Please wait ...

 

นายจ้างโอนตัวให้ไปทำงานบริษัทใหม่ถือเป็นการเลิกจ้างหรือไม่ ? ขอรวมฮิตแบตเมกะแด๊นซ์แล้วกันเพราะช่วงนี้ก็จะมีคำถามเกี่ยวกับการขอโอนตัวลูกจ้างให้ไปทำงานที่อื่นเข้ามาหลายคำถาม เริ่มเลออ นายจ้างย้ายลูกจ้างไปทำงานบริษัทในเครือแต่ให้นับอายุงานใหม่แบบนี้ถือว่าเลิกจ้างหรือไม่?? : คำตอบคือ ถือว่าเลิกจ้างและเป็นการเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่มีความผิดนายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย ที่ตอบแบบนี้เหตุก็เป็นเพราะว่าเมื่อไหร่จ้างอยากจะย้ายลูกจ้างไปทำงานที่อื่นแม้ว่าเป็นบริษัทในเครือแต่ก็เป็นนิติบุคคลต่างกันการที่ลูกจ้างต้องทำสัญญาจ้างใหม่ก็ถือว่านายจ้างเดิมไม่ประสงค์จะจ้างลูกจ้างต่อไปจึงถือว่าเป็นการเลิกจ้าง (อ้างอิงตามคำพิพากษาฎีกาที่ 513 / 2524) แต่ในกรณีกลับกันถ้านายจ้างโอนลูกจ้างไปอีกบริษัท”โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง” และมีการตกลงนับอายุงานกันต่อเนื่องก็ถือเป็นการโอนตัวลูกจ้างไม่ใช่การเลิกจ้าง (ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 3554 / 2525)

ลูกจ้างไม่ได้ค้าแข่งกับนายจ้างแต่ให้ภรรยาเปิดร้านค้าแข่ง แบบนี้ก็เลิกจ้างได้!!

ลูกจ้างไม่ได้ค้าแข่งกับนายจ้างแต่ให้ภรรยาเปิดร้านค้าแข่ง แบบนี้ก็เลิกจ้างได้!! เรื่องนี้เป็นเรื่องจากบริษัทที่เราเป็นที่ปรึกษาอยู่ เรื่องราวมีอยู่ว่าในสัญญาจ้างระหว่างบริษัทกับพนักงานก็จะห้ามพนักงานประกอบกิจการค้าแข่งกับนายจ้างพูดง่ายๆ ก็คือห้ามประกอบกิจการประเภทเดียวกันตลอดระยะเวลาที่เป็นพนักงาน รวมถึงเมื่อพ้นสภาพพนักงานไปแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน แต่ในขณะทำงาน พนักงานคนดังกล่าวก็ไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญา ไม่ได้เปิดร้านขายของแข่งกับนายจ้าง แต่ให้ภรรยาเป็นคนเปิดร้านขายของซึ่งมีสินค้าชนิดประเภทเดียวกับนายจ้าง แถมยังมี LINE จากลูกค้าเป็นหลักฐานด้วยว่าตัวลูกจ้างแนะนำให้ไปซื้อสินค้าจากบริษัทภรรยาของตน เมื่อเกิดเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาบริษัทเรียกสอบถามลูกจ้างกลับบอกว่าภรรยาของตนไม่ใช่ลูกจ้าง มีสิทธิ์โดยเสรีที่จะค้าขายอะไรก็ได้ และตนก็ไม่ได้ทำผิดสัญญาว่าจ้าง บริษัทเลิกจ้างไม่ได้หาก จะเลิกจ้างก็ต้องจ่ายค่าชดเชย ….คุยด้วยแล้วก็ได้แต่พูดว่า แหม่ ในใจ ใครสงสัยว่าหัวหมอเป็นยังไงให้มาดูเคสนี้นะคะ ในกรณีนี้มีฎีกาใกล้เคียงเคยพิพากษาฎีกาที่ 13815 / 2555 ว่าลูกจ้างชักชวนและสนับสนุนให้พนักงานขายใต้บังคับบัญชาขายสินค้าของภรรยาตนซึ่งเป็นสินค้าชนิดเดียวกันกับนายจ้างให้แก่ลูกค้าของนายจ้างพฤติการณ์แบบนี้เป็นพฤติการณ์อันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตแล้วยังถือได้ว่าลูกจ้างมีเจตนาประพฤติชั่วคิดคตไม่ซื่อตรงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของนายจ้างอีกด้วยนายจ้างจึงไม่ต้องจ่ายค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ารวมถึงค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง สำหรับใครที่กังวลเรื่องแบบนี้อยู่ให้อ่านฎีกาข้างต้นดีดีนะคะแล้วลองกลับไปพิจารณาสัญญาหรือข้อบังคับของตนและเขียนให้ครอบคลุมด้วยส่วนใครถ้าเขียนไม่ได้จ้างได้นะ ทนายยังว่าง

เงินค่าน้ำมันและค่าโทรศัพท์ถือเป็นค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณในฐานค่าชดเชยหรือไม่ ?

เงินค่าน้ำมันและค่าโทรศัพท์ถือเป็นค่าจ้างที่ต้องนำมาคำนวณในฐานค่าชดเชยหรือไม่? หลายบริษัทก็จะแยก เงินเดือนออกเป็น ค่าจ้าง ค่าน้ำมัน ค่าตำแหน่ง ค่าโทรศัพท์ จึงมีประเด็นคำถามเกิดขึ้นว่า แล้วเวลาที่ถูกเลิกจ้าง ค่าชดเชยจะคำนวณจากเงินฐานไหนกันแน่ รวมเงินค่าน้ำมันลดค่าโทรศัพท์หรือไม่? ก่อนที่จะตอบคำถามก็ต้องอธิบายว่า ค่าชดเชยจะนำค่าจ้างในอัตราสุดท้ายมาคำนวณ ตามอายุงาน รายละเอียดไปดูในมาตรา 118 พรบ.แรงงาน โดยค่าจ้างก็คือเงินที่นายจ้าง “ตกลงจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน” แต่หากจ่ายเพื่อวัตถุประสงค์อื่น เช่น จ่ายเป็นขวัญและกำลังใจเพื่อจูงใจให้ลูกจ้างปฎิบัติงานตรงเวลา ทุ่มเท ขยัน แบบนี้ไม่ถือว่าเป็นค่าจ้างหรือเงินอื่นๆเช่น ค่าผ่านทางด่วน ค่าที่จอดรถ ที่ให้เป็นครั้งคราวไปแบบนี้ ไม่ถือว่าจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงาน ไม่เป็นค่าจ้าง แต่หากในกรณีที่นายจ้างจ่ายเงินจำนวนหนึ่ง โดยวิธีเหมาจ่ายให้กับลูกจ้างเป็นประจำเท่ากันทุกเดือน เช่น นายจ้างรายนึงจ่ายค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์ให้กับลูกจ้างโดยวิธีเหมาจ่ายเป็นรายเดือนเดือนละ 10,000 บาท เท่ากันทุกเดือนโดยไม่ได้คำนึงว่าลูกจ้างจะจ่ายค่าน้ำมันรถและค่าโทรศัพท์หรือไม่ หรือได้จ่ายไปจำนวนมากน้อยแค่ไหน ประกอบกับลูกจ้างก็ไม่ต้องนำใบเสร็จค่าน้ำมันรถหรือใบเสร็จค่าโทรศัพท์มาเป็นหลักฐานในการเบิกด้วยเงินดังกล่าวจึงเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานถือเป็นค่าจ้าง อ้างอิงคำพิพากษาฎีกาที่ 7402-7403 / 2554

เลิกจ้างเพราะลูกจ้างพูดไม่เพราะ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม!!

เลิกจ้างเพราะลูกจ้างพูดไม่เพราะ เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม!! ใครที่ชอบเห็นทนายฝ้ายใสๆ ไม่วีนให้ข้ามโพสต์นี้ไปเลย.. เตือนไว้ก่อนไม่อยากให้เห็นเราในมุมที่เราไม่น่ารัก… เรื่องของเรื่องคือ อ่าน inbox นายจ้างเจ้านี้ แล้วก็ปวดหัว ไทลินอลสองเม็ดยังเอาไม่อยู่ กับประเด็นที่ปรึกษาว่าลูกจ้างใช้ถ้อยคำในอีเมลดูไม่ให้เกียรติไม่เหมาะสมกระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชาเลิกจ้างได้ไหม เลิกจ้างแล้วต้องจ่ายค่าชดเชยหรือเปล่า?? ก็ว่าจะไม่ตอบแล้วนะ แต่พอส่งรูปอีเมล มาให้ดู ลูกจ้างส่งเมล์มาหานายจ้าง ว่ายัง เลยขอมาโพสให้ความเข้าใจ โดยทั่วกัน เผื่อใครเจอกรณีเดียวกันแบบนี้ ลูกจ้างอีเมลมาว่า “ หนูคิดว่าถ้ากำหนดแนวทางการทำงานแบบนี้ ก็จะทำให้การทำงานยิ่งล่าช้าไม่ตอบโจทย์กับนโยบายบริษัท และไม่ตอบโจทย์ลูกค้าผู้ใช้งาน .. หนูคิดว่าบริษัทเราควรปรับปรุงในเรื่องดังนี้ …” ข้อความข้างบนเป็นข้อความโดยยอดที่นายจ้างแคปมาให้ดู แล้วบอกว่าลูกจ้างพิมพ์เมล์มาบอกแบบนี้พร้อมกับ cc คนอื่นดูเหมือนเป็นการดูถูกผู้บังคับบัญชากระด้างกระเดื่อง อยากเลิกจ้างแต่ไม่แน่ใจว่าต้องจ่ายค่าชดเชยไหม เธอ…เธอสงบสติอารมณ์แล้วฟังฉันนะ นี่มันหมดยุคทาสแล้ว ธาตุเดียวที่เหลือคือยาธาตุแก้ท้องอืดท้องเฟ้อเท่านั้น การที่ลูกจ้างแสดงความเห็นต่อผู้บังคับบัญชาแม้จะใช้ค่อยคำที่เป็นภาษาพูดไม่ใช่ภาษาเขียนอย่างที่ควรจะเป็นแต่ก็เป็นการเสนอแนะให้นายจ้างปรับปรุงการทำงานโดยมาจากมุมมองความคิดของลูกจ้างในตำแหน่งดังกล่าวมันไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เกิดความเสียหายกับบริษัทที่จะเป็นเหตุเลิกจ้างได้อ่ะ นอกจากความเห็นของแล้วฉันก็ไปพลิกแผ่นดินหาฎีกามาให้เธอ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงในทำนองเดียวกันกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเพราะลูกจ้างทำรายงานโดยใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมโดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3820 / 2528 ได้พิพากษาไว้ว่าการที่ลูกจ้างใช้ภาษาพูดธรรมดาที่ชาวบ้านใช้ในการที่แนะนำให้ในจ้างปรับปรุงวิธีการทำงานการกระทำดังกล่าวไม่เป็นการกระทำผิดต่อข้อบังคับการทำงานนายจ้างอันจะพึงลงโทษทางวินัยและในจ้างก็ไม่รับความเสียหายจากการกระทำของลูกจ้างโดยตรงที่อาจเกิดมีขึ้นหากจะมีก็มีแต่เพียงความไม่สบายใจของผู้ร่วมปฏิบัติงานหรือผู้บังคับบัญชาเท่านั้น หากนายจ้างออกสาเหตุนี้มาเลิกจ้างจึงถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เฮ้อออ เหนื่อย

การเยียวยาเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลจะสั่งให้รับกลับเข้าทำงานอาจให้นับอายุงานเดิมต่อได้

การเยียวยาเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลจะสั่งให้รับกลับเข้าทำงานอาจให้นับอายุงานเดิมต่อได้ ถ้าเป็นลูกเพจกันจริงต้องเคยอ่านเรื่องการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมกันมาบ้างแล้วล่ะ (มั้ง) ทวนอีกที!!! ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมนี้ไม่ใช่ค่าเสียหายที่กฎหมายกำหนดไว้ตามอายุการทำงานเหมือนค่าชดเชย แต่เป็นดุลพินิจของศาลที่จะดูว่าการเลิกจ้างนั้นไม่เป็นธรรมหรือไม่ และลูกจ้างได้รับความเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมอย่างไร หากศาลแรงงานเห็นว่านายจ้างเลิกจ้างไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ศาลอาจสั่งนายจ้าง 1) รับกลับเข้าทำงานตำแหน่งหน้าที่เดิมหรือไม่ต่ำกว่าเดิม และ เงินเดือนเท่าเดิม 2) ใช้ค่าเสียหายเลิกจ้างไม่เป็นธรรม แต่กรณีให้รับกลับเข้าทำงาน อาจให้นับอายุงานเดิมต่อได้แต่จะให้นับอายุงานในระหว่างถูกเลิกจ้างจนรับกลับเข้าทำงานด้วยไม่ได้!!! ฎีกา 6719/2558 ศาลแรงงานมีคำสั่งให้รับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน แม้มิได้กำหนดให้นับอายุงานต่อเนื่องไว้ แต่ตามผลรูปคดีย่อมแสดงว่าเป็นการสั่งให้รับกลับเข้าทำงานต่อไปในฐานะเดิมก่อนการเลิกจ้าง แต่จะนับระยะเวลาตั้งแต่วันเลิกจ้างถึงวันที่รับลูกจ้างกลับเข้าทำงานรวมเข้าเป็นอายุงานด้วยไม่ได้ เพราะระหว่างนั้นลูกจ้างไม่ได้ทำงานให้นายจ้าง คงนับอายุงานใหม่ต่อกับอายุงานเดิมที่คำนวณถึงวันก่อนวันเลิกจ้างได้เท่านั้น

ค่าคอมมิชชั่น ถือว่าเป็นค่าจ้างหรือส่วนหนึ่งของค่าจ้างตามกฎหมายแรงงานหรือไม่ ?

ค่าคอมมิชชั่น ถือว่าเป็นค่าจ้างหรือส่วนหนึ่งของค่าจ้างตามกฎหมายแรงงานหรือไม่ ? คลินิกกฎหมายแรงงานขอให้ความเห็นดังนี้ ค่าคอมมิชชั่น จะถือว่าเป็นค่าจ้างถ้าเข้าลักษณะดังต่อไปนี้ 1. นายจ้างจ่ายเป็นเงินหรือสิ่งของ 2. คิดคำนวณเอาจากผลของการทำงาน เช่น เป็นเซลล์ขายรถยนต์ นายจ้างกำหนดค่าคอมมิชชั่นให้คันละ 5,000 ลูกจ้างขายได้ 2 คัน ก็ได้ค่าคอม 10,000 บาท เป็นต้น 3. จะต้องอาศัยการทำงานหรือผลงานโดยตรง เช่น จะต้องนำสินค้าไปขายและขายได้เท่านั้น จึงจะได้ค่าคอมมิชชั่น ถ้าขายไม่ได้ก็ไม่ได้ค่าคอมมิชชั่น 4. มีแบบแผนและการคำนวณที่แน่นอน เป็นทางการ ดังนั้น หากค่าคอมมิชชั่นที่นายจ้างจ่ายในลักษณะที่เป็นการจูงใจ เช่น ถ้าลูกจ้างสามารถขายสินค้าได้จำนวน 10 ชิ้น ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้ค่าคอมมิชชั่น 30,000 บาท หากลูกจ้างขายสินค้าได้ไม่ถึง 10 ชิ้น ลูกจ้างไม่มีสิทธิ์ได้ค่า คอมมิชชั่น ลักษณะนี้ไม่ถือว่าค่าคอมมิชชั่นเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างตามกฎหมายแรงงาน

ให้ลูกจ้างเขียนใบลาออกไว้ล่วงหน้า ไม่มีผลเป็นการลาออก แต่เป็นการเลิกจ้าง

ให้ลูกจ้างเขียนใบลาออกไว้ล่วงหน้า ไม่มีผลเป็นการลาออก แต่เป็นการเลิกจ้าง วันนี้ได้รับสายจากฝ่ายบุคคลของบริษัทหนึ่ง โทรมาปรึกษาด้วยความไม่สบายใจ เนื่องมาจากว่า นายจ้างบอก HR ว่า “ในวันเซ็นสัญญาจ้าง ก็ให้เค้าเซนใบลาออกไว้ล่วงหน้าเลย ไม่ต้องกรอกวันที่ มีปัญหา หรือทำงานไม่ลงตัว เราก็กรอกวันที่ เรียกเค้ามารับทราบ เป็นการลาออกด้วยลายมือลูกจ้างเอง ลูกจ้างไม่สามารถเรียกค่าชดเชยได้” ในกรณีเช่นนี้ ถ้าเกิดในการนำสืบลูกจ้างมีหลักฐานมานำสืบได้ว่าลูกจ้างได้เซ็นใบลาออกนั้นไว้ล่วงหน้า ใบลาออกนั้นไม่มีผลเป็นการลาออกแต่เป็นการเลิกจ้าง หากอ้างอิงจากหนังสือการเลิกจ้าง ของอาจารย์พงศ์รัตน์ เครือกลิ่น ได้มีประเด็นใกล้เคียงกันในเรื่องดังกล่าวกล่าวคือ ลูกจ้างมาฟ้องว่านายจ้างเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด จึงฟ้องร้องขอเรียกค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม แต่นายจ้างก็บอกว่าลูกจ้างเป็นผู้ลาออกเอง โดยในคดีดังกล่าวศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ในระหว่างทำงานลูกจ้างมีการเปลี่ยนชื่อโดยมีหลักฐานการเปลี่ยนชื่อมาแสดง ปรากฏว่าชื่อที่ลงไว้ในใบลาออกเป็นชื่อเดิมก่อนเปลี่ยนชื่อใหม่ จึงน่าเชื่อได้ว่านายจ้างให้ลูกจ้างลงลายมือชื่อไว้ในใบลาออกในขณะเข้าทำงานจริง เพราะปกติบุคคลมีชื่อใดก็ย่อมลงชื่อของตนในขณะนั้นจะไม่นำชื่อในอดีตหรืออนาคตมาลงไว้ แนะนำจากใจเลยนะ กรณีที่ทำงานร่วมกันไม่ได้ แนะนำให้ตกลงคุยกันดีดีถ้าไม่สามารถจ่ายตามสิทธิ์สิทธิ์ที่ลูกจ้างพึ่งได้รับตามกฏหมายก็ขอผ่อนจ่ายหรือตกลงร่วมกันไม่ใช่ไปบังคับขู่เข็ญหาช่องว่างทางกฎหมายหรือวิธีการอื่นใดที่จะไม่ต้องจ่าย …ใจเขาใจเรานะ ..

ลูกจ้างได้รับทุนจากนายจ้าง แต่โดนเลิกจ้างก่อนครบกำหนดใช้ทุน ลูกจ้างยังคงต้องใช้ทุนให้แก่นายจ้างอยู่หรือไม่?

ลูกจ้างได้รับทุนจากนายจ้างแต่โดนเลิกจ้างก่อนครบกำหนดใช้ทุน ลูกจ้างยังคงต้องใช้ทุนให้แก่นายจ้างอยู่หรือไม่??? มีหลายๆบริษัทที่มีทุนให้ลูกจ้างไปศึกษาดูงาน/เรียนต่อเพิ่มเติม โดยมีเงื่อนไขว่า เมื่อกลับมาลูกจ้างยังคงต้องทำงานกับนายจ้างต่อไปอีก…ปี เพื่อใช้ทุนที่นายจ้างออกให้ ปัญหาคือ ถ้าสมมุติว่าลูกจ้างไม่ได้อยากลาออก แต่กลับถูกนายจ้างเลิกจ้างเอง กรณีแบบนี้ลูกจ้างยังคงต้องใช้ทุนให้แก่นายจ้างอยู่หรือไม่ เพราะไม่ใช่ความผิดของเรา กรณีนี้ต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1. สัญญาจ้างแรงงาน 2. สัญญารับทุน กรณีแรกก่อน คือ สัญญาจ้างแรงงาน กรณีเป็นสัญญาจ้างโดยไม่กำหนดระยะเวลา เมื่อไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ การจะเลิกสัญญาต่อกันย่อมเป็นสิทธิของทั้งสองฝ่าย แต่เมื่อนายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา จึงต้องปฎิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ก็คือการจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามอัตราที่กฎหมายกำหนด และเมื่อได้จ่ายเงินครบถ้วนแล้ว ความเป็นนายจ้าง-ลูกจ้าง ก็ยุตินับแต่วันเลิกจ้างมีผล ดังนั้น สัญญาฉบับนี้ จึงไม่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาตามสัญญารับทุน กรณีที่สอง คือ สัญญารับทุน เป็นข้อตกลงในการให้ทุนและให้ลูกจ้างกลับมาใช้ทุนโดยการทำงานกับนายจ้างตามระยะเวลาที่ตกลงกัน แต่เมื่อนายจ้างมาเลิกจ้างก่อน ถือว่าลูกจ้างไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่เป็นนายจ้างที่เป็นฝ่ายบอกเลิกจ้างและไม่ติดใจในเรื่องสัญญาตามกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ดังนั้น ลูกจ้างจึงไม่ต้องใช้ทุนตามกำหนดและไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับนายจ้าง อย่างไรก็ตาม ข้อกฎหมายดังกล่าวข้างต้นไม่สามารถปรับใช้ได้กับทุกกรณีไป หากข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป ข้อกฎหมายที่นำมาใช้ก็จะเปลี่ยนแปลงด้วย เช่น หากมีข้อเท็จจริงว่าลูกจ้างถูกเลิกจ้างตาม ม.119 พรบ.คุ้มครองแรงงานฯ กรณีเช่นนี้ผลก็จะเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน หากนายจ้างหรือลูกจ้างคนใดกำลังประสบปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้

กรณีถูกเจ้าหนี้อายัดเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เงินตอบแทน กรณีออกจากงาน ฯลฯ เจ้าหนี้สามารถอายัดได้ทั้งหมดไหม?

กรณีถูกเจ้าหนี้อายัดเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส เงินตอบแทน กรณีออกจากงาน ฯลฯ เจ้าหนี้อสามารถอายัดได้ทั้งหมดไหม???? หลายๆ คนน่าจะมีคำถามสงสัยเกี่ยวกับกรณีที่เราเป็นลูกจ้างและถูกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอายัดเงินเดือน ค่าจ้าง เงินสงเคราะห์ โบนัส เงินตอบแทนกรณีออกจากงานเงินฝากในบัญชีธนาคาร เงินปันผล ฯลฯ ว่า เราจะโดนอายัดทั้งหมดเลยไหม ถ้าโดนอายัดทั้งหมดแล้วเราจะเอาเงินจากที่ไหนมาใช้ล่ะ????? ตามกฎหมายการอายัดเงินเหล่านี้จะไม่ถูกอายัดทั้งหมด เพราะต้องเหลือเงินให้ลูกหนี้ใช้บ้าง เช่น – เงินเดือน จะอายัดไม่เกิน 30% ของอัตราเงินเดือนก่อนหักรายจ่าย และต้องมีเงินเหลือไม่น้อยกว่าเดือนละ 20,000 บาท – เบี้ยเลี้ยงชีพ-ค่าล่วงเวลา-เบี้ยขยัน อายัดไม่เกิน 30% ของเงินที่ได้รับ – เงินโบนัส อายัดไม่เกิน 50% ของเงินที่ได้รับ – เงินตอบแทนกรณีออกจากงาน อายัดได้แต่ต้องเหลือไม่น้อยกว่า 300,000 บาท และเมื่อถูกอายัดเงินเดือน นายจ้างจะต้องนำส่งเงินเดือนของลูกหนี้เท่ากับจำนวนที่อายัด ให้กับกรมบังคับคดีเพื่อนำส่งให้กับเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป จนกว่าจะครบจำนวนยอดหนี้ตามคำพิพากษา อย่างไรก็ดี ลูกหนี้ยังคงมีสิทธิขอลดเงินเดือนและค่าจ้างที่อายัด ได้ไม่เกินร้อยละ 50 ของจำนวนเงินที่อายัดไว้เดิม โดยยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี และชี้แจงถึงความจำเป็นที่ต้องขอลด...

แต่งงานไม่ได้จดทะเบียน สามีตายจะรับรองบุตรอย่างไร ?

แต่งงานไม่ได้จดทะเบียน สามีตายจะรับรองบุตรอย่างไร?? สำหรับกรณีที่บิดาเสียชีวิตแล้ว วิธีการขอรับรองบุตรทำได้ครับ แต่ต้องต้องดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทคือเริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 188(1) ตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8504/2544 การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1555 หากบิดามีชีวิตอยู่ต้องดำเนินคดีอย่างคดีมีข้อพิพาทคือฟ้องบิดาโดยทำเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 แต่ถ้าบิดาถึงแก่ความตายไปแล้วต้องดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทคือเริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 188(1) ดังนั้น เมื่อผู้ตายซึ่งเป็นบิดาได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว โจทก์จึงต้องดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท ส่วนบทบัญญัติมาตรา 1558 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิที่จะได้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมซึ่งเป็นผลตามมาจากการที่ร้องขอให้ศาลพิพากษาเป็นบุตร มิใช่บทบัญญัติที่ให้อำนาจโจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะทายาทผู้ตายเพื่อให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย