เวลาคดีแรงงานสิ้นสุดลง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายลูกจ้างหรือฝ่ายนายจ้างที่แพ้คดี มักจะมีคำถามตามมาว่า
“อีกฝ่ายโกหกในศาล แบบนี้แจ้งความข้อหาเบิกความเท็จได้ใช่ไหม?”
คำตอบคือ ไม่ใช่ทุกกรณี
หลายคนเข้าใจว่า หากศาลไม่เชื่อคำเบิกความของอีกฝ่าย หรือศาลพิพากษาให้อีกฝ่ายแพ้คดี แสดงว่าอีกฝ่ายเบิกความเท็จ
แต่ในทางกฎหมาย การที่ศาลไม่รับฟังคำเบิกความ กับ การกระทำความผิดฐานเบิกความเท็จ เป็นคนละเรื่องกัน
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 กำหนดความผิดฐานเบิกความเท็จไว้ แต่การจะเป็นความผิดตามมาตรานี้ ไม่ใช่เพียงพิสูจน์ได้ว่าผู้เบิกพูดไม่ตรงกับความเป็นจริงเท่านั้น ยังต้องมีองค์ประกอบของความผิดครบถ้วนด้วย
1. ต้องเป็นการเบิกความต่อศาลในการพิจารณาคดี
มาตรา 177 ใช้กับการเบิกความของพยานต่อศาลในการพิจารณาคดีเท่านั้น หากเป็นการพูดคุยนอกรอบ การให้สัมภาษณ์ หรือการให้ข้อมูลกับบุคคลอื่น ย่อมไม่อยู่ในบังคับของมาตรานี้
2. ผู้เบิกต้องรู้อยู่แล้วว่าข้อความที่ตนเบิกนั้นเป็นเท็จ แต่ยังจงใจเบิกเช่นนั้น
องค์ประกอบสำคัญของความผิด คือ เจตนา
หากเป็นเรื่องที่จำคลาดเคลื่อน จำเหตุการณ์ผิด เข้าใจข้อเท็จจริงไม่ตรงกัน หรือแต่ละฝ่ายรับรู้เหตุการณ์แตกต่างกัน แม้ศาลจะไม่เชื่อคำเบิกความนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จทันที
3. ข้อความที่เบิกต้องเป็น “สาระสำคัญของคดี”
นี่เป็นองค์ประกอบที่หลายคนไม่ทราบ
การเบิกความอันเป็นเท็จที่จะเป็นความผิดตามมาตรา 177 ไม่ใช่ข้อความเท็จทุกเรื่อง แต่ต้องเป็นข้อความที่เกี่ยวกับ ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลต้องนำไปวินิจฉัย และเป็นข้อเท็จจริงที่อาจมีผลต่อการแพ้หรือชนะคดี
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากตัดข้อความนั้นออกไป หรือเปลี่ยนจากความเท็จเป็นความจริง แล้วผลของคดีอาจเปลี่ยนแปลงได้ ข้อความนั้นจึงถือว่าเป็น “สาระสำคัญของคดี”
แต่หากเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย แม้จะไม่ตรงกับความจริง ก็ยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานเบิกความเท็จ
ยกตัวอย่างเช่น
ในคดีที่นายจ้างอ้างว่าเลิกจ้างเพราะลูกจ้างขาดงาน หากลูกจ้างเบิกความว่า “ไม่เคยขาดงานเลย” ทั้งที่มีหลักฐานชัดเจนว่าขาดงาน และประเด็นนี้เป็นเหตุแห่งการเลิกจ้าง ข้อความดังกล่าวย่อมเป็นข้อสำคัญของคดี เพราะมีผลต่อการวินิจฉัยว่าการเลิกจ้างชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ในทางกลับกัน หากพยานเบิกความว่าการประชุมเริ่มเวลา 09.00 น. แต่ความจริงเริ่ม 09.30 น. หรือจำลำดับเหตุการณ์คลาดเคลื่อน ทั้งที่ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่มีผลต่อการวินิจฉัยของศาล ก็เป็นเพียงรายละเอียดที่ไม่ใช่สาระสำคัญของคดี แม้จะเบิกไม่ตรงกับความจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จ
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1692/2536 ซึ่งวางหลักไว้ว่า ความผิดฐานเบิกความเท็จตามมาตรา 177 และความผิดฐานนำสืบพยานหลักฐานอันเป็นเท็จตามมาตรา 180 นั้น ข้อความอันเป็นเท็จจะต้องเป็น ข้อสำคัญในคดี มิใช่ข้อเท็จจริงเล็กน้อยที่ไม่มีผลต่อการวินิจฉัย
ดังนั้น การที่ศาลพิพากษาให้อีกฝ่ายแพ้คดี หรือไม่รับฟังคำเบิกความของอีกฝ่าย ไม่ได้แปลว่าอีกฝ่ายมีความผิดฐานเบิกความเท็จเสมอไป
เพราะผู้กล่าวหายังต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า อีกฝ่าย จงใจเบิกข้อความอันเป็นเท็จ และข้อความนั้นเป็นสาระสำคัญที่มีผลต่อการวินิจฉัยคดี ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดตามกฎหมาย
สรุปง่าย ๆ ก็คือ
การแพ้คดี กับ การเบิกความเท็จ เป็นคนละเรื่อง
ศาลไม่เชื่อคำเบิกความ ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายกระทำความผิดอาญา และไม่ใช่ทุกคำโกหกจะเข้าองค์ประกอบความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177
โดยทนายฝ้าย
คลินิกกฎหมายแรงงาน
ปรึกษามีค่าใช้จ่าย

