กรุณารอสักครู่

 

บทความแนะนำ

ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น

คดีแรงงานเป็นคดีที่ลูกจ้างหรือนายจ้างสามารถดำเนินคดีด้วยตนเองได้ ไม่ได้มีกฎหมายบังคับว่าจะต้องแต่งตั้งทนายความ และกฎหมายยังออกแบบวิธีการฟ้องคดีให้ประชาชนเข้าถึงศาลได้สะดวกกว่าคดีแพ่งทั่วไป

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 35 กำหนดว่า โจทก์อาจยื่นคำฟ้องเป็นหนังสือ หรือมาแถลงข้อหาด้วยวาจาต่อหน้าศาลก็ได้ หากโจทก์มาแถลงด้วยวาจา ศาลมีอำนาจสอบถามตามความจำเป็น แล้วบันทึกรายการแห่งข้อหา อ่านให้โจทก์ฟัง และให้โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ เอกสารเผยแพร่ของศาลแรงงานยังอธิบายแนวทางปฏิบัติว่า ผู้ฟ้องอาจใช้แบบพิมพ์ของศาล หรือมาฟ้องด้วยวาจาโดยมีเจ้าหน้าที่ช่วยจัดทำคำฟ้องได้

แม้จะมีเจ้าหน้าที่ช่วยเรียบเรียงคำฟ้อง แต่เจ้าของเรื่องยังคงเป็นผู้ที่รู้ข้อเท็จจริงดีที่สุด ก่อนลงลายมือชื่อจึงควรอ่านคำฟ้องทั้งหมดให้ละเอียด ตรวจดูว่าชื่อคู่ความ เหตุการณ์ จำนวนเงิน และสิ่งที่ต้องการให้ศาลมีคำพิพากษานั้นตรงกับข้อเท็จจริงและความประสงค์ของเราหรือไม่

สิ่งแรกที่ควรตรวจสอบคือ เราทำงานให้ใคร และบุคคลใดเป็นนายจ้างตามกฎหมาย เพราะชื่อทางการค้า ชื่อสถานประกอบการ และชื่อนิติบุคคลอาจไม่ใช่ชื่อเดียวกันเสมอไป

หากนายจ้างเป็นบริษัท ควรคัดหนังสือรับรองนิติบุคคลฉบับปัจจุบันเพื่อตรวจสอบชื่อบริษัท เลขทะเบียน ที่ตั้งสำนักงาน และผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท หากเป็นมูลนิธิ สมาคม โรงเรียน หรือกิจการในรูปแบบอื่น ก็ควรตรวจสอบเอกสารการจัดตั้งและสถานะขององค์กรนั้นให้ถูกต้อง การระบุจำเลยให้ตรงกับบุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็นนายจ้างจะช่วยลดปัญหาเรื่องตัวคู่ความ การส่งหมาย และการบังคับคดีภายหลัง

จากนั้นจึงตรวจสอบหลักฐานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในการจ้างงาน หากมีสัญญาจ้าง หนังสือแต่งตั้ง หนังสือปรับตำแหน่ง หรือหนังสือแจ้งค่าจ้าง ก็ควรนำไปประกอบการจัดทำคำฟ้อง แต่หากไม่มีสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร อาจรวบรวมหลักฐานอื่นที่แสดงว่าเราเข้าทำงานในฐานะลูกจ้าง เช่น สลิปเงินเดือน รายการเดินบัญชี หนังสือรับรองการทำงาน บัตรพนักงาน ตารางเวลาทำงาน เอกสารประกันสังคม อีเมลหรือข้อความสั่งงาน

หลักฐานเหล่านี้ควรช่วยตอบคำถามพื้นฐานให้ได้ว่า เริ่มทำงานเมื่อใด ทำงานตำแหน่งอะไร ได้รับค่าจ้างเท่าใด กำหนดจ่ายค่าจ้างวันไหน มีเงินหรือประโยชน์ตอบแทนอื่นใดบ้าง ทำงานที่ใด อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของใคร และสภาพการจ้างที่ตกลงกันไว้เป็นอย่างไร

ส่วนสำคัญต่อมาคือ “มูลเหตุแห่งการฟ้องคดี” ซึ่งต้องเรียบเรียงตามลำดับเหตุการณ์ให้เข้าใจได้ว่า เกิดอะไรขึ้น เมื่อใด ใครเป็นผู้กระทำ และเหตุใดจึงเห็นว่าสิทธิของเราถูกโต้แย้ง

หากเป็นคดีเลิกจ้าง ควรระบุวันเลิกจ้าง วันที่การเลิกจ้างมีผล เหตุผลที่นายจ้างแจ้งเลิกจ้าง ค่าจ้างอัตราสุดท้าย และเงินที่นายจ้างจ่ายหรือยังไม่ได้จ่าย หากมีหนังสือเลิกจ้าง หนังสือเตือน บันทึกการสอบสวน หรือข้อความแจ้งเลิกจ้าง ก็ควรนำมาใช้ตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย

หากเป็นกรณีเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง ควรระบุว่าสภาพการจ้างเดิมเป็นอย่างไร นายจ้างเปลี่ยนแปลงเรื่องใด เริ่มเปลี่ยนเมื่อใด และการเปลี่ยนแปลงนั้นส่งผลต่อค่าจ้าง ตำแหน่ง หน้าที่ เวลาทำงาน สถานที่ทำงาน หรือสิทธิประโยชน์อย่างไร โดยควรมีเอกสารหรือหลักฐานแสดงทั้งสภาพเดิมและสิ่งที่ถูกเปลี่ยนแปลง ไม่ควรเขียนเพียงว่า “นายจ้างทำไม่ถูกต้อง” โดยไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ

แม้วิธีพิจารณาคดีแรงงานจะมีลักษณะยืดหยุ่นและศาลมีบทบาทในการค้นหาข้อเท็จจริง แต่คำฟ้องก็ยังต้องแสดงให้ชัดเจนว่าโจทก์อ้างสิทธิจากเหตุใดและประสงค์จะให้ศาลบังคับอะไร เนื่องจากมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้โดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดกับวิธีพิจารณาคดีแรงงาน หลักตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 จึงกำหนดให้คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับ

คำขอบังคับจึงไม่ควรเขียนกว้าง ๆ เพียงว่า “ขอให้ศาลให้ความเป็นธรรม” แต่ต้องระบุให้ชัดว่าประสงค์จะเรียกเงินประเภทใด จำนวนเท่าใด เช่น ค่าจ้างค้างจ่าย ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี หรือค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พร้อมแสดงวิธีคำนวณตามข้อเท็จจริงและบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 52 กำหนดว่า ศาลแรงงานจะพิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ได้ แม้กฎหมายจะเปิดช่องว่า หากศาลเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ ศาลอาจพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอบังคับได้ แต่ข้อยกเว้นดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าผู้ฟ้องจะละเว้นการระบุข้อเท็จจริงหรือคำเรียกร้องที่สำคัญแล้วคาดหวังให้ศาลเพิ่มเติมคดีให้ทั้งหมด

ก่อนลงลายมือชื่อในคำฟ้องจึงควรตรวจอีกครั้งว่า ชื่อโจทก์และจำเลยถูกต้องหรือไม่ วันเริ่มงาน วันเลิกจ้าง ตำแหน่งและค่าจ้างตรงกับหลักฐานหรือไม่ เหตุการณ์สำคัญถูกเรียงตามลำดับหรือยัง เงินแต่ละประเภทคำนวณอย่างไร และคำขอท้ายฟ้องครอบคลุมสิทธิที่ต้องการเรียกร้องครบถ้วนหรือไม่

การฟ้องคดีให้ครบถ้วนจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ได้หมายความว่าเขียนคำฟ้องได้สิบเต็มสิบแล้วจะชนะคดีสิบเต็มสิบ เพราะผลของคดียังขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน ภาระการพิสูจน์ ข้อต่อสู้ของอีกฝ่าย ตลอดจนบทกฎหมายที่ใช้กับเหตุการณ์เฉพาะของแต่ละคดี

ก่อนถามว่าจะฟ้องอย่างไร จึงต้องตอบให้ได้ก่อนว่า สิทธิที่เรากำลังเรียกร้องนั้นมีกฎหมายรองรับหรือไม่ และข้อเท็จจริงของเราเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายนั้นจริงเพียงใด

คำตอบควรเริ่มจากตัวบทกฎหมาย ข้อหารือของหน่วยงานที่มีอำนาจ และคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เลือกเชื่อเพียงข้อความบนอินเทอร์เน็ตที่ตรงกับสิ่งที่เราอยากได้ยิน เพราะในห้องพิจารณาคดี สิ่งที่ตัดสินคดีไม่ใช่ความรู้สึกว่าใครน่าสงสารกว่า แต่คือข้อเท็จจริงใดพิสูจน์ได้ และสิทธิใดมีกฎหมายรับรอง

โดยทนายฝ้าย

คลินิกกฎหมายแรงงาน

ปรึกษามีค่าใช้จ่าย