กรุณารอสักครู่

 

บทความแนะนำ

ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น

การบริหารคนและองค์กรเมื่อลูกทีมรับบท “เหยื่อ” หัวหน้าควรรับมืออย่างไร?

29 August 2026

หลังจากเขียนเรื่องคนที่มักรับบท “เหยื่อ” มีคำถามตามมาว่า แล้วถ้าเราเป็นหัวหน้าและต้องทำงานกับคนแบบนี้ จะรับมืออย่างไร? เรื่องนี้ดิฉันพอมีบทเรียนอยู่บ้าง เพราะเคยจัดการผิดมาแล้วเหมือนกัน

ครั้งหนึ่งดิฉันเคยจับได้ว่าคนที่ทำงานด้วยกันพูดไม่จริงในเรื่องหนึ่ง ตอนนั้นดิฉันมั่นใจมากว่าตัวเองเป็นฝ่ายมีเหตุผล เพราะข้อเท็จจริงอยู่ตรงหน้า แต่แทนที่จะจัดการกับ “เรื่องที่เขาพูดไม่จริง” ดิฉันกลับปล่อยให้อารมณ์เข้ามาจัดการกับ “ตัวเขา” จากเรื่องที่ควรคุยกันด้วยข้อเท็จจริงจึงกลายเป็นสนามอารมณ์ และในสนามนั้น เขากลายเป็นเหยื่อจริง ๆ ของอารมณ์ดิฉัน ส่วนดิฉันที่เริ่มต้นจากการเป็นฝ่ายมีเหตุผล กลับกลายเป็นผู้แพ้เสียเอง

ถามว่าเจอแบบนั้นแล้วอยากกรี๊ดไหม? เอาจริง ๆ ดิฉันก็อยากกรี๊ดค่ะ โดยเฉพาะเวลาที่เรารู้ว่าเขากำลังโกหก รู้ว่าเขากำลังแสดง และเราก็รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร ความอยากจะพูดให้หมด อยากเอาหลักฐานออกมาวาง อยากถามตรง ๆ ว่า “จะเล่นแบบนี้จริง ๆ ใช่ไหม” มันมีอยู่จริงทั้งหมด เพียงแต่ประสบการณ์สอนว่า ยิ่งเรารู้ทัน ยิ่งต้องระวังตัวเอง เพราะทันทีที่เราโกรธ ประชด ขึ้นเสียง หรือพูดแรง ประเด็นเดิมอาจหายไป จากเรื่อง “คุณทำอะไร” กลายเป็น “หัวหน้าปฏิบัติกับฉันอย่างไร” และเราอาจเป็นคนมอบบทเหยื่อที่สมบูรณ์ให้เขาเสียเอง

สิ่งแรกที่ดิฉันทำในวันนี้จึงไม่ใช่รีบตอบโต้ แต่คือหยุดก่อน สูดหายใจลึก ๆ แล้วจัดการอารมณ์ตัวเองให้กลับมาอยู่ในที่ที่ควรอยู่ จากนั้นค่อยแยก “ความรู้สึก” ออกจาก “ข้อเท็จจริง” เรารับฟังได้ว่าเขารู้สึกไม่ดี รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือรู้สึกว่าคนอื่นไม่ช่วย แต่การยอมรับว่าความรู้สึกนั้นมีอยู่ ไม่ได้แปลว่าเราต้องยอมรับคำอธิบายทั้งหมดว่าเป็นความจริง หน้าที่ของหัวหน้าคือค่อย ๆ พาการสนทนากลับมาว่าเกิดอะไรขึ้น ใครรับผิดชอบอะไร และอะไรคือสิ่งที่ต้องแก้ไข

อีกเรื่องคือ อย่ารีบรับบทผู้ช่วยชีวิต เมื่อเขาเล่าว่าคนนั้นทำอย่างนี้ คนนี้ทำอย่างนั้น อย่าเพิ่งรีบวิ่งไปจัดการทุกอย่างให้ ลองถามกลับว่า “แล้วในส่วนที่คุณจัดการได้ คุณคิดว่าจะทำอะไรต่อ?” เพราะคนที่ติดอยู่ในบทเหยื่อมักมองเห็นสิ่งที่คนอื่นทำกับตัวเองได้ชัด แต่กลับมองไม่เห็นว่ายังมีอะไรที่ตัวเองสามารถทำกับสถานการณ์นั้นได้บ้าง การถามแบบนี้จึงไม่ใช่การทอดทิ้ง แต่เป็นการคืนความรับผิดชอบให้เจ้าของปัญหา

ส่วนเรื่องหลักฐาน ดิฉันได้เรียนรู้ว่า มีหลักฐาน ไม่ได้แปลว่าต้องงัดออกมาใช้ทุกครั้ง ถ้าเรื่องนั้นกระทบงาน กระทบคนอื่น เป็นข้อกล่าวหาสำคัญ หรือจำเป็นต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริง หลักฐานต้องมีและต้องใช้ แต่ควรใช้เมื่อจำเป็นและใช้เพื่อจัดการปัญหา ไม่ใช่เพื่อเอาชนะกัน เพราะถ้าอีกฝ่ายพูดอะไรมาแล้วเราหยิบแชต หยิบอีเมล หยิบพยานขึ้นมาโต้ทุกเรื่อง จากคนที่กำลังพยายามรักษาข้อเท็จจริง เราอาจถูกเปลี่ยนบทให้กลายเป็นคนจ้องจับผิด ขี้ฟ้อง หรือคอยเล่นงานเขาได้ไม่ยาก หลักฐานจึงควรเก็บให้ครบ แต่ไม่จำเป็นต้องวางไพ่ทุกใบที่มีอยู่บนโต๊ะทุกครั้ง

สุดท้ายคือการวางขอบเขตให้ชัด เห็นใจได้ รับฟังได้ ช่วยได้ แต่ความเห็นใจไม่ควรลบความรับผิดชอบ และเราไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้อีกฝ่ายยอมรับให้ได้ว่า “คุณไม่ได้เป็นเหยื่อนะ” เพราะยิ่งพยายามพิสูจน์ บางครั้งเรายิ่งถูกดึงเข้าไปอยู่ในเรื่องของเขา สิ่งที่เราควบคุมได้จริง ๆ คือมาตรฐานในการทำงาน วิธีที่เราปฏิบัติต่อเขา และอารมณ์ของตัวเราเอง

ทุกวันนี้ดิฉันทำได้ทุกครั้งไหม? ก็คงไม่ แต่ทำได้มากกว่าเมื่อก่อนมาก และสำหรับดิฉัน นี่คือส่วนหนึ่งของภาวะผู้นำ ไม่ใช่การไม่โกรธ ไม่ใช่การไม่อยากกรี๊ด และไม่ใช่การเป็นคนใจเย็นโดยธรรมชาติ แต่คือการรู้ว่าเรากำลังรู้สึกอะไร และยังเลือกได้ว่าจะตอบสนองต่อความรู้สึกนั้นอย่างไร ภาวะผู้นำแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองพร้อมตำแหน่ง แต่ต้องค่อย ๆ ฝึก ค่อย ๆ สร้าง และบางครั้งก็สร้างขึ้นจากความผิดพลาดของเราเอง

เพราะตอนแรกดิฉันคิดว่ากำลังรับมือกับคนที่ “เล่นบทเหยื่อ”

จนกระทั่งตัวเองหลุดอารมณ์
และเพิ่งรู้ว่า คนที่ทำให้บทของเขาสมจริงที่สุด…คือดิฉันเอง

ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น

ทนายความ | วิทยากรด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และภาวะผู้นำ