Please wait ...

 

มีความเชื่อหนึ่งในงาน HR ที่ได้ยินบ่อยมากค่ะว่า ถ้าลูกจ้างทำผิดแล้วบริษัทออกหนังสือเตือนไปแล้ว ต่อมาลูกจ้างทำผิดอีก ก็เท่ากับ “ผิดซ้ำคำเตือน” คราวนี้เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้

ฟังแล้วเป็นสมการที่สวยดี เริ่ดๆเลยแหละ

ทำผิดครั้งแรก + หนังสือเตือน + ทำผิดอีกครั้ง = มาตรา 119 (4)

ถ้ากฎหมายแรงงานเป็นวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องก็คงจบง่ายกว่านี้เยอะ

แต่เวลามีลูกค้าส่งหนังสือเตือนฉบับเก่ามาให้ แล้วบอกว่า “คนนี้มีใบเตือนอยู่แล้วค่ะ รอบนี้เอาออกได้เลยไหม” สิ่งที่อยากรู้ต่อไม่ใช่แค่ว่า มีใบเตือนหรือไม่มี แต่อยากรู้ว่าใบเตือนนั้นเตือนเรื่องอะไร เขียนว่าอย่างไร ออกเมื่อไร ยังมีผลอยู่หรือไม่ และที่สำคัญที่สุดคือ ความผิดครั้งใหม่ที่บริษัทกำลังจะใช้เลิกจ้างนั้น เป็น “การกระทำผิดซ้ำ” ในเรื่องที่เคยเตือนไว้จริงหรือเปล่า

เพราะคำว่า “ทำผิดอีก” กับ “ทำผิดซ้ำคำเตือน” ไม่ใช่คำเดียวกัน

สมมติพนักงานคนหนึ่งเคยได้รับหนังสือเตือนเรื่องไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการเบิกค่าใช้จ่าย ผ่านไปสองเดือนพนักงานคนเดิมไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหัวหน้าอีกเรื่องหนึ่ง บริษัทเปิดแฟ้มเจอหนังสือเตือนเก่าพอดี ก็เลยรู้สึกว่าเข้าทาง “นี่ไง เคยเตือนแล้ว ยังทำผิดอีก”

ใจเย็นก่อนค่ะลูก

การที่คนคนเดิมทำผิดเป็นครั้งที่สอง ไม่ได้ทำให้ความผิดสองเรื่องกลายเป็นเรื่องเดียวกันเพียงเพราะชื่อพนักงานบนกระดาษเป็นชื่อเดียวกัน

เรื่องทำนองนี้เคยไปถึงศาลฎีกาแล้ว และรายละเอียดค่อนข้างสนุกสำหรับคนที่ชอบเปิดแฟ้มประวัติพนักงานหาใบเตือนเก่า ๆ

ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3657/2557 ลูกจ้างตำแหน่งผู้จัดการศูนย์สุขภาพมีประวัติถูกนายจ้างออกหนังสือเตือนหลายฉบับ มีทั้งเรื่องปล่อยปละละเลยไม่ดูแลคอมพิวเตอร์ ไม่จัดหาที่วางอุปกรณ์ตามคำสั่ง บกพร่องในการดูแลความสะอาดของห้องออกกำลังกาย ละเลยการติดตามบำรุงรักษาเครื่องออกกำลังกาย รวมถึงเรื่องการจ่ายค่าจ้างแก่ผู้ฝึกสอนทั้งที่ไม่มีผู้เข้าฝึก ต่อมายังมีข้อกล่าวหาเรื่องขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา บกพร่องต่อหน้าที่ และไม่บันทึกเวลาเข้าทำงานอีกหลายครั้ง

อ่านมาถึงตรงนี้ ถ้าเป็นบริษัทก็คงรู้สึกว่า ประวัติขนาดนี้ หนังสือเตือนก็มีตั้งหลายใบ จะเอาอะไรอีก

แต่ศาลไม่ได้เอาความผิดทั้งหมดมากองรวมกันแล้วชั่งน้ำหนักว่าฝั่งลูกจ้างกองสูงพอหรือยัง ศาลพิจารณาว่า ความผิดตามหนังสือเตือนเดิมกับความผิดที่นำมาอ้างภายหลังนั้น ไม่ใช่การกระทำผิดซ้ำในเรื่องเดียวกัน และหนังสือบางฉบับก็ไม่มีข้อความว่าหากลูกจ้างกระทำผิดเช่นนั้นซ้ำอีกจะถูกลงโทษอย่างไร จึงไม่เป็นหนังสือเตือนตามมาตรา 119 (4) ที่นายจ้างจะหยิบมาใช้เพื่อเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้

คดีนี้ยังมีอีกจุดหนึ่งที่ชอบมาก เพราะลูกจ้างมีเรื่องไม่บันทึกเวลาเข้าทำงาน และบริษัทเคยลงโทษเรื่องนั้นด้วยการตัดเงินค่าบริการไปแล้ว ศาลก็ไม่ยอมให้นายจ้างหยิบการกระทำเดียวกันที่ลงโทษไปแล้วกลับมาใช้เป็นเหตุเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยอีก

นี่แหละค่ะที่ทำให้เวลาได้รับแฟ้มประวัติพนักงานหนา ๆ แล้วมี Post-it แปะมาว่า “เคยมี Warning Letter” ยังไม่รู้สึกอุ่นใจเท่าไร

เพราะสิ่งที่ต้องตรวจไม่ใช่จำนวนใบ แต่เป็น คุณภาพและความสัมพันธ์ของแต่ละใบกับความผิดครั้งใหม่

ในทางกลับกัน ก็อย่าเพิ่งเข้าใจว่าหนังสือเตือนใช้ยากเสียจนไม่มีประโยชน์นะคะ มีอีกคดีหนึ่งที่ภาพกลับกันเกือบหมด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7398/2551 ลูกจ้างมีปัญหาเรื่องไปไม่ถึงสถานที่ทำงานและไม่ปฏิบัติงานตั้งแต่เวลา 8 นาฬิกาเป็นจำนวนมาก นายจ้างออกหนังสือเตือนให้ปรับปรุงความประพฤติ โดยระบุการกระทำผิดและเตือนไว้ว่า หากกระทำผิดเช่นนั้นอีกจะพิจารณาลงโทษสถานหนัก ต่อมาลูกจ้างยังคงมีพฤติการณ์ในเรื่องเดิมอีกถึง 13 ครั้ง ศาลจึงรับฟังว่าเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือน และนายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 (4)

สองคดีนี้เอามาวางข้างกันแล้วจะเห็นภาพของกฎหมายแรงงานดีมาก

มีหนังสือเตือนเหมือนกัน มีความผิดครั้งใหม่เหมือนกัน และสุดท้ายมีการเลิกจ้างเหมือนกัน แต่คำตอบทางกฎหมายไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

สิ่งที่เปลี่ยนคำตอบอยู่ตรงรายละเอียดระหว่างทาง

หนังสือเดิมเตือนเรื่องอะไร ความผิดใหม่คืออะไร เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ เนื้อหาของหนังสือมีลักษณะเป็นการเตือนจริงหรือเป็นเพียงการบันทึกความผิด บริษัทเคยลงโทษการกระทำนั้นไปแล้วหรือยัง รวมถึงหนังสือเตือนนั้นยังอยู่ภายในระยะเวลาที่กฎหมายให้มีผลหรือไม่

บางครั้งยังมีเรื่องที่ชวนปวดหัวกว่านั้นอีก คือเอกสารหัวกระดาษเขียนตัวโตว่า “หนังสือเตือน” แต่เนื้อหาข้างในอาจไม่ใช่หนังสือเตือนตามกฎหมายเสียด้วยซ้ำ ขณะที่เอกสารซึ่งไม่ได้ใช้แบบฟอร์ม Warning Letter ก็อาจมีผลเป็นหนังสือเตือนได้ หากเนื้อหาของมันครบถ้วน แนวคำพิพากษาศาลฎีกาก็เคยพิจารณาจากเนื้อหาของเอกสารมากกว่าชื่อที่นายจ้างตั้งให้ เช่น ฎีกาที่ 1746/2528

เพราะฉะนั้น เวลาบริษัทบอกว่า “มีใบเตือนแล้วค่ะ” คำตอบจากทนายอาจฟังดูน่ารำคาญนิดหนึ่ง เพราะแทนที่จะตอบว่าใช้ได้หรือไม่ได้ กลับขอเอกสารมาดูอีกแล้ว

ไม่ได้เรื่องมากค่ะ

แต่คำว่า “มี” กับคำว่า “ใช้ได้” ในกฎหมายแรงงาน บางทีอยู่ห่างกันพอสมควร

และนี่เป็นเหตุผลที่ไม่ค่อยชอบตอบคำถามเรื่องเลิกจ้างจากข้อเท็จจริงเพียงบรรทัดเดียวว่า “เคยเตือนแล้ว ลูกจ้างทำผิดอีก เลิกจ้างได้ไหม” เพราะก่อนจะไปถึงคำว่า “เลิกจ้างได้ไหม” ยังมีคำถามอีกหลายข้อซ่อนอยู่ในคำว่า “เคยเตือนแล้ว”

กฎหมายแรงงานไม่ใช่ 1 + 1 แล้วต้องได้ 2 ทุกครั้งค่ะ บางคดีตัวเลขเหมือนกันหมด แต่เครื่องหมายตรงกลางไม่เหมือนกัน คำตอบก็เปลี่ยนแล้ว

ดังนั้น ครั้งหน้าถ้ากำลังจะเปิดแฟ้มประวัติพนักงานเพื่อหา Warning Letter เก่ามารองรับการเลิกจ้าง อย่าเพิ่งดีใจเพียงเพราะหาเจอ

อ่านมันก่อนค่ะ บางทีสิ่งที่อยู่ในแฟ้มอาจเป็น “หนังสือเตือน” จริง ๆ

แต่บางทีอาจเป็นเพียงกระดาษหนึ่งใบที่บริษัทเรียกมันอย่างนั้น

ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น
ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน
คลินิกกฎหมายแรงงาน