เก่งขึ้นได้ โดยไม่ต้องแลกด้วยสุขภาพจิตทั้งหมด
มีประโยคหนึ่งที่ฉันเห็นผ่านตามาว่า
“ที่เห็นว่าเก่ง มันแลกกับสุขภาพจิตมาทั้งนั้น”
อ่านแล้วก็เข้าใจว่าทำไมหลายคนรู้สึกแบบนั้น เพราะกว่าจะเก่งในอะไรสักอย่าง มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่เคยเหนื่อย ไม่เคยกดดัน ไม่เคยทำงานหนัก หรือไม่เคยผ่านช่วงเวลาที่ต้องเอาเรื่องงานกลับมาคิดต่อหลังเลิกงาน
ฉันเองจึงไม่ค่อยเชื่อแนวคิดที่ว่า เราจะเติบโตในหน้าที่การงานได้โดยไม่ต้อง “แลก” อะไรเลย
ความเก่งมีราคาเสมอ บางคนจ่ายด้วยเวลา บางคนจ่ายด้วยความพยายาม บางคนจ่ายด้วยการฝึกซ้ำ ๆ ในสิ่งที่ตัวเองยังไม่เก่ง บางช่วงของชีวิตเราอาจต้องทำงานมากกว่าปกติ นอนดึกกว่าเดิม หรือยอมลดเวลาส่วนตัวลง เพราะมีบางอย่างที่อยากไปให้ถึง
แต่คำถามสำคัญสำหรับฉันคือ เราจำเป็นต้องจ่ายด้วยสุขภาพจิตทั้งหมดเลยหรือเปล่า
คำว่า Work-Life Balance อาจฟังดูเป็นคำเก่าไปแล้วสำหรับโลกการทำงานวันนี้ เพราะในความเป็นจริง งานกับชีวิตไม่ได้ถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งเท่า ๆ กันทุกวัน บางสัปดาห์งานกินพื้นที่ชีวิตไป 80% บางช่วงครอบครัวหรือเรื่องส่วนตัวต้องมาก่อน และบางวันเราอาจมีพลังเหลือให้กับงานเพียงครึ่งเดียวของวันปกติ
ดังนั้น Balance อาจไม่ใช่การแบ่งเวลา 50:50 แต่เป็น ความสามารถในการบริหารพลัง เวลา ความรับผิดชอบ และตัวเองให้เหมาะกับแต่ละช่วงชีวิต และนี่ต่างหากที่ฉันคิดว่าเป็น Soft Skill สำคัญของคนทำงาน
คนที่ Self-management ดี ไม่ใช่คนที่ทำงานน้อย แต่เป็นคนที่รู้ว่า อะไรควรทุ่ม อะไรควรพอ และอะไรไม่ควรแบก
งานบางชิ้นสำคัญก็ทุ่มให้เต็มที่ ช่วงไหนมี Deadline ก็เร่งได้ มีโอกาสใหม่เข้ามาแล้วต้องเหนื่อยขึ้นสักพัก ก็อาจคุ้มที่จะเหนื่อย แต่เราต้องแยกให้ออกระหว่าง “เหนื่อยเพราะกำลังเติบโต” กับ “เหนื่อยเพราะกำลังทำร้ายตัวเองซ้ำ ๆ” สองอย่างนี้หน้าตาคล้ายกันมาก แต่ผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน
การทุ่มเทที่ดีควรพาเราไปข้างหน้า อย่างน้อยเราได้ทักษะ ได้ประสบการณ์ ได้ผลงาน หรือเข้าใกล้เป้าหมายบางอย่าง แต่ถ้าทุกวันหมดแรงเพราะรับทุกเรื่องเป็นเรื่องของตัวเอง ไม่กล้าปฏิเสธ ไม่กล้ามอบหมายงาน รู้สึกผิดทุกครั้งที่พัก ตอบทุกข้อความทันทีเพราะกลัวคนอื่นคิดว่าไม่รับผิดชอบ หรือทำงานจนไม่มีพื้นที่เหลือให้ชีวิตเลย แบบนั้นอาจไม่ใช่ความทุ่มเทแล้ว แต่อาจเป็น การจัดการตัวเองที่ยังไม่ดีพอ
อีกเรื่องที่สำคัญคือ วินัย
เวลาพูดเรื่องสุขภาพจิตหรือ Balance เราต้องระวังไม่ให้มันกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้เราหลีกเลี่ยงทุกความไม่สบายใจ เพราะการพัฒนาตัวเองย่อมมีช่วงที่ไม่สนุก การฝึกสิ่งที่ไม่เก่งย่อมหงุดหงิด การรับผิดชอบงานใหญ่ย่อมกดดัน และบางครั้งการรักษาวินัยก็หมายถึงการลุกขึ้นมาทำในวันที่เราไม่ได้อยากทำ
การดูแลตัวเองจึงไม่ใช่การตามใจตัวเองทุกครั้ง และการทุ่มเทก็ไม่ใช่การฝืนตัวเองทุกครั้งเช่นกัน
ความยากอยู่ตรงการรู้จักตัวเองมากพอที่จะรู้ว่า ตอนนี้เรากำลังขี้เกียจ หรือเรากำลังหมดจริง ๆ ตอนนี้เราควรผลักตัวเองต่อ หรือควรหยุดเพื่อกลับมาให้ไหวกว่าเดิม
คนเก่งในระยะยาวจึงอาจไม่ใช่คนที่วิ่งเร็วที่สุดตลอดเวลา แต่เป็นคนที่ รู้จังหวะของตัวเอง รู้ว่าเมื่อไรต้อง Sprint รู้ว่าเมื่อไรต้องเดิน และรู้ว่าเมื่อไรต้องหยุดพักโดยไม่รู้สึกผิด
เพราะการทำงานไม่ใช่การแข่งขันระยะสั้นที่เราต้องเอาทุกอย่างในชีวิตไปวางเดิมพันเพื่อให้ถึงเส้นชัยก่อนคนอื่น เราอาจต้องแลกบางอย่างเพื่อให้เก่งขึ้น — เวลา ความสบาย ความสนุกบางช่วง หรือความเหนื่อยที่มากกว่าคนอื่น
แต่ Soft Skill ที่สำคัญไม่แพ้การพาตัวเองไปให้ถึงเป้าหมาย คือการรู้ว่าจะพาตัวเองไปถึงอย่างไร โดยไม่ทำตัวเองหายไประหว่างทาง
อ.ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น
ทนายความและวิทยากรด้านกฎหมายแรงงานและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

