กรุณารอสักครู่

 

บทความแนะนำ

ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น

ใกล้ถึงฤดูแต่งงานเมื่อไร ฝ่ายทรัพยากรบุคคลก็มักได้รับคำถามเดิมอยู่เสมอ

“หนูจะแต่งงาน ต้องยื่นลาอะไรคะ”

บางคนคิดว่าต้องมี “ลาแต่งงาน” เหมือนลาคลอดหรือลาบวช บางคนเลือกใช้ลากิจ บางคนใช้ลาพักร้อน ขณะที่บางบริษัทกลับตอบว่า ไม่มีวันลาประเภทนี้เลย

คำถามจึงไม่ใช่ว่า ควรใช้วันลาอะไร

แต่คือ กฎหมายกำหนดให้มีลาแต่งงานไว้หรือไม่

หลายคนอาจแปลกใจว่า แม้การสมรสจะเป็นเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิต แต่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานกลับไม่ได้กำหนด “วันลาสมรส” หรือ “ลาแต่งงาน” ไว้เป็นสิทธิขั้นต่ำของลูกจ้างแต่อย่างใด

นั่นหมายความว่า บริษัทจะกำหนดให้มีวันลาแต่งงาน 3 วัน 5 วัน หรือจะไม่มีวันลาประเภทนี้เลย ก็สามารถทำได้ เพราะถือเป็นสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้เพิ่มเติมจากสิทธิขั้นต่ำตามกฎหมาย

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเองก็อธิบายไว้ในแนวเดียวกันว่า การลาสมรสเป็นสิทธิที่นายจ้างอาจกำหนดเพิ่มเติมไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ไม่ใช่สิทธิที่กฎหมายบังคับให้นายจ้างทุกแห่งต้องจัดให้

เพราะฉะนั้น ก่อนจะคิดว่าจะลาแบบไหนดี สิ่งแรกที่ควรทำกลับไม่ใช่เปิดกฎหมาย แต่คือเปิด “คู่มือพนักงาน” หรือสอบถามฝ่ายทรัพยากรบุคคลก่อนว่า บริษัทมีวันลาประเภทนี้หรือไม่ หากมี ก็ควรใช้สิทธิตามจำนวนวันและเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด ซึ่งบางแห่งอาจขอสำเนาใบสำคัญการสมรส บัตรเชิญ หรือกำหนดการจัดพิธีประกอบการลา

แต่หากเปิดคู่มือแล้วไม่พบคำว่า “ลาแต่งงาน” เลย ก็ไม่ได้หมายความว่าลูกจ้างจะไม่มีสิทธิหยุดงาน เพราะต้องย้อนกลับมาดูว่า วันที่จะลานั้น มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร

หากเป็นวันที่ต้องเดินทางไปสำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอเพื่อจดทะเบียนสมรส กรณีนี้มีความแตกต่างจากการจัดพิธีแต่งงานอยู่พอสมควร

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 34 รับรองสิทธิของลูกจ้างในการลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็นได้ปีละไม่น้อยกว่า 3 วันทำงาน และมาตรา 57/1 กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างในวันลาดังกล่าวไม่เกิน 3 วันทำงานต่อปี

คำถามต่อมาคือ การจดทะเบียนสมรสถือเป็น “กิจธุระอันจำเป็น” หรือไม่

เรื่องนี้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเคยอธิบายไว้ค่อนข้างชัด โดยยกตัวอย่างกิจธุระที่ลูกจ้างจำเป็นต้องดำเนินการด้วยตนเอง ซึ่งรวมถึงการจดทะเบียนสมรส การทำบัตรประชาชน การทำใบอนุญาตขับรถ และการดำเนินกิจธุระสำคัญของครอบครัว

เพราะฉะนั้น หากลูกจ้างลางานเพื่อไปจดทะเบียนสมรสโดยตรง ก็มีเหตุผลที่จะใช้ “ลากิจธุระอันจำเป็น” ได้ เพียงแต่ยังต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การลาของบริษัท เช่น ยื่นใบลาล่วงหน้า ระบุเหตุผลให้ชัดเจน และแนบหลักฐานหากข้อบังคับกำหนดไว้

อย่างไรก็ตาม หลายคนไม่ได้ลาเพียงวันเดียวเพื่อไปจดทะเบียน แต่ต้องลาเพื่อเตรียมงาน จัดพิธี รับแขก หรือเดินทางไปจัดงานต่างจังหวัด

ตรงนี้เองที่มักเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

เพราะแม้การจดทะเบียนสมรสจะถูกยกตัวอย่างไว้ในคู่มือของกระทรวงแรงงาน แต่กฎหมายไม่ได้บอกว่า การเตรียมงานแต่ง การถ่ายภาพ Pre-wedding การจัดสถานที่ หรือการจัดงานเลี้ยง จะถือเป็นกิจธุระอันจำเป็นทุกกรณีโดยอัตโนมัติ

เมื่อเป็นเช่นนี้ หากบริษัทไม่มีวันลาสมรสโดยเฉพาะ การใช้วันหยุดพักผ่อนประจำปีร่วมด้วยจึงมักเป็นทางเลือกที่ชัดเจนกว่า และช่วยลดข้อโต้แย้งว่าการลาครั้งนั้นเข้าเกณฑ์ “กิจธุระอันจำเป็น” หรือไม่

ส่วนการเดินทางไปฮันนีมูน คำตอบยิ่งชัดเจนกว่าเดิม เพราะโดยสภาพแล้วเป็นการเดินทางเพื่อพักผ่อนมากกว่าการดำเนินกิจธุระที่จำเป็น จึงควรใช้วันหยุดพักผ่อนประจำปี หรือที่หลายคนเรียกกันว่าลาพักร้อน

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานกำหนดให้ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปี มีสิทธิวันหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่า 6 วันทำงาน โดยวันหยุดดังกล่าวยังต้องเป็นไปตามวันที่นายจ้างกำหนดไว้ หรือเป็นวันที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงร่วมกัน

หากวันหยุดพักผ่อนไม่เพียงพอ ลูกจ้างอาจขอลาโดยไม่รับค่าจ้างได้ แต่การลาในลักษณะนี้ไม่ใช่สิทธิที่ลูกจ้างกำหนดได้ฝ่ายเดียว ยังคงต้องได้รับความยินยอมจากนายจ้างก่อนเช่นเดียวกัน

แม้เหตุผลในการลาจะเป็นเรื่องน่ายินดีเพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าลูกจ้างจะสามารถหยุดงานได้โดยไม่ปฏิบัติตามระเบียบของบริษัท

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2771/2530 เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ แม้ข้อเท็จจริงในคดีจะไม่ได้เกี่ยวกับการแต่งงาน แต่ศาลวางหลักสำคัญไว้ว่า การมีเหตุส่วนตัวไม่ได้ทำให้ลูกจ้างละเว้นการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การลาได้ หากลูกจ้างไม่ยื่นใบลา ไม่ส่งเอกสารตามระเบียบ หรือหยุดงานทั้งที่ยังไม่ได้รับอนุญาต การหยุดงานดังกล่าวอาจถูกนับเป็นการขาดงาน และในบางกรณีอาจนำไปสู่การเลิกจ้างได้ตามข้อเท็จจริงของคดีนั้น

ดังนั้น หากกำหนดวันแต่งงานไว้ล่วงหน้า สิ่งที่ควรทำไม่ใช่เพียงจองโรงแรมหรือจองช่างแต่งหน้า แต่ควรวางแผนเรื่องวันลาไปพร้อมกันด้วย เพราะต่อให้เหตุผลในการลาจะสมควรเพียงใด หากไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ก็อาจเกิดปัญหาตามมาได้

ท้ายที่สุดแล้ว การเลือกว่าจะใช้ลาแต่งงาน ลากิจ หรือลาพักร้อน ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกบริษัท สิ่งที่ต้องดูประกอบกันมีทั้งข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน วัตถุประสงค์ของการลา และกิจกรรมที่จะไปดำเนินการในแต่ละวัน

หากบริษัทมีวันลาสมรส ก็ควรใช้สิทธิตามที่บริษัทกำหนด หากเป็นการไปจดทะเบียนสมรส ก็มีเหตุผลที่จะใช้ลากิจธุระอันจำเป็นได้ แต่หากเป็นการจัดพิธี เดินทาง หรือฮันนีมูน การใช้วันหยุดพักผ่อนประจำปีมักเหมาะสมกว่า

เพราะในทางกฎหมาย สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียง “ลูกจ้างมีเหตุผลที่จะลา” แต่คือ การใช้สิทธิให้ถูกประเภท และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การลาที่บริษัทกำหนดไว้ด้วย จึงจะทำให้ทั้งลูกจ้างและนายจ้างสามารถใช้สิทธิและปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ส่วนดิฉันยังไม่มีฤดูแต่งงานเลยค่ะ

มีแต่ฤดูอกหักค่ะ เส้าาาาอ่ะ

โดยทนายฝ้าย

คลินิกกฎหมายแรงงาน

ปรึกษามีค่าใช้จ่าย