ทุกวันนี้บริษัทจำนวนมากจ่ายเงินเดือนด้วยการโอนเข้าบัญชีธนาคาร จนกลายเป็นเรื่องปกติที่แทบไม่มีใครตั้งคำถาม แต่หากวันหนึ่งการโอนเงินเดือนนั้นมีค่าธรรมเนียมเกิดขึ้น คำถามที่ตามมาก็คือ นายจ้างสามารถหักค่าธรรมเนียมนั้นจากเงินเดือนของลูกจ้างได้หรือไม่
เรื่องนี้จริง ๆ แล้วกฎหมายมีคำตอบค่อนข้างชัดค่ะ
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 55 กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด และเงินผลประโยชน์อื่นเนื่องในการจ้าง ณ สถานที่ทำงานของลูกจ้าง เว้นแต่จะจ่าย ณ สถานที่อื่นหรือด้วยวิธีอื่นโดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง ดังนั้น การจ่ายเงินเดือนด้วยวิธีโอนเข้าบัญชีธนาคารจึงสามารถทำได้ เพียงแต่เมื่อเลือกใช้วิธีดังกล่าวแล้ว หากมีค่าธรรมเนียมเกิดขึ้น จะผลักภาระนั้นไปให้ลูกจ้างโดยหักออกจากค่าจ้างได้หรือไม่ ต้องดูมาตรา 76 ต่อ
มาตรา 76 วางหลักไว้ว่า นายจ้างห้ามหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนด เช่น ภาษีเงินได้ ค่าบำรุงสหภาพแรงงาน หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ หนี้ที่เป็นไปเพื่อสวัสดิการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียว เงินประกันหรือค่าเสียหายตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด หรือเงินสะสมตามข้อตกลงเกี่ยวกับกองทุนเงินสะสม
หลักจึงไม่ใช่ว่า “หักได้ถ้าลูกจ้างไม่ว่าอะไร” แต่เป็น “ห้ามหัก เว้นแต่กฎหมายเปิดช่องให้หัก”
ประเด็นค่าธรรมเนียมการโอนเงินเดือนเคยขึ้นไปถึงศาลฎีกาโดยตรงแล้ว ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14541–14551/2557 นายจ้างหักค่าจ้างของลูกจ้างคนละ 10 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 21 เดือน เพื่อเป็นค่าธรรมเนียมที่ธนาคารเรียกเก็บจากการจ่ายค่าจ้างผ่านธนาคาร นายจ้างต่อสู้ว่า การจ่ายค่าจ้างผ่านธนาคารเป็นประโยชน์แก่ลูกจ้าง และลูกจ้างก็รับเงินด้วยวิธีดังกล่าวมาโดยตลอด จึงถือว่ามีข้อตกลงยินยอมกันแล้ว
แต่ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย โดยวินิจฉัยว่า นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างอยู่แล้ว และค่าธรรมเนียมที่เกิดจากการโอนค่าจ้างเข้าบัญชีของลูกจ้าง ไม่ถือเป็นหนี้เพื่อสวัสดิการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียวตามมาตรา 76 (3) นายจ้างจึงไม่มีสิทธิหักค่าธรรมเนียมดังกล่าวออกจากค่าจ้าง และต้องคืนเงินที่หักไปให้ลูกจ้าง
ตรงนี้เป็นจุดสำคัญมาก เพราะศาลไม่ได้มองว่าการโอนเงินเข้าบัญชี “ไม่เป็นประโยชน์” แก่ลูกจ้างเสียทีเดียว แต่พิจารณาว่าค่าธรรมเนียมที่เกิดจากวิธีการจ่ายค่าจ้างนั้น ไม่ใช่หนี้เพื่อสวัสดิการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียวตามความหมายของมาตรา 76
พูดให้ชัดขึ้นก็คือ การที่นายจ้างเลือกใช้ธนาคารเป็นช่องทางในการปฏิบัติหน้าที่จ่ายค่าจ้าง ไม่ได้ทำให้ต้นทุนของช่องทางนั้นกลายเป็นหนี้ของลูกจ้างโดยอัตโนมัติ
ประเด็นที่มักตามมาคือ ถ้าลูกจ้างยินยอมให้หักได้หรือไม่ ซึ่งตรงนี้ต้องอ่านมาตรา 76 ควบคู่กับมาตรา 77
มาตรา 77 กำหนดว่า ในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง หรือมีข้อตกลงเกี่ยวกับการจ่ายเงินหรือการหักเงินตามที่กฎหมายกำหนด ความยินยอมหรือข้อตกลงนั้นต้องทำเป็นหนังสือและให้ลูกจ้างลงลายมือชื่อไว้โดยชัดแจ้ง
แต่การมีหนังสือยินยอม ไม่ได้ทำให้เงินทุกประเภทกลายเป็นเงินที่นายจ้างสามารถหักจากค่าจ้างได้ เพราะต้องพิจารณาก่อนว่า เงินที่จะหักนั้นเป็นเงินประเภทที่มาตรา 76 อนุญาตให้หักหรือไม่ แล้วจึงพิจารณาต่อว่ากรณีนั้นต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างหรือไม่
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ความยินยอมตามมาตรา 77 เป็นเงื่อนไขประกอบการหักในกรณีที่กฎหมายอนุญาต ไม่ใช่ช่องทางที่ทำให้นายจ้างสามารถสร้างรายการหักขึ้นมาใหม่ได้เอง
แนวนี้ยังสอดคล้องกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9384/2558 ซึ่งแม้ไม่ได้เป็นคดีเรื่องค่าธรรมเนียมการโอนเงินเดือนโดยตรง แต่มีประเด็นเรื่องการตีความคำว่า “สวัสดิการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียว” ตามมาตรา 76 (3) คดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการหักค่าที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร ค่าตรวจสุขภาพ ค่าประกันสุขภาพ และค่าใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าว ศาลฎีกาพิจารณาว่า เมื่อการจัดสิ่งเหล่านั้นทำให้นายจ้างสามารถจ้างแรงงานต่างด้าวได้อย่างถูกต้องและนายจ้างเองก็ได้รับประโยชน์ด้วย จึงไม่ถือเป็นสวัสดิการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียวตามมาตรา 76 (3)
หลักเดียวกันนี้ยังปรากฏในหนังสือกองนิติการ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ที่ รง 0505/1467 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 เรื่องการหักค่าจ้างตามมาตรา 76 ซึ่งแม้ข้อเท็จจริงไม่ได้เกี่ยวกับค่าธรรมเนียมการโอนเงินเดือนโดยตรง แต่มีการอธิบายเรื่อง “หนี้ที่เป็นไปเพื่อสวัสดิการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างฝ่ายเดียว” ว่าต้องพิจารณาลักษณะของสวัสดิการและประโยชน์ที่เกิดขึ้นเป็นรายกรณี ไม่ใช่เพียงเรียกค่าใช้จ่ายนั้นว่าสวัสดิการแล้วจะหักจากค่าจ้างได้
เมื่อเอาตัวบท แนวฎีกา และแนวข้อหารือมาวางต่อกัน จะเห็นหลักเดียวกันว่า การหักค่าจ้างต้องเริ่มจากคำถามก่อนว่า “กฎหมายอนุญาตให้หักหรือไม่” ไม่ใช่เริ่มจากคำถามว่า “ลูกจ้างยินยอมหรือไม่”
ดังนั้น หากนายจ้างเลือกจ่ายค่าจ้างโดยการโอนเข้าบัญชีธนาคาร และมีค่าธรรมเนียมเกิดขึ้นจากการโอนนั้น นายจ้างไม่อาจนำค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาหักออกจากค่าจ้างที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ โดยอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายหรือสวัสดิการของลูกจ้างได้ ตามมาตรา 55 ประกอบมาตรา 76 และแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14541–14551/2557
เรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าค่าธรรมเนียม 10 บาทมากหรือน้อย
แต่อยู่ที่ว่า 10 บาทนั้น เป็นเงินที่กฎหมายอนุญาตให้นายจ้างเอาออกจากค่าจ้างของลูกจ้างหรือไม่
เพราะบางครั้ง เงินจำนวนเล็กน้อยอาจไม่ทำให้ใครรู้สึกอะไร
แต่ “สิทธิในการหัก” เป็นอีกเรื่องหนึ่งค่ะ
ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น
ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน
คลินิกกฎหมายแรงงาน

