หลายคดีไม่ได้แพ้กันเพราะไม่มีหลักฐาน แต่แพ้กันเพราะนำหลักฐานเข้าสู่คดีไม่ถูกเวลา
บางคนคิดว่า เพียงนำเอกสารหรือภาพถ่ายมาแนบท้ายแถลงการณ์ปิดคดี ศาลก็ย่อมมองเห็นข้อเท็จจริงนั้นและนำไปใช้วินิจฉัยได้ แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7907/2561 แสดงให้เห็นชัดว่า การที่เอกสารปรากฏอยู่ในสำนวน ไม่ได้หมายความว่าเอกสารนั้นจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง หรือใช้เพิ่มเติมข้อเท็จจริงที่ไม่ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นได้เสมอไป
ใครที่ยังนึกภาพไม่ออก ลองมาฟังเรื่องนี้ มีคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องอยู่คดีหนึ่ง คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7907/2561
เรื่องเริ่มจากเหตุฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน น้ำจากหลังคาและน้ำจากเชิงเขาไหลเข้ามาภายในอาคาร ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน ประตูด้านหน้าอาคารปิดอยู่ น้ำจึงไม่สามารถไหลออกไปได้และเกิดน้ำขังภายในโชว์รูม
จากเหตุการณ์ดังกล่าวจึงเกิดข้อพิพาทว่า สภาพที่เกิดขึ้นจะถือเป็น “น้ำท่วม” ตามความหมายในกรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สินหรือไม่
เมื่อคดีขึ้นสู่ศาล คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกันว่า เหตุการณ์เป็นไปตามที่โจทก์บรรยายไว้ในคำฟ้องทุกประการ และขอให้ศาลวินิจฉัยเพียงว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ในความหมายของคำว่า “น้ำท่วม” ตามกรมธรรม์หรือไม่
ตรงนี้สำคัญ เพราะเมื่อคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกันแล้ว ข้อเท็จจริงที่ศาลจะนำไปใช้วินิจฉัยย่อมต้องอยู่ภายในกรอบที่คู่ความทั้งสองฝ่ายรับกันไว้ ไม่ใช่มีข้อเท็จจริงใหม่เพิ่มเข้ามาภายหลังโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้มีโอกาสต่อสู้หรือโต้แย้งในกระบวนพิจารณาอย่างเต็มที่
ต่อมา หลังจากการสืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว ในช่วงแถลงการณ์ปิดคดี โจทก์ได้นำภาพถ่ายโชว์รูมมาแนบท้ายแถลงการณ์ ภาพถ่ายดังกล่าวทำให้เห็นว่าบริเวณด้านหลังโชว์รูมเป็นพื้นที่ป่าเขา ศาลอุทธรณ์จึงนำภาพถ่ายนั้นมาประกอบการวินิจฉัยว่า มีน้ำป่าไหลล้นเข้าท่วมพื้นที่เกิดเหตุ
ฟังดูแล้ว หลายคนอาจรู้สึกว่า ภาพถ่ายก็เพียงช่วยให้ศาลเห็นสภาพพื้นที่ชัดขึ้น และทำให้เข้าใจเหตุการณ์ได้ครบถ้วนกว่าเดิม แล้วเหตุใดศาลจะนำมาวินิจฉัยไม่ได้ แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ ภาพถ่ายนั้นไม่ได้แนบท้ายคำฟ้องมาตั้งแต่ต้น และไม่ได้ถูกนำเข้าสู่กระบวนพิจารณาในช่วงที่คู่ความยังมีโอกาสตรวจสอบ โต้แย้ง และนำพยานหลักฐานมาหักล้าง หากแต่เพิ่งปรากฏในตอนแนบท้ายแถลงการณ์ปิดคดี หลังจากการสืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว
พูดอย่างง่ายที่สุด คือ กระบวนพิจารณาคดีย่อมต้องเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายรู้ว่าอีกฝ่ายจะอ้างข้อเท็จจริงหรือใช้พยานหลักฐานใด เพื่อจะได้เตรียมคำโต้แย้งและพยานหลักฐานของตนได้อย่างเป็นธรรม
หากฝ่ายหนึ่งรอจนกระทั่งฟังพยานของอีกฝ่ายทั้งหมดแล้ว เห็นแนวทางการต่อสู้คดีครบถ้วนแล้ว จากนั้นจึงนำเอกสารใหม่เข้ามาในตอนปิดคดี อีกฝ่ายย่อมไม่มีโอกาสตรวจสอบหรือโต้แย้งเอกสารนั้นได้
ประเด็นจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าเอกสารนั้นจริงหรือไม่ หรือช่วยให้ศาลเห็นภาพชัดขึ้นเพียงใด แต่อยู่ที่ว่าเอกสารถูกนำเข้าสู่กระบวนพิจารณาอย่างถูกต้องและเป็นธรรมต่อคู่ความอีกฝ่ายหรือไม่
ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ภาพถ่ายที่แนบท้ายแถลงการณ์ปิดคดีไม่ใช่เอกสารท้ายคำฟ้อง และไม่อาจถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องได้
เมื่อภาพถ่ายดังกล่าวถูกนำมาใช้เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า ด้านหลังโชว์รูมเป็นป่าเขาและมีน้ำป่าไหลเข้าท่วมพื้นที่ ข้อเท็จจริงส่วนนี้จึงเป็นข้อเท็จจริงอื่นนอกเหนือจากที่โจทก์และจำเลยแถลงรับกันไว้
ศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจนำภาพถ่ายนั้นมารับฟัง แล้ววินิจฉัยเพิ่มเติมจากข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้นได้
เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า แถลงการณ์ปิดคดีมีหน้าที่สรุปและอธิบายคดี ไม่ใช่นำคดีชุดใหม่เข้ามาในตอนท้าย คู่ความสามารถใช้แถลงการณ์ปิดคดีเพื่อชี้ให้ศาลเห็นว่า พยานหลักฐานที่นำสืบมาแล้วมีน้ำหนักอย่างไร ข้อเท็จจริงที่ปรากฏเชื่อมโยงกันอย่างไร และควรปรับใช้ข้อกฎหมายอย่างไร แต่แถลงการณ์ปิดคดีไม่ใช่พื้นที่สำหรับเพิ่มเติมข้อเท็จจริงใหม่ หรือนำหลักฐานชิ้นใหม่เข้ามาเพื่อเติมช่องว่างของคดีภายหลังจากที่การสืบพยานสิ้นสุดลงแล้ว
ถึงแม้เอกสารนั้นจะมีประโยชน์ต่อคดี หรือช่วยให้เห็นภาพชัดเจนเพียงใด แต่หากไม่ได้ยกขึ้นกล่าวอ้างและนำเข้าสู่กระบวนพิจารณาอย่างถูกต้อง ศาลก็อาจไม่สามารถนำมาใช้เป็นฐานในการวินิจฉัยได้
สำหรับคดีแรงงาน หลักคิดนี้ก็สำคัญไม่ต่างกัน
ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเตือน บันทึกการสอบสวน ภาพจากกล้องวงจรปิด รายงานผลการทำงาน อีเมล หรือข้อความสนทนา หากต้องการใช้ข้อเท็จจริงหรือเอกสารใดเป็นฐานแห่งข้ออ้างหรือข้อต่อสู้ ก็ควรกล่าวอ้างให้ชัดในคำฟ้อง คำให้การ หรือยกขึ้นนำสืบภายในเวลาที่กฎหมายและศาลกำหนด ไม่ควรรอจนถึงแถลงการณ์ปิดคดีแล้วจึงค่อยแนบเอกสารเข้ามา โดยหวังว่าเอกสารนั้นจะช่วยเติมข้อเท็จจริงส่วนที่ขาดหายไป
เพราะแถลงการณ์ปิดคดีอาจเป็นโอกาสสุดท้ายในการอธิบายคดี แต่ไม่ใช่โอกาสใหม่ในการสร้างข้อเท็จจริงขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง
คดีจึงไม่ได้พิจารณาเพียงว่าเรามีหลักฐานอะไรอยู่ในมือ แต่ยังพิจารณาด้วยว่า เรานำหลักฐานนั้นเข้าสู่คดีเมื่อใด และนำเข้ามาโดยถูกต้องหรือไม่
บางครั้งหลักฐานที่ดีที่สุด หากนำมาผิดเวลา ก็อาจไม่มีโอกาสได้ทำหน้าที่ของมันเลย
โดยทนายฝ้าย
คลินิกกฎหมายแรงงาน
ปรึกษามีค่าใช้จ่าย

