ช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจและโครงสร้างธุรกิจเปลี่ยนแปลง เราเห็นบริษัทปรับโครงสร้าง ลดจำนวนพนักงาน หรือยุบตำแหน่งกันมากขึ้น รูปแบบการสิ้นสุดการจ้างจึงมีหลายแบบ บางบริษัทออกหนังสือเลิกจ้างโดยตรง บางแห่งเปิดโครงการให้พนักงานออกจากงาน และบางแห่งใช้วิธีทำบันทึกข้อตกลงกับลูกจ้าง โดยตกลงจ่ายเงินจำนวนหนึ่งเพื่อให้ความสัมพันธ์ในการจ้างสิ้นสุดลงโดยไม่มีข้อพิพาท
ในมุมกฎหมายแรงงาน แต่ละวิธีมีผลแตกต่างกันอยู่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่คนมักลืมคือ วิธีที่ทำให้การจ้างสิ้นสุด อาจส่งผลถึงภาษีของเงินก้อนที่ลูกจ้างได้รับด้วย
หากเป็นการที่นายจ้างเลิกจ้าง และเงินที่จ่ายมีสถานะเป็น “ค่าชดเชย” ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน เงินค่าชดเชยดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ปัจจุบันเฉพาะส่วนที่ไม่เกินค่าจ้างของการทำงาน 400 วันสุดท้าย และไม่เกิน 600,000 บาท สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นไป ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 394 (พ.ศ. 2567)
ดังนั้น จึงไม่ใช่หลักว่า “ค่าชดเชย 600,000 บาทแรกไม่เสียภาษี” ในทุกกรณี เพราะยังมีเพดานอีกชั้นหนึ่งคือ ต้องไม่เกินค่าจ้างของการทำงาน 400 วันสุดท้ายด้วย
ปัญหาน่าสนใจเกิดขึ้นเมื่อบริษัทไม่ได้จ่ายเงินในฐานะค่าชดเชยจากการถูกเลิกจ้าง แต่ใช้วิธีให้พนักงานเข้าร่วมโครงการออกจากงาน ให้ยื่นใบลาออก หรือทำข้อตกลงเพื่อสิ้นสุดความสัมพันธ์ในการจ้าง แล้วตกลงจ่ายเงินจำนวนหนึ่งโดยคำนวณเทียบเท่ากับค่าชดเชยที่พนักงานจะได้รับหากถูกเลิกจ้าง
คำถามคือ ถ้าตัวเลขเท่ากัน คำนวณจากอายุงานเหมือนกัน หรือแม้แต่ใช้สูตรเดียวกับค่าชดเชยตามกฎหมาย เงินก้อนนั้นจะได้รับยกเว้นภาษีเหมือนค่าชดเชยหรือไม่?
คำตอบคือ ไม่จำเป็นค่ะ
หนังสือกรมสรรพากร กค 0702/1316 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2566 เป็นกรณีที่บริษัทปรับโครงสร้างองค์กร โดยพนักงานแสดงเจตนาเข้าร่วมโครงการออกจากงาน และบริษัททำข้อตกลงจ่ายเงินค่าตอบแทนตามโครงการในอัตราเทียบเท่าค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ถึงขนาดใช้เงินเดือนเฉลี่ยเดือนสุดท้ายหาร 30 แล้วคูณด้วย 400 วัน
แต่กรมสรรพากรวินิจฉัยว่า เงินค่าตอบแทนดังกล่าว ไม่ถือเป็นเงินชดเชยการเลิกจ้างตามมาตรา 118 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีในฐานะค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน
พูดง่าย ๆ คือ คำนวณเหมือนค่าชดเชย ไม่ได้แปลว่าเงินนั้นจะกลายเป็นค่าชดเชยตามกฎหมาย
แนวเดียวกันเห็นได้ชัดยิ่งขึ้นจากหนังสือกรมสรรพากร กค 0702/760 ลงวันที่ 28 มกราคม 2553 กรณีบริษัทปรับโครงสร้างและมีการเลิกสัญญาจ้างพนักงานจำนวนหนึ่ง แต่กำหนดให้พนักงานยื่นหนังสือลาออก โดยบริษัทจ่ายเงินให้ในจำนวนเท่ากับค่าชดเชยและผลประโยชน์อื่นที่พนักงานควรได้รับหากถูกเลิกจ้าง และออกหนังสือรับรองการทำงานโดยระบุเหตุแห่งการสิ้นสุดการจ้างว่าเป็น “การลาออก”
กรมสรรพากรวินิจฉัยว่า แม้บริษัทจะจ่ายเงินโดยคำนวณตามหลักเกณฑ์ค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน แต่เมื่อพนักงานยื่นหนังสือลาออก เงินดังกล่าว ไม่ถือเป็นค่าชดเชยการเลิกจ้างตามมาตรา 118 และพนักงานจึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีในฐานะค่าชดเชย
ตรงนี้จึงเป็นประเด็นสำคัญมาก เพราะในสายตาของคนทำงานอาจรู้สึกว่า
“บริษัทก็ให้เท่ากับค่าชดเชยทุกอย่าง แล้วต่างกันตรงไหน?”
ต่างกันตรงที่ จำนวนเงินที่เท่ากัน ไม่ได้ทำให้ฐานทางกฎหมายของเงินเท่ากัน
เงิน 600,000 บาทที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับในฐานะ “ค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน” กับเงิน 600,000 บาทที่นายจ้างตกลงจ่ายเพราะลูกจ้างเข้าร่วมโครงการออกจากงานหรือยื่นใบลาออก อาจมีผลทางภาษีต่างกัน แม้จำนวนเงินบนกระดาษจะเท่ากันทุกบาทก็ตาม
แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องระวังไม่ให้เข้าใจกลับกันว่า เพียงมีคำว่า “ข้อตกลง” เงินนั้นก็จะไม่ใช่ค่าชดเชยเสมอไป
หนังสือกรมสรรพากร กค 0702/881 ลงวันที่ 31 มกราคม 2561 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ลูกจ้างถูกนายจ้างเลิกจ้างจริง แต่ไม่ได้รับค่าชดเชย จึงฟ้องคดีแรงงานเรียกค่าชดเชย 221,700 บาทและค่าเสียหายอื่น ต่อมาคู่ความตกลงกันในชั้นไกล่เกลี่ยให้นายจ้างจ่ายเงินรวม 300,000 บาท
กรณีนี้ แม้สุดท้ายจะมีการ “ตกลงกัน” แต่เหตุแห่งการออกจากงานเดิมคือ นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง และในจำนวนเงินที่ตกลงกันสามารถแยกส่วนที่เป็นค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานออกมาได้ กรมสรรพากรจึงวินิจฉัยให้เงินในส่วนที่เป็นค่าชดเชยได้รับสิทธิยกเว้นภาษีตามหลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับในขณะนั้น
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องดูจึงไม่ใช่เพียงชื่อหัวกระดาษว่าเป็น “หนังสือเลิกจ้าง” “ใบลาออก” “Separation Agreement” หรือ “Mutual Separation Agreement” แต่ต้องดูให้ถึง เหตุแห่งการสิ้นสุดการจ้างและฐานของเงินที่จ่ายจริง
ถ้าลูกจ้างถูกเลิกจ้างจริง และต่อมาเพียงตกลงกันเรื่องจำนวนหรือวิธีการชำระ การมีข้อตกลงไม่ได้ทำให้ค่าชดเชยตามกฎหมายหายไปโดยอัตโนมัติ
แต่ถ้าพนักงานเข้าร่วมโครงการออกจากงานหรือยื่นใบลาออก และบริษัทเพียงตกลงจ่ายเงินโดยใช้จำนวนหรือสูตร “เทียบเท่าค่าชดเชย” ก็ไม่ควรเข้าใจว่าเงินก้อนนั้นจะได้รับสิทธิทางภาษีเช่นเดียวกับค่าชดเชยตามมาตรา 118 เพียงเพราะคำนวณออกมาได้จำนวนเท่ากัน
ดังนั้น ในวันที่ HR หรือผู้บริหารพูดกับลูกจ้างว่า
“บริษัทให้เงินเท่ากับค่าชดเชยทุกอย่าง เพียงแต่ขอให้เซ็นเป็นสมัครใจออก จะได้จบกันสวย ๆ”
ประโยคนี้อาจฟังเหมือนลูกจ้างไม่ได้เสียอะไร เพราะจำนวนเงินบนกระดาษเท่าเดิม แต่ในทางกฎหมายและภาษี “ได้เงินเท่ากัน” ไม่ได้หมายความว่า “ได้เงินประเภทเดียวกัน”
ก่อนเซ็น Separation Agreement, Mutual Separation Agreement หรือเอกสารใดที่เกี่ยวกับการสิ้นสุดการจ้าง จึงไม่ควรดูเพียงว่า “บริษัทให้กี่เดือน” แต่ควรอ่านให้ชัดว่า เอกสารกำหนดเหตุแห่งการออกจากงานว่าอย่างไร และเงินที่บริษัทตกลงจ่ายนั้นจ่ายในฐานะอะไร
บางครั้งการจากกันด้วยดีเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของทั้งสองฝ่ายค่ะ แต่การตกลงกันด้วยดี ไม่ได้หมายความว่ารายละเอียดในเอกสารจะไม่สำคัญ โดยเฉพาะการระบุเหตุแห่งการสิ้นสุดการจ้างและฐานของเงินที่นายจ้างตกลงจ่าย เพราะข้อความเพียงไม่กี่คำอาจทำให้เงินจำนวนเดียวกันมีสถานะทางกฎหมายและผลทางภาษีแตกต่างกัน
ดังนั้น เวลาพิจารณาข้อเสนอให้ออกจากงาน อย่าดูเพียงจำนวนเดือนหรือยอดเงินที่ได้รับ แต่ต้องดูด้วยว่าเงินนั้นจ่ายในฐานะอะไร และเอกสารกำหนดเหตุแห่งการสิ้นสุดการจ้างไว้อย่างไร เพราะเงินอาจเท่ากัน แต่เมื่อฐานทางกฎหมายต่างกัน ผลทางภาษีก็อาจต่างกัน และสุดท้ายเงินที่เหลือถึงมือก็อาจไม่เท่ากันค่ะ
ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น
ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน
คลินิกกฎหมายแรงงาน
ปรึกษามีค่าใช้จ่าย

