Please wait ...

 

hrกฎหมายกฏหมายแรงงานคลินิกกฎหมายแรงงานฎีกาคดีแรงงานทนายคดีแรงงานนายจ้างลูกจ้างวิทยากรกฎหมายแรงงานรับบำนาญประกันสังคมตั้งแต่อายุ 55 ปี แต่ยังทำงานต่อถึงอายุ 60 ปี เมื่อเกษียณแล้วจะได้ค่าชดเชยอีกไหม

คำถามนี้หลายคนอาจตอบทันทีว่า “ได้” เพราะเงินบำนาญประกันสังคมกับค่าชดเชยเป็นเงินคนละส่วนกัน ซึ่งหลักคิดนี้ไม่ผิดค่ะ แต่ก่อนจะไปถึงคำตอบเรื่องค่าชดเชย มีจุดหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกเสียก่อนว่า การมีอายุครบ 55 ปี ไม่ได้หมายความว่าลูกจ้างสามารถเลือกออกจากประกันสังคมมาตรา 33 เพื่อรับบำนาญ แล้วทำงานเป็นลูกจ้างของนายจ้างเดิมต่อไปตามปกติได้โดยอัตโนมัติ

ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 77 ทวิ ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ แต่หากในขณะนั้นความเป็นผู้ประกันตนยังไม่สิ้นสุด สิทธิรับบำนาญจะเริ่มตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ส่วนผู้ประกันตนตามมาตรา 33 นั้น มาตรา 38 กำหนดให้ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงเมื่อผู้ประกันตนตายหรือสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง

หลักนี้ปรากฏชัดในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3307/2567 ซึ่งวินิจฉัยว่า การมีสิทธิได้รับบำนาญชราภาพต้องประกอบด้วยเงื่อนไขสำคัญ คือ ส่งเงินสมทบครบตามที่กฎหมายกำหนด มีอายุครบ 55 ปี และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงแล้ว

เพราะฉะนั้น ถ้ามีคนบอกว่า “ฉันรับบำนาญประกันสังคมตั้งแต่อายุ 55 ปี แต่ยังทำงานต่อกับบริษัทเดิมจนถึง 60 ปี” สิ่งที่ต้องถามต่อไม่ใช่เพียงว่าเกษียณแล้วจะได้ค่าชดเชยไหม แต่ต้องดูข้อเท็จจริงด้วยว่า ตอนอายุ 55 ปีนั้น ความเป็นลูกจ้างเดิมเคยสิ้นสุดลงหรือไม่ และการทำงานหลังจากนั้นมีสถานะทางกฎหมายอย่างไร

อย่างไรก็ตาม สมมติว่าเมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับบำนาญชราภาพโดยชอบ และในช่วงหลังจากนั้นยังมีความสัมพันธ์ในฐานะลูกจ้างกับบริษัทอยู่ ประเด็นเรื่อง “บำนาญประกันสังคม” กับ “ค่าชดเชยเมื่อเกษียณ” ก็ต้องแยกออกจากกัน เพราะเป็นสิทธิที่เกิดจากกฎหมายคนละฉบับและมีวัตถุประสงค์ต่างกัน

เงินบำนาญชราภาพเป็นประโยชน์ทดแทนจากกองทุนประกันสังคม ส่วนค่าชดเชยเป็นหน้าที่ของนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานเมื่อมีการเลิกจ้างตามที่กฎหมายกำหนด การได้รับบำนาญประกันสังคมมาก่อน จึงไม่ได้เป็นเหตุในตัวเองที่ทำให้ลูกจ้างหมดสิทธิค่าชดเชย และไม่มีกฎหมายให้นายจ้างนำเงินบำนาญที่ลูกจ้างได้รับจากกองทุนประกันสังคมมาหักออกจากค่าชดเชยที่นายจ้างต้องจ่าย

ทีนี้จึงกลับมาที่คำถามว่า ถ้าทำงานต่อจนถึงอายุ 60 ปีแล้วเกษียณ จะได้ค่าชดเชยหรือไม่

มาตรา 118/1 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดให้การเกษียณอายุตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน หรือตามที่นายจ้างกำหนดไว้ ถือเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง ดังนั้น หากบริษัทกำหนดอายุเกษียณไว้ที่ 60 ปี และเมื่อถึงกำหนดแล้วให้ลูกจ้างพ้นจากงาน การสิ้นสุดการจ้างเพราะเกษียณอายุนั้นถือเป็นการเลิกจ้าง และนายจ้างมีหน้าที่จ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118

แต่คำว่า “อายุครบ 60 ปี” กับ “เกษียณอายุ” ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นพร้อมกันเสมอไป หากอายุครบ 60 ปีแล้วบริษัทไม่ได้ให้พ้นจากงาน แต่ยังคงให้ทำงานและจ่ายค่าจ้างต่อ ความสัมพันธ์ในการจ้างก็อาจยังไม่สิ้นสุดลงเพียงเพราะตัวเลขอายุเปลี่ยนจาก 59 เป็น 60 ปี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3114/2567 อธิบายหลักของมาตรา 118/1 ว่า การเกษียณจะเป็นการเลิกจ้างเมื่อถึงกำหนดเกษียณแล้วนายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อและไม่จ่ายค่าจ้าง แต่หากข้อเท็จจริงยังมีการทำงานต่อ ต้องพิจารณาความสัมพันธ์และข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาว่าสัญญาจ้างเดิมสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่ หลักในทำนองเดียวกันปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6828/2543 ซึ่งกรณีนั้นแม้นายจ้างมีระเบียบให้เกษียณเมื่ออายุ 60 ปี แต่ยังให้ลูกจ้างทำงานและจ่ายค่าจ้างต่อ ศาลจึงไม่ถือว่ามีการเลิกจ้างในวันที่ครบอายุเกษียณ

แล้วถ้าบริษัทไม่เคยกำหนดอายุเกษียณไว้เลยล่ะ?

กฎหมายก็ไม่ได้ปล่อยให้ลูกจ้างต้องทำงานไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีวันที่จะใช้สิทธิเกษียณค่ะ เพราะมาตรา 118/1 วรรคสองกำหนดไว้ว่า หากไม่มีการตกลงหรือกำหนดอายุเกษียณ หรือกำหนดไว้เกินกว่า 60 ปี ลูกจ้างที่มีอายุครบ 60 ปีขึ้นไปมีสิทธิแสดงเจตนาเกษียณอายุต่อนายจ้างได้ โดยมีผลเมื่อครบ 30 วันนับแต่วันที่แสดงเจตนา และนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118

ดังนั้น หากต้องการใช้สิทธิตามบทบัญญัตินี้ ก็ควรแสดงเจตนาให้ชัดว่าเป็นการ “เกษียณอายุตามมาตรา 118/1” ไม่ใช่เขียนใบลาออกทั่วไป เพราะการลาออกโดยสมัครใจกับการเกษียณอายุที่กฎหมายให้ถือเป็นการเลิกจ้าง มีผลต่อสิทธิค่าชดเชยต่างกัน

แต่จุดที่สำคัญมากสำหรับคำถามนี้คือ ถ้าเริ่มรับบำนาญตั้งแต่อายุ 55 ปี แล้วทำงานต่อถึง 60 ปี เวลาคิดค่าชดเชยจะนับอายุงานอย่างไร

คำตอบคือ อย่าเพิ่งเอาเลข 55 มาเป็นจุดตัดอายุงานค่ะ ต้องย้อนกลับไปดูว่าในวันที่ออกจากระบบประกันสังคมเพื่อให้เกิดสิทธิรับบำนาญนั้น สัญญาจ้างแรงงานเดิมสิ้นสุดลงจริงหรือไม่

หากไม่มีการสิ้นสุดสัญญาจ้างเดิม และข้อเท็จจริงแสดงว่าความสัมพันธ์ในการจ้างยังดำเนินต่อเนื่อง นายจ้างยังให้ทำงานและจ่ายค่าจ้างตามปกติ การนับอายุงานก็ต้องพิจารณาจากความต่อเนื่องของการจ้างจริง ไม่ใช่ตัดอายุงานทิ้งโดยอัตโนมัติเพียงเพราะเริ่มได้รับบำนาญประกันสังคม

ในทางกลับกัน หากตอนอายุ 55 ปีมีการสิ้นสุดสัญญาจ้างเดิมจริง มีการพ้นสภาพลูกจ้าง และต่อมาบริษัทรับกลับเข้าทำงานภายใต้การจ้างครั้งใหม่ เรื่องอายุงานก็อาจแตกต่างออกไป เพราะต้องพิจารณาว่าเป็นการจ้างต่อเนื่องหรือเป็นสัญญาจ้างใหม่ตามข้อเท็จจริงและข้อตกลงของคู่สัญญา

เรื่องนี้จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะคำพิพากษาศาลฎีกาไม่ได้วางหลักว่า “ทำงานต่อหลังเกษียณ = อายุงานต้องต่อเนื่องเสมอ” ตัวอย่างเช่น ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3196/2551 เมื่อข้อบังคับกำหนดให้ลูกจ้างพ้นสภาพเมื่อครบอายุเกษียณ สัญญาจ้างเดิมจึงสิ้นสุดลง และการให้ทำงานต่อภายหลังเป็นการทำสัญญาจ้างแรงงานขึ้นใหม่ แตกต่างจากกรณีที่ข้อเท็จจริงแสดงว่าสัญญาเดิมยังไม่เคยสิ้นสุดลง

เมื่อรู้แล้วว่าอายุงานที่ต้องนำมาคำนวณมีเท่าใด จึงนำไปเทียบกับอัตราค่าชดเชยตามมาตรา 118 เช่น หากอายุงานครบ 10 ปีแต่ไม่ครบ 20 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน และหากทำงานครบ 20 ปีขึ้นไป มีสิทธิได้รับไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน

เพราะฉะนั้น คำตอบของคำถามว่า “รับบำนาญประกันสังคมตั้งแต่อายุ 55 ปี แต่ยังทำงานต่อถึงอายุ 60 ปี เมื่อเกษียณแล้วจะได้ค่าชดเชยอีกไหม?”

คำตอบคือ มีสิทธิได้รับค่าชดเชยได้ค่ะ หากการสิ้นสุดการจ้างเมื่ออายุ 60 ปีเป็นการเกษียณอายุที่เข้าหลักมาตรา 118/1 เพราะการได้รับบำนาญประกันสังคมไม่ได้ตัดสิทธิค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

แต่สิ่งที่ไม่ควรรีบตอบเหมารวมคือ “จะนับอายุงานทั้งหมดตั้งแต่วันแรกจนถึงอายุ 60 ปีแน่นอน” เพราะต้องตรวจสอบก่อนว่า ตอนอายุ 55 ปีที่สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนเพื่อรับบำนาญนั้น ความเป็นลูกจ้างและสัญญาจ้างเดิมสิ้นสุดลงด้วยหรือไม่ หากไม่เคยสิ้นสุด การนับอายุงานก็เป็นอีกแบบหนึ่ง แต่หากสัญญาเดิมสิ้นสุดและภายหลังเกิดการจ้างใหม่ การคำนวณก็อาจเป็นอีกแบบหนึ่ง

นี่จึงเป็นเรื่องที่ต้องแยกให้ออกระหว่าง “ออกจากประกันสังคม” “ออกจากงาน” และ “เกษียณอายุ” เพราะสามคำนี้ไม่ใช่คำเดียวกัน และไม่ได้ทำให้เกิดผลทางกฎหมายอย่างเดียวกันเสมอไป

สุดท้ายนี้อยากจะฝากว่า การให้ลูกจ้างพ้นจากงานเมื่อถึงกำหนดเกษียณ ไม่ได้หมายความว่านายจ้างกำลังทอดทิ้งลูกจ้างเพราะอายุมากขึ้น กฎหมายเองก็ยอมรับการเกษียณอายุและกำหนดผลของมันไว้ เพียงแต่เมื่อความสัมพันธ์ในการจ้างสิ้นสุดลง นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้าง และสิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับให้ครบถ้วนตามกฎหมาย

สิทธิของลูกจ้างต้องได้ครบ
แต่ความรับผิดของนายจ้างก็ต้องมีขอบเขต

อย่าเอาความรู้สึกเรื่องความแก่ มาปะปนกับสิทธิทางกฎหมายจนกลายเป็นว่า เมื่อลูกจ้างมีอายุมากขึ้น นายจ้างจะต้องรับผิดชอบชีวิตของลูกจ้างต่อไปโดยไม่มีวันสิ้นสุดค่ะ

ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น
ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน
คลินิกกฎหมายแรงงาน | ปรึกษามีค่าใช้จ่าย