ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ชอบคนพูดตรง เพราะในการทำงาน ถ้ามัวแต่อ้อมกันไปมา บางทีกว่าจะรู้ว่าปัญหาจริง ๆ อยู่ตรงไหน งานก็เสียเวลาไปมากแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าเรามักเอามาปนกัน คือคำว่า “พูดตรง” กับ “พูดแรง” ทั้งที่จริงแล้วสองอย่างนี้ไม่จำเป็นต้องมาด้วยกัน
ถ้าหัวหน้าบอกลูกทีมว่า “งานชิ้นนี้ข้อมูลยังไม่พอ ถ้าจะเอาไปเสนอพี่คิดว่าต้องกลับไปเพิ่มตรงนี้” นี่ก็ตรงแล้วค่ะ คนฟังรู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองต้องกลับไปทำอะไร แต่ถ้าเปลี่ยนเป็น “งานแบบนี้ยังกล้าเอามาให้พี่ดูอีกเหรอ ทำงานมาตั้งนานแล้วนะ” สารที่ต้องการจะบอกอาจเหมือนเดิม คือ งานยังไม่ดีพอ เพียงแต่เราแถมความรู้สึกแย่ ๆ ให้คนฟังกลับบ้านไปด้วย
แล้วเราก็มักมีคำอธิบายให้ตัวเองว่า “พี่เป็นคนตรง” หรือ “พี่แรงแต่พี่จริงใจ” ซึ่งดิฉันไม่ได้คิดว่าการพูดแรงเป็นเรื่องผิดเสมอไป บางสถานการณ์ก็ต้องหนัก บางเรื่องก็ต้องเด็ดขาด แต่ถ้าเป้าหมายของเราคืออยากให้อีกฝ่ายปรับปรุง สิ่งที่น่าสนใจกว่าความสะใจว่า “ฉันพูดความจริงไปแล้ว” คือ หลังจากได้ยินความจริงนั้น เขารู้ไหมว่าต้องกลับไปทำอะไรต่อ
เพราะถ้าพูดไปแล้วคนฟังเสียใจ แต่ไม่ได้เข้าใจปัญหามากขึ้น งานก็ไม่ได้ดีขึ้น และพฤติกรรมก็ไม่ได้เปลี่ยน ดิฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเราจะเรียกการสื่อสารครั้งนั้นว่า “มีประสิทธิภาพ” ได้แค่ไหน
ในทางกลับกัน ถ้าความจริงเรื่องเดียวกันสามารถพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาลงอีกนิด แต่ทำให้อีกฝ่ายรับฟัง เข้าใจ และกลับไปแก้ไขได้มากกว่าเดิม ดิฉันกลับคิดว่านั่นต่างหากคือทักษะของคนสื่อสารเก่ง
เพราะพูดตรง ใคร ๆ ก็พูดได้ค่ะ แต่พูดตรงแล้วทำให้คนอยากเอาสิ่งที่เราเตือนไปปรับปรุงต่อ อันนี้ต้องใช้ฝีมือ
ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น
ทนายความ | วิทยากรด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และภาวะผู้นำ

