กรุณารอสักครู่

 

บทความแนะนำ

ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น

hrกฎหมายกฏหมายแรงงานคลินิกกฎหมายแรงงานฎีกาคดีแรงงานทนายคดีแรงงานนายจ้างลูกจ้างวิทยากรกฎหมายแรงงานลาออกเพราะกดดันทางจิตใจ แล้วกลับมาฟ้องว่า “ถูกเลิกจ้าง” ได้ไหม

15 August 2026

ประเภทที่ลาออกเองแล้วกลับมาฟ้องศาลแรงงานว่า จริง ๆ แล้วตัวเอง “ถูกเลิกจ้าง” นี่ก็มีไม่น้อย เหตุผลที่หยิบยกขึ้นมาก็มีหลายแบบ ก่อนที่จะตัดสินใจเขียนใบลาออก ถูกกดดันทางจิตใจมาหลายครั้ง ถูกลดทอนศักดิ์ศรี ถูกด้อยค่าการทำงาน งานที่เคยรับผิดชอบถูกลดลงเรื่อย ๆ หรืออยู่ ๆ ก็มีคนตำแหน่งใกล้เคียงกันเข้ามา แล้วลูกน้องที่เคยขึ้นตรงกับเราก็ค่อย ๆ ถูกโยกไปขึ้นกับเขาหมด จนสุดท้ายรู้สึกว่าอยู่ต่อไปก็ไม่มีความหมาย จึงตัดสินใจลาออก

ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง เราเข้าใจ เพราะการไปทำงานทุกวันในสถานที่ที่ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า หรือเหมือนกำลังถูกผลักออกไปทีละนิด มันไม่ใช่เรื่องเล็ก และกฎหมายก็ไม่ได้บอกว่าลูกจ้างต้องทนทุกอย่างจนถึงวันที่นายจ้างออกหนังสือเลิกจ้างเท่านั้น จึงจะใช้สิทธิได้

แต่สิ่งที่ต้องแยกออกจาก “ความรู้สึกว่าเราถูกบีบให้ออก” คือ ในทางกฎหมาย สิ่งที่นายจ้างทำนั้นคืออะไร

หากสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการเปลี่ยนแปลง “สภาพการจ้าง” ก็มีช่องทางทางกฎหมายให้โต้แย้งได้ตั้งแต่ในขณะที่ยังเป็นลูกจ้าง ไม่จำเป็นต้องลาออกก่อนแล้วค่อยมาฟ้องว่าเป็นการเลิกจ้าง

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 5 ให้นิยาม “สภาพการจ้าง” ครอบคลุมหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน เช่น วันเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง หรือประโยชน์อื่นที่เกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน ส่วนมาตรา 20 วางหลักว่า เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับแล้ว นายจ้างจะทำสัญญาจ้างให้ขัดหรือแย้งกับข้อตกลงนั้นไม่ได้ เว้นแต่จะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า

เพราะฉะนั้น ใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วคิดว่า “เป็นทนายก็พูดได้สิ ใครจะอยากฟ้องนายจ้างทั้งที่ยังเป็นพนักงานอยู่”

แหม…เรื่องที่เราไม่เคยเจอ ก็ไม่ได้แปลว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นเนาะ

มีลูกจ้างใช้สิทธิทางกฎหมายขณะที่ยังทำงานอยู่จริง และคำพิพากษาก็มีให้เห็นจริง

ฎีกาที่ 4030/2561 นายจ้างยุบตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชี ให้ลูกจ้างไปทำงานตำแหน่งพนักงานการเงิน และหยุดจ่ายค่าตำแหน่ง ลูกจ้างฟ้องคดีตั้งแต่ขณะที่ความสัมพันธ์การจ้างยังไม่สิ้นสุด ศาลวินิจฉัยว่าค่าตำแหน่งเป็นค่าจ้าง การลดเงินส่วนนี้เป็นการลดสิทธิประโยชน์ตามสภาพการจ้าง นายจ้างจึงต้องจ่ายส่วนที่ลดลงให้แก่ลูกจ้าง

ฎีกาที่ 7084-7106/2544 นายจ้างเปลี่ยนเวลาจ่ายค่าจ้างจากเวลาที่ปฏิบัติกันมาเดิมโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง ศาลวินิจฉัยว่าเวลาจ่ายค่าจ้างที่ปฏิบัติต่อเนื่องกันมาถือเป็นสภาพการจ้าง และนายจ้างไม่มีสิทธิเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างฝ่ายเดียว

หลักนี้ไม่ได้มีอยู่แต่ในตำรา ลูกจ้างฟ้องกันจริง ๆ ขณะที่ยังทำงานอยู่ก็มี

กลับเข้ามาสู่เรื่องลาออกกันต่อ

(ใครที่สมาธิไม่ยาวเท่าบทความหรือคิดว่ามันเวิ่นเว้อข้ามไปเลยนะไม่ต้องขอสรุปให้เพราะไม่สรุปรำคาญ!!)

ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ ถ้าสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นมาระยะหนึ่ง แล้วคุณมีเวลาเอากลับไปคิด พินิจพิจารณา ชั่งน้ำหนักว่าจะอยู่ต่อหรือจะไป และสุดท้ายคุณเป็นผู้ตัดสินใจยื่นใบลาออกเอง การจะย้อนกลับมาบอกว่า “จริง ๆ นายจ้างเป็นคนเลิกจ้าง” ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพียงเพราะก่อนหน้านั้นคุณไม่มีความสุขกับการทำงาน หรือรู้สึกว่าตัวเองถูกลดบทบาท

ศาลต้องดูข้อเท็จจริงว่า การลาออกนั้นเป็นเจตนาของลูกจ้างเองจริงหรือไม่ หรือเกิดจากการบังคับข่มขู่จนการแสดงเจตนานั้นไม่เป็นอิสระ เส้นแบ่งนี้สำคัญมาก

ฎีกาที่ 2543/2557 นายจ้างบีบคั้นข่มขู่จนลูกจ้างเกิดความกลัวและยอมเขียนใบลาออกทั้งที่ไม่ได้สมัครใจ จากนั้นให้คืนบัตรพนักงานจนกลับเข้าทำงานไม่ได้ ศาลถือว่าการลาออกเป็นโมฆียะ และพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการเลิกจ้าง

อีกคดีที่เห็นภาพในทางกลับกันชัดมากคือ ฎีกาที่ 2816/2557 นายจ้างนำหนังสือลาออกและข้อเสนอเงินพิเศษมาให้ลูกจ้างพิจารณา ลูกจ้างขอเอกสารกลับไปดูที่บ้าน มีเวลาคิดไตร่ตรอง แล้ววันรุ่งขึ้นจึงกลับมาลงนาม ศาลฟังว่าเป็นการตัดสินใจลาออกโดยสมัครใจ ไม่ใช่การเลิกจ้าง

สองคดีนี้ต่างกันตรงไหน? ต่างกันที่ “เสรีภาพในการตัดสินใจ”

กฎหมายไม่ได้ดูเพียงว่าใครเป็นคนพิมพ์ใบลาออก ใครเป็นคนยื่นกระดาษให้ หรือก่อนหน้านั้นความสัมพันธ์ในที่ทำงานดีหรือแย่ แต่ดูพฤติการณ์ทั้งหมดว่า ในขณะที่ลูกจ้างแสดงเจตนาลาออกนั้น เขายังมีอิสระที่จะเลือกอยู่หรือไม่

ถูกข่มขู่จนต้องเซ็น กับได้รับข้อเสนอแล้วเอากลับไปคิดก่อนตัดสินใจเซ็น ผลทางกฎหมายจึงอาจต่างกันโดยสิ้นเชิง

ดังนั้น อย่าเอาสองเรื่องมาปนกัน “นายจ้างปฏิบัติต่อเราไม่เป็นธรรม” เป็นเรื่องหนึ่ง “นายจ้างเลิกจ้างเรา” เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

บางกรณีสิ่งที่นายจ้างทำอาจผิดกฎหมายจริง อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างจริง และลูกจ้างมีสิทธิฟ้องร้องเรียกร้องให้ปฏิบัติให้ถูกต้องได้ แต่ไม่ได้แปลว่า เมื่อเราเลือกลาออกเองแล้ว การกระทำทุกอย่างก่อนหน้านั้นจะถูกแปลงย้อนหลังให้กลายเป็น “นายจ้างเลิกจ้าง” และทำให้เกิดสิทธิค่าชดเชยโดยอัตโนมัติ

สิทธิของลูกจ้างมีไว้ให้ใช้ ไม่ได้มีไว้ให้ต้องลาออกก่อนถึงจะใช้ได้

และในทางกลับกัน การที่เรามีเหตุผลที่ดีมากพอสำหรับการลาออก ก็ไม่ได้แปลว่าในทางกฎหมายเราไม่ได้เป็นคนลาออก

สองประโยคนี้ดูคล้ายกัน แต่เวลาขึ้นศาล ผลต่างกันมากค่ะ

โดยทนายฝ้าย

คลินิกกฎหมายแรงงาน

ปรึกษามีค่าใช้จ่าย