กรุณารอสักครู่

 

บทความแนะนำ

ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น

เรื่อง “เงินประกันการทำงาน” นี่ถามกันเข้ามาบ่อยมากจริง ๆ ค่ะ ว่าถ้าเลิกจ้างหรือลาออกแล้ว นายจ้างต้องคืนภายในกี่วัน แล้วเก็บได้กับตำแหน่งไหน เก็บได้เท่าไหร่

โพสต์นี้ฝ้ายเลยขอรวบรวมเรื่องเกี่ยวกับ “เงินประกันการทำงาน” แบบเข้าใจง่าย ๆ ไว้ให้อ่านกันนะคะ

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 10 นายจ้าง “ห้าม” เรียกหรือรับหลักประกันการทำงานจากลูกจ้าง เว้นแต่ลักษณะงานนั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ดังนั้น ไม่ใช่ว่าอยากจะเก็บจากทุกตำแหน่งก็เก็บได้หมด

โดยตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายจากการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. 2551 ข้อ 4 กำหนดตำแหน่งหรือลักษณะงานที่สามารถเรียกหลักประกันได้ เช่น

• งานสมุห์บัญชี

• งานพนักงานเก็บหรือจ่ายเงิน

• งานควบคุมหรือรับผิดชอบเกี่ยวกับวัตถุมีค่า เช่น เพชร พลอย ทองคำ

• งานเฝ้าหรือดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินของนายจ้าง

• งานติดตามหรือเร่งรัดหนี้สิน

• งานควบคุมหรือรับผิดชอบยานพาหนะ

• งานที่เกี่ยวกับคลังสินค้า ซื้อขาย แลกเปลี่ยน ให้เช่าทรัพย์ รับฝากทรัพย์ ธนาคาร หรือรับส่งเงิน โดยเฉพาะลูกจ้างที่ควบคุมเงินหรือทรัพย์สินโดยตรง 

ส่วนจำนวนเงินที่จะเก็บได้ กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่า “รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 60 เท่า ของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยของลูกจ้าง” ไม่ว่าจะเก็บเป็นเงินสด ทรัพย์สิน หรือบุคคลค้ำประกันก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น ถ้าค่าจ้างรายวันเฉลี่ยวันละ 500 บาท นายจ้างจะเรียกหลักประกันได้สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท และถ้านายจ้างรับเงินประกันไว้ ก็ต้องนำไปฝากไว้ในบัญชีธนาคารแยกต่างหากในชื่อลูกจ้าง พร้อมแจ้งรายละเอียดบัญชีให้ลูกจ้างทราบตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่รับเงินสดแล้วเก็บไว้ในลิ้นชักโต๊ะบัญชีเฉยๆ อันนั้นโนว์ๆๆนะ มันไม่ถูกวิธี ถ้าเค้าไม่ฟ้องก็ไป แต่ถ้าเค้าฟ้องก็เป็นอีกเรื่องนึง

และยังมีประเด็นเกี่ยวเนื่องที่ถามกันบ่อยมากกกกกกเหมือนกันคือ

“ถ้าลูกจ้างลาออกไม่บอกล่วงหน้า หรือแจ้งไม่ครบตามสัญญา นายจ้างยึดเงินประกันได้ไหม?”

คำตอบคือ “ไม่ได้ค่ะ”

เพราะชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่า “เงินประกันการทำงาน”

มันคือหลักประกันความเสียหายที่เกิดจาก “การทำงาน” ไม่ใช่ค่าปรับกรณีลาออก หรือค่าเสียหายจากการไม่บอกล่วงหน้า

ดังนั้น ต่อให้ลูกจ้างลาออกกะทันหัน ไม่ส่งมอบงาน นายจ้างก็ไม่มีสิทธิ์ยึดเงินประกันไว้และหากนายจ้างพบมีความเสียหายจากการลาออกกระทันหันนายจ้างต้องไปฟ้องแยกต่างหาก ไปใช้สิทธิตามกฎหมายในส่วนของค่าเสียหายอีกเรื่องหนึ่ง

โดยตามมาตรา 10 วรรคสอง นายจ้างมีหน้าที่คืนหลักประกันภายใน 7 วัน นับแต่ วันที่นายจ้างเลิกจ้าง วันที่ลูกจ้างลาออก หรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุ แล้วแต่กรณี

ดังนั้น แม้ในสัญญาจะเขียนไว้ว่า

“บริษัทจะคืนภายใน 30 วัน”

หรือ “คืนภายใน 45 วัน”

ข้อความแบบนี้ก็ขัดต่อกฎหมาย และใช้บังคับไม่ได้ค่ะ

เพราะสัญญาไม่ใหญ่กว่ากฎหมาย

อันนี้พูดแบบภาษาชาวบ้านเลยนะ สัญญานั้น ลงนามโดย CEO หรือผู้รับมอบอำนาจของบริษัทแต่กฎหมาย ลงนามโดยพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ดังนั้น อะไรที่ขัดต่อกฎหมาย ต่อให้เขียนไว้สวยหรูแค่ไหน สุดท้ายก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี ลูกจ้างมีสิทธิไฟฟ้องที่สวัสดิการคุ้มครองแรงงาน รึศาลแรงงาน

แต่ในอีกมุมหนึ่ง นายจ้างเองก็ควรศึกษาเรื่องการเก็บหลักประกันให้ถูกต้อง เพราะวิธีเก็บ วิธีดูแล และวิธีคืน ถ้าทำผิดขั้นตอนขึ้นมา บางทีจากคนจะป้องกันความเสียหาย อาจกลายเป็นฝ่ายถูกร้องเรียนเองแทนก็ได้

🏛️ สนใจติดต่องาน ขอทราบค่าบริการ ⚖️

💬 คดีความ

💬 ที่ปรึกษากฎหมาย

💬 ร่างข้อบังคับและสัญญาทั้ง 💬Thai/Eng

💬 งานบรรยาย/อบรม

💼 in-house training   

สอบถามค่าบริการได้ทาง info@legalclinic.co.th

ช่องทางความรู้อื่นๆสามารถติดตามได้ที่

🌐 https://legalclinic.co.th/

🌐 https://www.youtube.com/labourlawclinic

🌐 https://www.tiktok.com/@labourlawclinic

บริษัทไม่มีนโยบายในการทักเข้าให้ความช่วยเหลือโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และไม่มีสาขาเครือข่าย โปรดใช้ความระมัดระวัง

#ทนายฝ้าย

#ทนายฝ้ายคลินิกกฎหมายแรงงาน

#คลินิกกฎหมายแรงงาน

#HR

#ลูกจ้าง

#นายจ้าง