Please wait ...

 

ช่วงนี้ดูหนังจีนแนวตั้งเยอะมากค่ะ เยอะจนรู้สึกว่า Netflix ก็ทดแทน feeling นี้ไม่ได้ เพราะหนังประเภทนี้มีเสน่ห์บางอย่างที่ต้องเป็นมันเท่านั้น ทั้งการแก้แค้นที่รอไม่ได้แม้แต่ตอนหน้า คนที่เมื่อห้านาทีก่อนยังถูกทั้งบ้านเหยียดหยาม อีกห้านาทีต่อมามีคนมาคุกเข่าเรียก “คุณหนู” และที่ขาดไม่ได้คือระบบลำดับชั้นที่จริงจังเสียจนบางครั้งคนดูก็ต้องตั้งใจจำว่า ตกลงใครใหญ่กว่าใคร

มีประโยคหนึ่งที่ได้ยินแล้วชอบมากว่า “เฟยก็คือเฟย กุ้ยเฟยก็คือกุ้ยเฟย ต่างกันชั้นเดียวก็คือต่าง” ความหมายง่ายๆ คือ ต่อให้ชื่อใกล้กันแค่ไหน ลำดับต่างกันเพียงขั้นเดียว สถานะก็ต่างกันอยู่ดี

ฟังแล้วก็นึกถึงโลกบริษัท เพราะที่ทำงานของเราก็มีลำดับไม่แพ้ในวัง ตั้งแต่ Officer ขึ้นไป Senior Officer, Supervisor, Assistant Manager, Manager, Senior Manager, Director และอีกสารพัดตำแหน่งที่บางครั้งเพียงเติมคำว่า Senior เข้าไปคำเดียว เงินเดือน อำนาจ และโต๊ะประชุมที่ได้นั่งก็อาจเปลี่ยนไปแล้ว

แต่เรื่องน่าสนใจคือ หลักของหนังจีนประโยคนี้ เอามาใช้กับกฎหมายแรงงานตรงๆ ไม่ได้

มีคดีหนึ่งตาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3104-3105/2563 ลูกจ้างไม่ได้มีตำแหน่งเล็ก ๆ เลย เขาเป็นถึง ผู้จัดการอาวุโส (Senior Manager) และนายจ้างยังส่งไปปฏิบัติงานที่ประเทศแอลจีเรียในตำแหน่ง ผู้อำนวยการโครงการร่วม อีกด้วย ภายหลังเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด จึงเกิดคำถามสำคัญขึ้นว่า ลูกจ้างระดับบริหารคนนี้เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้างตามมาตรา 65 (1) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หรือไม่

คำถามนี้สำคัญกว่าชื่อตำแหน่งมาก เพราะมาตรา 65 (1) กำหนดข้อยกเว้นเกี่ยวกับสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาและค่าล่วงเวลาในวันหยุดสำหรับลูกจ้างที่มีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้างในเรื่องที่กฎหมายกำหนด และมาตรา 66 ก็เกี่ยวข้องกับสิทธิค่าทำงานในวันหยุดของลูกจ้างกลุ่มดังกล่าวด้วย ดังนั้น การบอกว่าใครเป็น “ผู้บริหาร” ไม่ได้มีผลแค่ทำให้นามบัตรดูดี แต่ในบางกรณีหมายถึงสิทธิในเงินจากการทำงานนอกเวลาหรือวันหยุดของลูกจ้างด้วย

ในคดีนี้ ลูกจ้างมีอำนาจไม่น้อย เขาสามารถลงนามในจดหมายจ้างงานและสัญญาจ้างพนักงานประจำได้ หากหยุดอ่านข้อเท็จจริงตรงนี้ก็อาจรู้สึกว่า เป็น Senior Manager เป็นผู้อำนวยการโครงการ และยังเซ็นสัญญาจ้างคนได้ขนาดนี้ จะไม่ใช่ผู้มีอำนาจแทนนายจ้างได้อย่างไร

แต่ศาลฎีกาไม่ได้หยุดอ่านที่ชื่อตำแหน่ง และไม่ได้หยุดเพียงเพราะเห็นลายเซ็นของเขาอยู่บนสัญญาจ้าง

ศาลพิจารณาต่อไปว่า เขามีอำนาจ “ด้วยตนเองโดยตรงอย่างสมบูรณ์” หรือไม่ กล่าวคือ ถ้าเป็นเรื่องการจ้าง ต้องมีอำนาจตั้งแต่การคัดเลือก กำหนดค่าจ้าง และอนุมัติการจ้างได้เอง ถ้าเป็นเรื่องการให้บำเหน็จ ต้องสามารถประเมินผลงานและเลื่อนเงินเดือนผู้ใต้บังคับบัญชาได้เอง และถ้าเป็นเรื่องเลิกจ้าง ก็ต้องมีอำนาจตัดสินใจเลิกจ้างได้เอง ไม่ใช่เพียงคัดเลือก ประเมิน หรือเสนอเรื่องขึ้นไป แล้วสุดท้ายยังต้องรอผู้บริหารที่อยู่เหนือกว่ากดอนุมัติอีกที

เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า Senior Manager คนนี้มีอำนาจเบ็ดเสร็จดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นว่า ยังถือไม่ได้ว่าเขาเป็นลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้างตามมาตรา 65 (1) แม้ชื่อตำแหน่งและหน้าที่บางส่วนจะดูเป็นผู้บริหารอย่างมากก็ตาม

ตรงนี้ต่างหากที่เป็นประโยชน์กับ HR เพราะในทางปฏิบัติเรามักเจอประโยคง่าย ๆ ว่า “ระดับ Manager ขึ้นไปไม่มี OT” หรือ “เป็นผู้บริหารแล้วจะเอาค่าล่วงเวลาอะไรอีก” แต่คำว่า Manager ไม่ได้ปรากฏอยู่ในมาตรา 65 (1) ในฐานะคำวิเศษที่ใส่หลังชื่อใครแล้วสิทธิหายไปทันที กฎหมายสนใจว่า คนคนนั้นมีอำนาจอะไรจริง และอำนาจนั้นเด็ดขาดเพียงใด มากกว่า Job Title ที่บริษัทตั้งให้

อย่างไรก็ดี คดีนี้ยังมีหักมุมอีกชั้นหนึ่ง เพราะการที่ศาลเห็นว่าลูกจ้างไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 65 (1) ไม่ได้หมายความว่าเขาจะชนะคดีและได้ OT โดยอัตโนมัติ ศาลยังพิจารณาต่อว่า การจะเรียกค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด หรือค่าล่วงเวลาในวันหยุด ต้องมีข้อเท็จจริงเรื่องการที่นายจ้างให้หรือสั่งให้ทำงานดังกล่าวด้วย และคดีนี้ไม่ปรากฏว่านายจ้างสั่งให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุด หรือทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ลูกจ้างจึงไม่ได้รับเงินตามที่เรียกร้องอยู่ดี

นี่จึงเป็นคดีที่น่าสนใจตรงที่มันตอบคำถามสองเรื่องโดยไม่เอามาปนกัน

เป็น Manager ไม่ได้แปลว่าไม่มีสิทธิ OT โดยอัตโนมัติ แต่มีสิทธิเป็นลูกจ้างที่เรียก OT ได้ ก็ไม่ได้แปลว่าจะได้ OT โดยอัตโนมัติเช่นกัน

สุดท้ายจึงต้องกลับมาที่หนังจีนประโยคเดิม

“เฟยก็คือเฟย กุ้ยเฟยก็คือกุ้ยเฟย ต่างกันชั้นเดียวก็คือต่าง”

ในวัง ชื่อตำแหน่งอาจบอกลำดับได้ทันทีว่าใครอยู่เหนือใคร

แต่ในกฎหมายแรงงาน ต่อให้บนนามบัตรเขียนว่า Senior Manager และในโครงการเรียกกันว่า Director ก็ยังต้องเปิดดูต่อว่าเขามีอำนาจอะไรจริง

เพราะศาลแรงงานไม่ได้จัดลำดับสนมค่ะ
จะเป็น “กุ้ยเฟย” หรือไม่ เขาไม่ได้ดูที่ป้ายหน้าห้อง

ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น
ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน
คลินิกกฎหมายแรงงาน