หลังจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามระบบเงินสะสมและเงินสมทบเริ่มใช้จริง คำถามหนึ่งที่ดิฉันคิดว่านายจ้างจำนวนไม่น้อยน่าจะสงสัยก็คือ หากลูกจ้างทำความผิดร้ายแรงจนถูกเลิกจ้างตามมาตรา 119 และกฎหมายยังยอมให้นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย แล้วเหตุใดเงินที่นายจ้างเคยสมทบเข้ากองทุนให้ลูกจ้างจึงยังต้องตกเป็นสิทธิของลูกจ้างคนนั้นด้วย
มองจากความรู้สึกของนายจ้าง คำถามนี้เข้าใจได้ไม่ยากค่ะ เพราะบางกรณีลูกจ้างอาจไม่ได้เพียงทำงานผิดพลาด แต่อาจทุจริต จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ฝ่าฝืนข้อบังคับอย่างร้ายแรง หรือกระทำความผิดซ้ำคำเตือนจนเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 119 นายจ้างจึงอาจรู้สึกว่า “ในเมื่อเขาเป็นฝ่ายทำผิดจนต้องออกจากงาน แล้วทำไมเงินที่บริษัทจ่ายสมทบไว้จึงยังต้องให้เขาอีก?”
คำตอบอยู่ที่การแยก “เงินค่าชดเชย” ออกจาก “เงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” ให้ชัด เพราะเงินสองก้อนนี้มีที่มาและวัตถุประสงค์ทางกฎหมายต่างกัน
เงินค่าชดเชยเป็นความรับผิดของนายจ้างเมื่อเลิกจ้างลูกจ้างตามเงื่อนไขของกฎหมาย และมาตรา 119 ก็กำหนดข้อยกเว้นไว้ว่า หากลูกจ้างกระทำความผิดตามกรณีที่กฎหมายกำหนด นายจ้างอาจเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้ เพราะฉะนั้น เมื่อพิสูจน์ได้ว่าเข้าเงื่อนไขมาตรา 119 จริง ผลทางกฎหมายในส่วนนี้ก็คือ ลูกจ้างเสียสิทธิในค่าชดเชย
แต่เงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่ใช่ค่าชดเชยอีกก้อนหนึ่งที่นายจ้างรอจ่ายในวันเลิกจ้าง เงินก้อนนี้เกิดจากระบบที่ระหว่างยังมีการจ้างงาน ลูกจ้างส่ง เงินสะสม และนายจ้างส่ง เงินสมทบ เข้ากองทุนตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อความเป็นลูกจ้างสิ้นสุดลง กฎหมายจึงให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ของกองทุน การออกจากงานเพราะกระทำความผิดจึงไม่ได้ทำให้เงินก้อนนี้เปลี่ยนสถานะกลับมาเป็นเงินของนายจ้างโดยอัตโนมัติ
ตรงนี้สะท้อนวัตถุประสงค์ของกฎหมายได้ค่อนข้างชัดว่า กองทุนไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้รางวัลแก่ “ลูกจ้างที่ประพฤติดี” แต่ถูกออกแบบให้เป็นหลักประกันทางการเงินเมื่อสถานะการเป็นลูกจ้างสิ้นสุดลง ซึ่งเป็นช่วงที่รายได้ประจำจากการทำงานหยุดลง ไม่ว่าสาเหตุของการออกจากงานนั้นจะทำให้นายจ้างพอใจหรือไม่ก็ตาม
ดังนั้น ในเหตุการณ์เดียวกันจึงเกิดผลทางกฎหมายสองอย่างพร้อมกันได้ ลูกจ้างอาจทำผิดร้ายแรงจน ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย แต่ในขณะเดียวกันก็ยัง มีสิทธิในเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ตามยอดที่กฎหมายรับรองไว้ เพราะกฎหมายกำลังจัดการคนละเรื่องกัน เรื่องแรกคือผลของการเลิกจ้างเพราะความผิด ส่วนเรื่องที่สองคือหลักประกันที่สะสมไว้ระหว่างความสัมพันธ์การจ้างงาน
และแน่นอนว่า การได้รับเงินกองทุนไม่ได้แปลว่าความผิดของลูกจ้างถูกลบล้าง หากการกระทำนั้นทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย นายจ้างยังต้องพิจารณาสิทธิเรียกร้องของตนตามกฎหมายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพียงแต่ไม่ควรนำความรู้สึกว่า “เขาทำผิด เขาไม่ควรได้อะไรเลย” ไปปะปนกับสิทธิแต่ละประเภท เพราะกฎหมายไม่ได้ตัดสิทธิทุกอย่างของลูกจ้างพร้อมกันเพียงเพราะการจ้างสิ้นสุดลงด้วยความผิด
เรื่องนี้จึงอาจทำให้นายจ้างรู้สึกเสียดายเงินสมทบที่เคยจ่ายไป และความรู้สึกนั้นก็เข้าใจได้ค่ะ แต่ถ้ามองอีกมุม เงินสมทบก้อนนั้นไม่ใช่เงินที่นายจ้างฝากไว้เพื่อรอดูว่าลูกจ้างจะเป็น “คนดีจนถึงวันสุดท้าย” หรือไม่ หากเป็นภาระที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่บุคคลนั้นยังมีสถานะเป็นลูกจ้างและอยู่ภายใต้ระบบกองทุน
บางครั้งสิ่งที่กฎหมายคุ้มครอง จึงไม่ใช่คำถามว่า
“คนคนนี้สมควรได้รับความเห็นใจหรือไม่”
แต่เป็นคำถามว่า
“เมื่อกฎหมายให้สิทธิไว้แล้ว ความไม่พอใจของอีกฝ่ายควรมีอำนาจพอที่จะเอาสิทธินั้นคืนไปหรือไม่”
เพราะ การทำผิดอาจทำให้ลูกจ้างเสียสิทธิบางอย่างตามกฎหมายได้ แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะริบทุกสิทธิที่เขามีได้ตามความรู้สึกของเรา
ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น
ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน
คลินิกกฎหมายแรงงาน

