Please wait ...

 
ก่อนลูกทีมจะหมดไฟ หัวหน้าต้องรู้ก่อนว่าไฟของแต่ละคนไม่ได้มาจากเรื่องเดียวกัน

แรงจูงใจของลูกทีมแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนต้องการความก้าวหน้า รายได้ หรือการยอมรับ ขณะที่บางคนต้องการงานที่ถนัด ความยืดหยุ่น หรือสมดุลระหว่างงานกับชีวิต หัวหน้าจึงไม่ควรใช้สิ่งที่ตัวเองต้องการเป็นมาตรฐานในการ “เติมไฟ” ให้ทุกคน แต่ต้อง ถาม สังเกต และเข้าใจว่าอะไรมีความหมายกับแต่ละคนจริง ๆ การบริหารคนไม่มีสูตรสำเร็จเดียว เพราะ Motivation ของแต่ละคนต่างกัน งานใหม่ Promotion หรือคำชม อาจสร้างพลังให้คนหนึ่ง แต่กลับเพิ่มภาระหรือความกดดันให้อีกคน ก่อนถามว่า “เราทำอะไรให้ลูกทีมแล้วบ้าง” ลองถามเพิ่มว่า “สิ่งที่เราให้ เป็นสิ่งที่เขาต้องการจริง ๆ หรือเป็นเพียงสิ่งที่เราคิดว่าเขาน่าจะต้องการ” เพราะการเติมไฟผิดชนิด ต่อให้มาจากความหวังดีแค่ไหน บางทีก็ไม่ติด ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น ทนายความ | วิทยากรด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และภาวะผู้นำ

หัวหน้าที่ “เปิดให้ถาม” ต้องทำให้ลูกทีมรู้สึกว่าถามได้จริง

บางครั้งลูกทีมไม่ถาม ไม่ได้แปลว่าเขาไม่อยากเรียนรู้ แต่อาจเป็นเพราะ หัวหน้าดูเข้าหายากกว่าที่ตัวเองคิด ในใจเราอาจคิดเสมอว่า “มีอะไรถามได้ พี่ยินดีตอบ” แต่สิ่งที่ลูกทีมเห็นอาจเป็นหัวหน้าที่กำลังยุ่ง คิ้วขมวด พูดเร็ว หรือมีท่าทีจริงจัง จนเขาต้องคิดก่อนถามว่า “เรื่องแค่นี้ ถามไปจะถูกมองว่าไม่เก่งหรือเปล่า” นี่คือความแตกต่างระหว่าง Intent กับ Impact — สิ่งที่เราตั้งใจสื่อ อาจไม่ใช่สิ่งที่อีกฝ่ายได้รับ สำหรับหัวหน้างาน เรื่องนี้สำคัญกว่าความสัมพันธ์ เพราะเมื่อคนไม่กล้าถาม ความไม่เข้าใจเล็ก ๆ อาจกลายเป็นความผิดพลาดของงานหลายวัน ทั้งที่จริงแล้วใช้เวลาคุยกันเพียงไม่กี่นาทีก็จบ การสร้าง Psychological Safety จึงไม่ใช่การที่หัวหน้าต้องใจดี ยิ้มตลอดเวลา หรือเปลี่ยนบุคลิกตัวเอง แต่คือการทำให้ทีมมั่นใจว่า เขาสามารถถาม ขอความช่วยเหลือ ยอมรับว่าไม่รู้ หรือบอกข้อผิดพลาดได้ โดยไม่ถูกทำให้อับอายหรือถูกลดคุณค่า บางครั้งแค่บอกว่า “ถ้าไม่แน่ใจ ถามได้ อย่าปล่อยให้ทำผิดไปไกล” หรือเมื่อลูกทีมถามแล้วตอบกลับว่า “เรื่องนี้ถามดีแล้ว” ประโยคสั้น ๆ เหล่านี้กำลังบอกทีมว่า ที่นี่เป็นพื้นที่ที่การถามไม่ใช่สัญญาณของความไม่เก่ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และทำงานให้ดีขึ้น เพราะทุกครั้งที่ลูกทีม กล้าถามแล้วได้รับประสบการณ์ที่ดี ครั้งต่อไปเขาจะกล้าถามเร็วขึ้น หัวหน้าจึงไม่ควรถามเพียงว่า...

คนที่จัดการยากที่สุด คือคนที่ “รับบทเหยื่อ”

ถ้าถามดิฉันว่า ในการทำงาน คนแบบไหนจัดการยาก คนเก่งแต่ดื้อ คนอารมณ์ร้อน หรือคนที่ชอบเถียง อาจยังไม่ใช่คำตอบแรก สำหรับดิฉัน คนที่จัดการค่อนข้างยากคือ คนที่รับบทเหยื่ออยู่เสมอ ดิฉันเคยร่วมงานกับคนคนหนึ่งที่ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องนี้ค่อนข้างมาก ตอนแรกทุกอย่างไม่ได้ดูเป็นปัญหาเลย ตรงกันข้าม เขาเป็นคนที่ทำให้เรารู้สึกอยากเข้าใจ อยากช่วย และบางครั้งก็อยากปกป้องด้วยซ้ำ ถ้าใครเคยดูละครเรื่อง แรงเงา (มุนิน-มุตา) และจำ “น้องนก” ได้ ความรู้สึกในช่วงแรกก็คล้ายๆ กัน ดูเปราะบาง ถูกกระทำ และมีเหตุผลมากมายที่ทำให้เราคิดว่า “ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราช่วยเอง” เพียงแต่ชีวิตจริงยากกว่าละครตรงที่ไม่มีเพลงประกอบ ไม่มีฉากย้อนอดีต และไม่มีคนเขียนบทคอยบอกเราว่าเรื่องที่กำลังฟังอยู่นั้น มีอีกด้านหนึ่งหรือไม่ กว่าดิฉันจะเริ่มเห็นรูปแบบบางอย่าง ก็เข้าไปอยู่ในเรื่องนั้นเสียแล้ว และแน่นอนว่า วันหนึ่งดิฉันเองก็เคยกลายเป็น “ตัวร้าย” ในเรื่องเล่าของเขาเช่นกัน ขณะที่เขาก็รับบทเป็นเหยื่อของดิฉันอย่างสมบูรณ์แบบ สิ่งที่น่าสนใจของคนที่มีพฤติกรรมแบบรับบทเหยื่อ ไม่ใช่การร้องไห้หรือทำตัวน่าสงสาร เพราะคนที่กำลังได้รับความไม่เป็นธรรมจริง ๆ ก็มีอยู่มาก และเราไม่ควรเหมารวมว่าคนที่บอกว่าตัวเองถูกกระทำกำลังเล่นบทเหยื่อ สิ่งที่ควรสังเกตคือ รูปแบบที่เกิดซ้ำ เมื่อมีปัญหา คนอื่นมักเป็นต้นเหตุเสมอ หัวหน้าไม่เข้าใจ เพื่อนร่วมงานไม่ช่วย บริษัทไม่ยุติธรรม ลูกค้าเรื่องมาก หรือใครบางคนกำลังกลั่นแกล้ง...

ทำผิดจนถูกไล่ออก ทำไมยังได้เงินที่นายจ้างสมทบเข้ากองทุน

หลังจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามระบบเงินสะสมและเงินสมทบเริ่มใช้จริง คำถามหนึ่งที่ดิฉันคิดว่านายจ้างจำนวนไม่น้อยน่าจะสงสัยก็คือ หากลูกจ้างทำความผิดร้ายแรงจนถูกเลิกจ้างตามมาตรา 119 และกฎหมายยังยอมให้นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย แล้วเหตุใดเงินที่นายจ้างเคยสมทบเข้ากองทุนให้ลูกจ้างจึงยังต้องตกเป็นสิทธิของลูกจ้างคนนั้นด้วย มองจากความรู้สึกของนายจ้าง คำถามนี้เข้าใจได้ไม่ยากค่ะ เพราะบางกรณีลูกจ้างอาจไม่ได้เพียงทำงานผิดพลาด แต่อาจทุจริต จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ฝ่าฝืนข้อบังคับอย่างร้ายแรง หรือกระทำความผิดซ้ำคำเตือนจนเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 119 นายจ้างจึงอาจรู้สึกว่า “ในเมื่อเขาเป็นฝ่ายทำผิดจนต้องออกจากงาน แล้วทำไมเงินที่บริษัทจ่ายสมทบไว้จึงยังต้องให้เขาอีก?” คำตอบอยู่ที่การแยก “เงินค่าชดเชย” ออกจาก “เงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” ให้ชัด เพราะเงินสองก้อนนี้มีที่มาและวัตถุประสงค์ทางกฎหมายต่างกัน เงินค่าชดเชยเป็นความรับผิดของนายจ้างเมื่อเลิกจ้างลูกจ้างตามเงื่อนไขของกฎหมาย และมาตรา 119 ก็กำหนดข้อยกเว้นไว้ว่า หากลูกจ้างกระทำความผิดตามกรณีที่กฎหมายกำหนด นายจ้างอาจเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้ เพราะฉะนั้น เมื่อพิสูจน์ได้ว่าเข้าเงื่อนไขมาตรา 119 จริง ผลทางกฎหมายในส่วนนี้ก็คือ ลูกจ้างเสียสิทธิในค่าชดเชย แต่เงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่ใช่ค่าชดเชยอีกก้อนหนึ่งที่นายจ้างรอจ่ายในวันเลิกจ้าง เงินก้อนนี้เกิดจากระบบที่ระหว่างยังมีการจ้างงาน ลูกจ้างส่ง เงินสะสม และนายจ้างส่ง เงินสมทบ เข้ากองทุนตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อความเป็นลูกจ้างสิ้นสุดลง กฎหมายจึงให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ของกองทุน การออกจากงานเพราะกระทำความผิดจึงไม่ได้ทำให้เงินก้อนนี้เปลี่ยนสถานะกลับมาเป็นเงินของนายจ้างโดยอัตโนมัติ ตรงนี้สะท้อนวัตถุประสงค์ของกฎหมายได้ค่อนข้างชัดว่า กองทุนไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้รางวัลแก่ “ลูกจ้างที่ประพฤติดี” แต่ถูกออกแบบให้เป็นหลักประกันทางการเงินเมื่อสถานะการเป็นลูกจ้างสิ้นสุดลง ซึ่งเป็นช่วงที่รายได้ประจำจากการทำงานหยุดลง ไม่ว่าสาเหตุของการออกจากงานนั้นจะทำให้นายจ้างพอใจหรือไม่ก็ตาม ดังนั้น ในเหตุการณ์เดียวกันจึงเกิดผลทางกฎหมายสองอย่างพร้อมกันได้...

มีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแล้ว นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยจริงหรือ

คำถามหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าจะได้ยินบ่อยขึ้นหลังวันที่ 1 ตุลาคม 2569 คือ เมื่อกฎหมายกำหนดให้นายจ้างและลูกจ้างส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างทุกเดือน และเมื่อลูกจ้างออกจากงานก็มีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนอยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้นเวลานายจ้างเลิกจ้าง เอาเงินกองทุนมาแทนเงินค่าชดเชยได้หรือไม่? คำตอบคือ ไม่ได้ค่ะ เพราะเป็นเงินคนละก้อน และที่สำคัญคือกฎหมายสร้างเงินสองก้อนนี้ขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์คนละเรื่องกัน เงินค่าชดเชย ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เป็นเงินที่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างจ่ายแก่ลูกจ้างเมื่อมีการเลิกจ้างและเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด จำนวนเงินจึงสัมพันธ์กับอายุงานและอัตราค่าจ้างของลูกจ้าง หลักคิดของเงินก้อนนี้อยู่ที่ผลจากการที่นายจ้างเป็นฝ่ายทำให้ความสัมพันธ์ในการจ้างสิ้นสุดลง กฎหมายจึงกำหนดความรับผิดของนายจ้างไว้เพื่อคุ้มครองลูกจ้างจากผลกระทบของการสูญเสียงาน เว้นแต่จะเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดข้อยกเว้น เช่น การเลิกจ้างตามมาตรา 119 แต่ เงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามระบบเงินสะสมและเงินสมทบ มีโครงสร้างต่างออกไป เงินก้อนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะวันที่มีการเลิกจ้าง แต่ค่อย ๆ เกิดขึ้นตั้งแต่ระหว่างที่ความสัมพันธ์ในการจ้างยังดำเนินอยู่ โดยลูกจ้างส่งเงินสะสมและนายจ้างส่งเงินสมทบเข้ากองทุนตามอัตราที่กฎหมายกำหนด เมื่อความเป็นลูกจ้างสิ้นสุดลง เงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวจึงถูกนำมาใช้เป็นหลักประกันทางการเงินให้แก่ลูกจ้างในช่วงเปลี่ยนผ่านหลังออกจากงาน พูดง่าย ๆ คือ เงินค่าชดเชยมองไปที่ “เหตุและผลของการเลิกจ้าง” ส่วนเงินกองทุนมองไปที่ “หลักประกันเมื่อความเป็นลูกจ้างสิ้นสุดลง” เพราะฉะนั้น ลูกจ้างคนหนึ่งจึงอาจมีสิทธิได้รับเงินสองก้อนพร้อมกันได้ ตัวอย่างเช่น ลูกจ้างทำงานมานานและถูกนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำความผิดตามมาตรา 119 หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย นายจ้างก็ยังมีหน้าที่จ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน ขณะเดียวกัน หากลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนและมีเงินสะสมกับเงินสมทบอยู่ในกองทุน ลูกจ้างก็มีสิทธิได้รับเงินในส่วนของกองทุนตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายเช่นกัน การที่ลูกจ้างได้เงินจากกองทุนจึง ไม่ได้ทำให้หนี้ค่าชดเชยของนายจ้างหายไป และนายจ้างก็ไม่ควรคิดว่า...

ยังไม่ผ่านโปร ต้องส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่

หลายบริษัทกำหนดไว้ชัดว่า พนักงานจะเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ก็ต่อเมื่อผ่านทดลองงานแล้ว เช่น ทดลองงาน 120 วัน ผ่านโปรเมื่อไรจึงค่อยสมัคร Provident Fund ได้ ตรงนี้เองที่ทำให้ HR หลายคนเผลอคิดต่อว่า ถ้ายังไม่ผ่านโปร ก็คงยังไม่ต้องเกี่ยวข้องกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเช่นกัน แต่กฎหมายไม่ได้วางหลักแบบนั้นค่ะ ลูกจ้างทดลองงานก็คือลูกจ้างตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน ไม่ได้มีสถานะเป็น “ว่าที่ลูกจ้าง” อยู่ 120 วัน แล้วค่อยกลายเป็นลูกจ้างเต็มตัวในวันที่บริษัทประกาศว่าผ่านโปร ส่วนตัวเลข 120 วันที่เราคุ้นกันนั้น เป็นเรื่องเกณฑ์อายุงานสำหรับสิทธิค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่ใช่ระยะเวลาทดลองใช้กฎหมายแรงงานว่าจะเริ่มใช้จริงหลังวันที่ 120 พูดอีกแบบหนึ่งคือ 120 วันไม่ใช่ Free Trial ของกฎหมายแรงงาน ดังนั้น หากบริษัทอยู่ในบังคับของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง และพนักงานคนนั้นยังไม่ได้อยู่ในระบบที่กฎหมายยกเว้น เช่น ยังไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ช่วงทดลองงานก็ต้องนำมาพิจารณาเรื่องเงินสะสมและเงินสมทบด้วย ไม่ใช่รอให้ผ่านโปรเสียก่อน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเองก็อธิบายกรณีลักษณะนี้ไว้ค่อนข้างตรง โดยเฉพาะบริษัทที่กำหนดให้พนักงานเข้า Provident Fund ได้หลังผ่านทดลองงาน กล่าวคือ ในช่วงที่ยังไม่ผ่านโปรและยังเข้า Provident Fund ไม่ได้ ลูกจ้างอาจต้องอยู่ในระบบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างก่อน และเมื่อผ่านทดลองงานแล้วเข้าเป็นสมาชิก Provident...

ประมาทเลินเล่อร้ายแรง

คำว่า “ประมาทเลินเล่อร้ายแรง” เป็นคำที่ได้ยินกันบ่อยมากเวลาพูดถึงการเลิกจ้างตามมาตรา 119 (3) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 บางครั้งได้ยินบ่อยเสียจนเผลอจำกันไปแล้วว่า ตัวบทเขียนว่า ลูกจ้าง “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” นายจ้างจึงเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ แต่หากกลับไปอ่านตัวบทจริง ๆ มาตรา 119 (3) ใช้ถ้อยคำว่า “ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง” สองประโยคนี้ดูคล้ายกัน แต่ในทางกฎหมายไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เพราะคำว่า “อย่างร้ายแรง” ในตัวบทไปขยายความเสียหายที่นายจ้างได้รับ ไม่ได้เขียนว่าตัวความประมาทของลูกจ้างต้องเป็น “ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” ดังนั้น เวลาวิเคราะห์มาตรา 119 (3) จึงไม่ควรหยุดเพียงว่า ลูกจ้างทำงานสะเพร่าเพียงใด แต่ต้องลากเส้นต่อให้ครบด้วยว่า ความประมาทนั้นก่อให้เกิดความเสียหายอะไรแก่นายจ้าง และความเสียหายที่เกิดขึ้นถึงระดับ “อย่างร้ายแรง” แล้วหรือยัง พอมาถึงตรงนี้ คำถามที่มักตามมาก็คือ แล้วต้องเสียหายเท่าไรถึงจะเรียกว่าร้ายแรง? กฎหมายไม่ได้ให้ตัวเลขสำเร็จรูปไว้ค่ะ ไม่มีตารางว่า 1,000 บาทไม่ร้ายแรง 50,000 บาทเริ่มร้ายแรง และ 100,000 บาทขึ้นไปใช้มาตรา 119 (3) ได้ เพราะแนวคำพิพากษาศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงและผลของความเสียหายในแต่ละกรณี ตัวอย่างเช่น...

ลูกจ้างต่างด้าว ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่

พอพูดถึงกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คำถามหนึ่งที่บริษัทซึ่งมีพนักงานต่างชาติน่าจะสงสัยเหมือนกันคือ “ถ้าเป็นลูกจ้างต่างด้าว ต้องหักเงินสะสมและนำส่งเข้ากองทุนด้วยหรือไม่?” หลายคนอาจเข้าใจว่ากองทุนนี้มีไว้สำหรับลูกจ้างไทย ส่วนพนักงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยอาจไม่เกี่ยว แต่ในทางกฎหมาย ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าลูกจ้างถือ Passport ประเทศอะไร แต่อยู่ที่ว่า บุคคลนั้นเป็น “ลูกจ้าง” ที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายหรือไม่ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไม่ได้กำหนดนิยามคำว่า “ลูกจ้าง” โดยจำกัดเฉพาะบุคคลสัญชาติไทย ดังนั้น หากชาวต่างชาติเข้ามาทำงานให้บริษัทในประเทศไทย มีความสัมพันธ์ในลักษณะนายจ้าง–ลูกจ้าง และอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน การเป็นคนต่างด้าวเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทำให้บุคคลนั้นได้รับยกเว้นจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า “ลูกจ้างต่างด้าวทุกคนต้องเข้ากองทุน” เพราะหลังจากพิจารณาว่าเป็นลูกจ้างแล้ว ยังต้องดูต่อไปว่าลูกจ้างคนนั้นอยู่ในกลุ่มที่กฎหมายกำหนดให้เป็นสมาชิกกองทุนหรือมีเหตุยกเว้นหรือไม่ โดยหลักของมาตรา 130 กำหนดให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องจัดให้ลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เว้นแต่ลูกจ้างนั้นจะอยู่ในกรณีที่กฎหมายกำหนดยกเว้น ข้อยกเว้นที่บริษัทควรตรวจสอบเป็นอันดับต้น ๆ คือ ลูกจ้างคนนั้นเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ PVD อยู่แล้วหรือไม่ เพราะหากเป็นสมาชิก PVD หรืออยู่ภายใต้การจัดการสงเคราะห์กรณีลูกจ้างออกจากงานหรือตายตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนด ก็ไม่ต้องนำลูกจ้างคนนั้นเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างอีก ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ สมมติบริษัทแห่งหนึ่งมีลูกจ้างต่างด้าว 20 คน และกิจการนั้นอยู่ในบังคับของกฎหมาย ในจำนวนนี้มีลูกจ้างต่างด้าว...

เงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เมื่อขอใช้สิทธิแล้วจะได้คืนภายในกี่วัน

ช่วงนี้พูดถึงกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกันเยอะ หลายคนเริ่มเข้าใจแล้วว่าเงินกองทุนมาจากไหน ลูกจ้างจ่ายเท่าไร นายจ้างสมทบเท่าไร และเมื่อความเป็นลูกจ้างสิ้นสุดลงก็มีสิทธิขอรับเงินตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด แต่คำถามที่ตามมาแบบคนใช้เงินจริง ๆ ก็คือ “แล้วถ้ายื่นขอไปแล้ว เงินจะได้เมื่อไร?” เรื่องนี้ต้องแยกให้ออกก่อนระหว่าง “ยื่นคำขอ” “ได้รับอนุมัติ” และ “ไปรับเงิน” เพราะไม่ใช่ว่ายื่นเอกสารวันนี้แล้วเริ่มนับทันทีว่าอีกกี่วันเงินต้องถึงมือ ขั้นตอนของกองทุนยังต้องมีการตรวจสอบคำขอ เอกสาร และสิทธิของลูกจ้างก่อน เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาแล้วว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ จึงจะมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำขอรับเงินสงเคราะห์ให้ลูกจ้างทราบ จุดที่ลูกจ้างควรจำให้แม่นกลับไม่ใช่ว่า “กองทุนต้องจ่ายให้ฉันภายในกี่วันหลังยื่นคำขอ” แต่เป็นว่า เมื่อได้รับหนังสือแจ้งผลแล้ว ลูกจ้างต้องมารับเงินภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณา โดยนำบัตรประจำตัวประชาชนไปแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากไม่สะดวกมารับด้วยตนเอง ก็สามารถทำหนังสือมอบอำนาจให้บุคคลอื่นมารับแทนได้ โดยผู้รับมอบอำนาจต้องนำเอกสารประจำตัวตามที่กำหนดไปแสดงด้วย ที่สำคัญ ระยะเวลา 60 วันนี้ไม่ใช่กำหนดเวลาที่เขียนไว้สวย ๆ แล้วเลยไปก็ไม่เป็นอะไร เพราะหากลูกจ้างไม่มารับเงินภายในกำหนด สิทธิในการขอรับเงินสงเคราะห์ตามคำขอนั้นอาจระงับสิ้นไป และหากภายหลังยังประสงค์จะรับเงินจากกองทุน ก็ต้องดำเนินการยื่นเรื่องขอรับเงินสงเคราะห์ใหม่ตามขั้นตอนอีกครั้ง เพราะฉะนั้น สำหรับ HR เรื่องนี้ไม่ได้จบแค่แจ้งพนักงานว่า “ออกจากงานแล้วไปขอเงินกองทุนได้นะ” แต่ควรสื่อสารให้ครบด้วยว่า ต้องติดตามหนังสือแจ้งผล และเมื่อได้รับแล้วอย่าปล่อยทิ้งไว้ ส่วนลูกจ้างเองก็ไม่ควรคิดว่าเงินเป็นสิทธิของเราแล้วจะไปรับเมื่อไรก็ได้ เพราะ การมีสิทธิ กับการใช้สิทธิให้ทันเวลา เป็นคนละเรื่องกัน...

ไม่ส่งเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง นายจ้างโดนอะไรบ้าง

ช่วงนี้หลายบริษัทเริ่มเตรียมตัวเรื่อง “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” ที่จะเริ่มมีการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 แต่เรื่องหนึ่งที่ดิฉันคิดว่านายจ้างและ HR ควรรู้ควบคู่กันไป ไม่ใช่เพียงว่า “ต้องจ่ายเท่าไร” หรือ “ใครบ้างต้องเข้ากองทุน” แต่คือ ถ้านายจ้างมีหน้าที่ตามกฎหมายแล้วไม่ปฏิบัติ ผลทางกฎหมายจะเป็นอย่างไร เพราะแต่ละกรณีมีผลไม่เหมือนกัน และที่สำคัญ ไม่ใช่ทุกกรณีที่นายจ้างไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาทเหมือนกันทั้งหมด กรณีแรก นายจ้างไม่นำส่งเงินสะสมหรือเงินสมทบ หรือนำส่งไม่ครบ กรณีนี้ต้องดูมาตรา 131 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งกำหนดผลไว้โดยเฉพาะว่า นายจ้างต้องจ่าย “เงินเพิ่ม” ให้แก่กองทุนในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนของเงินสะสมหรือเงินสมทบที่ยังไม่ได้นำส่งหรือที่ยังขาดอยู่ นับแต่วันที่ต้องนำส่ง โดยเศษของเดือนตั้งแต่ 15 วันขึ้นไปให้นับเป็นหนึ่งเดือน และถ้าน้อยกว่า 15 วันให้ปัดทิ้ง เพราะฉะนั้น หากบริษัทมีหน้าที่นำส่งเงินแต่ไม่ส่งหรือส่งไม่ครบ สิ่งที่เกิดขึ้นโดยตรงตามมาตรานี้คือยอดหนี้ไม่ได้หยุดอยู่เฉพาะเงินต้น แต่จะมีเงินเพิ่ม 5% ต่อเดือนตามกฎหมายตามมาด้วย กรณีที่สอง ไม่ยื่นแบบรายการ ไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลง หรือให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ...