้าพ้นระยะที่นายจ้างมีหน้าที่จ่ายค่าจ้างแล้ว และลูกจ้างยังใช้สิทธิลาคลอดต่อโดยในงวดนั้นนายจ้างไม่ได้จ่ายค่าจ้างจริง ก็ไม่มีค่าจ้างในงวดนั้นมาเป็นฐานสำหรับหักเงินสะสมและคำนวณเงินสมทบ ประเด็นจึงไม่ใช่ว่า “60 วันแรกส่ง 60 วันหลังไม่ส่ง” แบบท่องเป็นสูตร เพราะถ้าบริษัทมีการจ่ายค่าจ้างเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือมีข้อเท็จจริงเรื่องการจ่ายเงินแตกต่างออกไป ก็ต้องกลับมาดูลักษณะของเงินที่จ่ายนั้นอีกครั้งว่าเป็นค่าจ้างหรือไม่ ส่วนเงินที่ลูกจ้างได้รับจากประกันสังคมระหว่างการลาคลอด ต้องแยกออกจากเรื่องนี้ให้ชัด เพราะเงินทดแทนจากประกันสังคมไม่ใช่ค่าจ้างที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้าง จึงไม่ควรนำมาปนกับฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสะสมและเงินสมทบของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ดังนั้น เวลาพนักงานลาคลอด...

เป็นลูกจ้าง Subcontract แล้วใครต้องส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

เห็นพนักงานใส่บัตร “Subcontract” เดินอยู่ในบริษัททุกวัน หลายคนอาจคิดว่าเรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างก็ง่าย ๆ “ไม่ใช่พนักงานเรา ก็ให้บริษัทซับฯ จัดการสิ” เรื่องนี้อย่าเพิ่งรีบจบค่ะ เพราะคำว่า Subcontract ไม่ได้เป็นสถานะทางกฎหมายที่ใช้ตอบได้ทันทีว่า ใครต้องส่งหรือไม่ต้องส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ต้องดูก่อนว่าความสัมพันธ์ในการทำงานจริงเป็นแบบไหน และใครเป็นนายจ้างตามกฎหมาย กรณีแรก ถ้าบริษัท Subcontract รับงานไปดำเนินการเอง มีลูกจ้างของตัวเอง จ้างเอง จ่ายค่าจ้างเอง และเป็นนายจ้างของลูกจ้างกลุ่มนั้นจริง การพิจารณาเรื่องกองทุนก็เริ่มจากบริษัท Subcontract ในฐานะนายจ้าง ว่ากิจการนั้นมีลูกจ้างถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดและเข้าหลักเกณฑ์ของกองทุนหรือไม่ หากเข้าเกณฑ์และลูกจ้างไม่ได้อยู่ในระบบที่กฎหมายยกเว้น ก็มีหน้าที่ดำเนินการเรื่องเงินสะสมและเงินสมทบเหมือนนายจ้างทั่วไป แต่ถ้าสิ่งที่เรียกว่า Subcontract จริง ๆ แล้วเป็น “รับเหมาค่าแรง” ตามมาตรา 11/1 เรื่องจะต่างออกไป เพราะกฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะว่า ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการมอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาคนมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ กฎหมายให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของคนที่มาทำงานดังกล่าวด้วย ไม่ว่าคนที่จัดหามานั้นจะเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานหรือรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้แก่คนงานหรือไม่ก็ตาม เพราะฉะนั้น อย่าใช้แค่คำถามว่า “ใครเป็นคนจ่ายเงินเดือน?” แล้วสรุปทันทีว่า คนนั้นคือนายจ้างในทุกกรณี เพราะถ้าข้อเท็จจริงเข้าองค์ประกอบมาตรา 11/1 กฎหมายวางสถานะของผู้ประกอบกิจการไว้อีกชั้นหนึ่ง และยังมีอีกกรณีที่บริษัทแม่หรือผู้รับเหมาชั้นต้นต้องระวัง คือ มาตรา 12...

เขากำลังจะลาออกเอง อย่าใจร้อนจนต้องจ่ายค่าชดเชย

[** เรื่องนี้ซับซ้อน หากวันนี้มีเวลาน้อยให้กดแชร์ไว้ก่อน ค่อยกลับมาอ่านใหม่ เพราะเรื่องนี้มีทั้งใบลาออก วันมีผล หนังสือเลิกจ้าง ความผิดของลูกจ้าง และค่าชดเชย ข้อเท็จจริงต่างกันเพียงนิดเดียว ผลทางกฎหมายกลับต่างกันมาก**] ลูกจ้างยื่นใบลาออกแล้ว กำหนดให้มีผลปลายเดือน แต่ระหว่างที่ยังไม่ถึงวันลาออก นายจ้างกลับเห็นว่าลูกจ้างมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม จึงคิดว่า “ไหน ๆ ก็จะไปแล้ว ถ้าทำผิดก็ให้ออกไปเลยวันนี้ไม่ได้หรือ” คำถามคือ ถ้านายจ้างให้ออกก่อนวันที่ใบลาออกมีผล แบบนี้ยังถือว่าลูกจ้างลาออกอยู่ หรือจะกลายเป็นนายจ้างเลิกจ้าง แล้วค่าชดเชยล่ะ ต้องจ่ายหรือไม่ เริ่มจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10161/2551 ก่อน คดีนี้ลูกจ้างยื่นหนังสือลาออกไว้และกำหนดให้มีผลในอนาคต แต่ก่อนถึงวันที่การลาออกมีผล นายจ้างกลับไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อ แม้จะให้หยุดก่อนกำหนด แต่ไม่ได้เป็นกรณีที่นายจ้างตั้งข้อกล่าวหาว่าลูกจ้างกระทำความผิดร้ายแรง แล้วใช้เหตุนั้นเลิกจ้าง ศาลจึงถือเอาการลาออกของลูกจ้างเป็นเหตุที่ทำให้สัญญาจ้างสิ้นสุดตามวันที่ลูกจ้างกำหนดไว้ เพียงแต่นายจ้างเป็นฝ่ายทำให้ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างในช่วงก่อนถึงวันนั้น ผลคือ นายจ้างต้องชดใช้เงินเท่ากับค่าจ้างที่ลูกจ้างควรได้รับจนถึงวันที่การลาออกมีผล แต่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยในฐานะการเลิกจ้าง อ่านถึงตรงนี้ นายจ้างบางคนอาจคิดว่า “อ๋อ ถ้าลูกจ้างยื่นลาออกแล้ว จะให้ออกก่อนก็ได้ อย่างมากก็จ่ายเงินถึงวันลาออก” ถ้าคิดแบบนั้น ขอให้อ่านอีกคดีหนึ่งก่อนค่ะ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3129/2558 เริ่มต้นคล้ายกันมาก ลูกจ้างแสดงความประสงค์ลาออกวันที่ 7 เมษายน 2552...