มีลูกทีมอยู่ประเภทหนึ่งค่ะ ใคร ๆ ในออฟฟิศก็มองว่าเป็น “ลูกรักหัวหน้า” เพราะไปไหนก็เรียกใช้ คนอื่นเข้าไม่ถึงแต่คนนี้เข้าได้ตลอด หัวหน้ามีอะไรให้นึกถึงเป็นคนแรก เรียกได้ว่าสนิทจนหลายคนอิจฉา
แต่ถ้าลองไปถามเจ้าตัว บางทีเขาอาจอยากตอบว่า
“ไม่ต้องอิจฉาค่ะ มารับตำแหน่งแทนได้เลย”
เพราะคำว่า “สนิท” ในที่ทำงานบางครั้งมาพร้อม Job Description ฉบับพิเศษที่ HR ไม่เคยเห็น
ฝากซื้อกาแฟหน่อย
ช่วยจองร้านอาหารให้พี่ที
วันนี้พี่มีธุระ ช่วยไปรับของให้หน่อย
ฝากจัดการเรื่องส่วนตัวนี้นิดหนึ่ง
เสาร์นี้ว่างไหม พี่มีเรื่องให้ช่วย
ทีละเรื่องอาจดูเล็ก และในความสัมพันธ์ที่ดี ลูกทีมบางคนก็เต็มใจช่วยจริง ๆ ดิฉันไม่ได้คิดว่าหัวหน้าขอความช่วยเหลือส่วนตัวจากลูกทีมไม่ได้แม้แต่ครั้งเดียว
แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ Power Distance
ต่อให้เราสนิทกันแค่ไหน ความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้ากับลูกทีมก็ไม่ได้เท่ากันเสียทีเดียว เพราะคนหนึ่งมีอำนาจประเมินผลงาน อนุมัติวันลา มอบหมายงาน หรือมีอิทธิพลต่อโอกาสในอาชีพของอีกคน
ดังนั้น คำว่า “ช่วยพี่หน่อยได้ไหม” ที่หัวหน้าคิดว่าเป็นคำขอ อาจถูกคนฟังตีความว่าเป็น คำสั่งที่ใส่เครื่องหมายคำถามไว้ท้ายประโยค
และนี่คือจุดที่ Empathy ของคนเป็นหัวหน้าต้องทำงาน
ก่อนขออะไรที่ไม่เกี่ยวกับงาน ลองถามตัวเองง่าย ๆ ว่า ถ้าเขาตอบว่า “ไม่สะดวก” เราจะรู้สึกกับเขาเหมือนเดิมจริงหรือไม่
ถ้าคำตอบคือไม่แน่ใจ ก็อย่าเพิ่งขอค่ะ
อีกคำถามที่ใช้ได้ดีคือ “เรื่องนี้เราจะกล้าขอลูกทีมทุกคนหรือเปล่า” ถ้าไม่กล้า แต่กล้าขอเฉพาะคนที่สนิท นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าความสนิทกำลังถูกใช้เป็นทรัพยากรส่วนตัวโดยไม่รู้ตัว
ในมุมการบริหาร เรื่องนี้กระทบมากกว่าคนสองคน เพราะคนอื่นในทีมก็มองอยู่ บางคนอาจคิดว่า คนนี้ได้รับอภิสิทธิ์เพราะสนิทกับหัวหน้า ขณะที่เจ้าตัวกลับรู้สึกว่าไม่ได้อภิสิทธิ์อะไรเลย
ได้แต่งานเพิ่มที่เบิก OT ก็ไม่ได้ เพราะในระบบไม่มี Cost Center ชื่อ “ธุระพี่”
ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างหัวหน้ากับลูกทีมเป็นเรื่องมีค่าค่ะ สนิทกันได้ ไว้ใจกันได้ และช่วยเหลือกันได้
แต่ยิ่งสนิท ยิ่งต้องรักษาขอบเขต
เพราะบางครั้งคนที่ทุกคนเรียกว่า “ลูกรัก” อาจไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองได้รับความรักมากที่สุด
เขาอาจแค่เป็นคนที่ปฏิเสธหัวหน้ายากที่สุดเท่านั้นเองค่ะ
ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น
ทนายความ | วิทยากรด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และภาวะผู้นำ

