ต้องเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
แม้แต่ละสาขาจะมีลูกจ้างเพียงสาขาละ 5 คน ซึ่งเมื่อพิจารณาแยกเป็นรายสาขาจะมีจำนวนไม่ถึง 10 คน แต่กรณีนี้ทั้ง 3 สาขามีนายจ้างเป็น บุคคลธรรมดาคนเดียวกัน และเป็นการดำเนินกิจการภายใต้นายจ้างรายเดียวกัน จึงต้องนำจำนวนลูกจ้างของทุกสาขามานับรวมกัน ไม่สามารถแยกนับว่าร้านแต่ละสาขาเป็นนายจ้างคนละรายได้เพียงเพราะตั้งอยู่คนละสถานที่
ดังนั้น เมื่อมีลูกจ้างสาขาละ 5 คน จำนวน 3 สาขา เท่ากับมีลูกจ้างรวม 15 คน จึงเข้าเกณฑ์กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ตามมาตรา 130 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งกำหนดหลักว่า ให้ลูกจ้างสำหรับกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
กล่าวง่าย ๆ คือ กฎหมายพิจารณาถึง ความเป็นนายจ้างและกิจการโดยรวม ไม่ได้พิจารณาเฉพาะจำนวนลูกจ้างที่ประจำอยู่ในแต่ละสาขาเท่านั้น ตัวอย่างเช่น
สาขาที่ 1 มีลูกจ้าง 5 คน
สาขาที่ 2 มีลูกจ้าง 5 คน
สาขาที่ 3 มีลูกจ้าง 5 คน
รวมลูกจ้างของนายจ้างรายเดียวกัน = 15 คน
จึงอยู่ในข่ายที่ต้องดำเนินการเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ทั้งนี้ แนวทางข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการของกองทุนยังระบุในทำนองเดียวกันว่า หากกิจการมีหลายสาขา ให้นับจำนวนลูกจ้างของทุกสาขารวมกัน
อย่างไรก็ตาม ต้องตรวจสอบต่อด้วยว่าลูกจ้างรายนั้น ได้รับยกเว้นหรือไม่ เช่น นายจ้างได้จัดให้ลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือจัดให้มีการสงเคราะห์กรณีลูกจ้างออกจากงานหรือตายตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เพราะมาตรา 130 กำหนดข้อยกเว้นสำหรับกรณีดังกล่าวไว้ด้วย
สำหรับการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบตามกฎหมายปัจจุบัน กำหนดเริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 โดยในช่วงวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2574 ลูกจ้างจ่ายเงินสะสมร้อยละ 0.25 ของค่าจ้าง และนายจ้างจ่ายเงินสมทบอีก ร้อยละ 0.25 ของค่าจ้าง
การมีหลายสาขาไม่ได้ทำให้แยกจำนวนลูกจ้างออกจากกัน หากทั้ง 3 สาขามีนายจ้างคนเดียวกัน ต้องนำลูกจ้างทุกสาขามารวมกัน เมื่อมีลูกจ้างรวม 15 คน จึงถือว่าเป็นกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และต้องดำเนินการให้ลูกจ้างเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เว้นแต่ลูกจ้างนั้นจะเข้าหลักเกณฑ์ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย
ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น
ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน
คลินิกกฎหมายแรงงาน

