Please wait ...

 

มีความเชื่ออย่างหนึ่งที่พบได้ในโลกการทำงาน คือ ถ้าบริษัทเขียนอะไรไว้ในสัญญาจ้าง และลูกจ้างลงลายมือชื่อยอมรับเรียบร้อยแล้ว ข้อความนั้นก็ต้องใช้บังคับได้ เพราะถือว่าทั้งสองฝ่ายตกลงกันแล้ว

ยิ่งถ้ามีประโยคต่อท้ายว่า “ฝ่ายกฎหมายตรวจแล้วค่ะ” ความมั่นใจก็จะเพิ่มขึ้นอีกประมาณสามระดับ ราวกับว่าลายมือชื่อของลูกจ้างและการตรวจของฝ่ายกฎหมายสามารถทำให้ข้อสัญญาทุกข้อถูกต้องขึ้นมาได้โดยอัตโนมัติ

แต่ในทางกฎหมาย เรื่องนี้อาจไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาที่คู่สัญญาสามารถตกลงเงื่อนไขกันได้ก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะตกลงกันอย่างไรก็ได้ โดยเฉพาะข้อตกลงที่ทำให้ลูกจ้างได้รับสิทธิต่ำกว่ามาตรฐานขั้นต่ำที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 กำหนดว่า นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมเป็นโมฆะ

ลองนึกภาพบริษัทแห่งหนึ่งทำสัญญาจ้างโดยระบุว่า เงินเดือนที่ตกลงกันนั้นรวมค่าล่วงเวลาไว้ทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าลูกจ้างจะทำงานเกินเวลากี่ชั่วโมงก็ตาม บริษัทถือว่าได้จ่ายครบถ้วนแล้ว เพราะลูกจ้างเซ็นยอมรับตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน

เรื่องลักษณะนี้เคยไปถึงศาลฎีกามาแล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5978/2550 วินิจฉัยกรณีนายจ้างจ่ายค่าจ้างรายเดือนโดยเหมารวมค่าล่วงเวลาไว้ด้วย โดยไม่ได้คำนวณค่าล่วงเวลาตามที่ทำจริง ศาลเห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นการเอาเปรียบลูกจ้างและขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 และนายจ้างยังต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้ลูกจ้างอีกต่างหาก

ทั้งนี้ มาตรา 61 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน กำหนดหลักการจ่ายค่าล่วงเวลาในวันทำงานในอัตราไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด สำหรับลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา

จะเห็นได้ว่า แม้บริษัทจะมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร และลูกจ้างลงชื่อยอมรับแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้ข้อตกลงที่ขัดต่อกฎหมายกลายเป็นข้อตกลงที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าข้อสัญญาที่แตกต่างจากความเข้าใจทั่วไปจะเป็นโมฆะทั้งหมด เพราะยังต้องพิจารณาว่ากฎหมายเปิดโอกาสให้คู่สัญญาตกลงกันได้เพียงใด ข้อสัญญานั้นเกี่ยวข้องกับสิทธิขั้นต่ำตามกฎหมายหรือไม่ และมีข้อเท็จจริงในการปฏิบัติงานอย่างไร

ดังนั้น เวลาตรวจสัญญาจ้าง สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงตรวจว่าข้อความครบถ้วนหรือไม่ แต่ต้องตรวจด้วยว่าเงื่อนไขที่เขียนไว้นั้นสามารถใช้บังคับได้จริงเพียงใด

เรื่องที่น่าเอ็นดูคือ บางบริษัทมั่นใจมากว่าสัญญาของตนไม่มีปัญหา เพราะฝ่ายกฎหมายตรวจแล้ว แต่พอเกิดข้อพิพาทขึ้นมาจริง ๆ กลับพบว่าศาลไม่ได้ตรวจว่าสัญญาผ่านมือใครมาบ้าง ศาลตรวจว่าข้อสัญญานั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

สัญญาจ้างจึงไม่ใช่กระดาษวิเศษที่เขียนอะไรก็ทำให้สิ่งนั้นถูกกฎหมายได้ และลายมือชื่อของลูกจ้างก็ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับยกเว้นบทบัญญัติที่กฎหมายบังคับไว้

ส่วนประโยคที่ว่า “ฝ่ายกฎหมายตรวจแล้วค่ะ” นั้น ใช้พูดได้ตามปกติค่ะ

เพียงแต่ถ้าสุดท้ายข้อสัญญาใช้บังคับไม่ได้ อาจต้องกลับไปถามเพิ่มเติมอีกนิดว่า ฝ่ายกฎหมายตรวจอะไรไปบ้าง

ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น
ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน
คลินิกกฎหมายแรงงาน