กรุณารอสักครู่

 

HomeCategoryกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ Archives - Page 2 of 16 - บริษัท ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น จำกัด

ลูกจ้างลาป่วยบ่อย นายจ้างมีสิทธิ์ไปเยี่ยมที่บ้าน หรือสั่งให้ไปพบแพทย์ได้หรือไม่?

การลาป่วยเป็นสิทธิของลูกจ้างตามกฎหมาย แต่สิทธิดังกล่าวมิใช่สิทธิที่ใช้ได้โดยปราศจากการตรวจสอบ เพราะกฎหมายรับรองเฉพาะการ “ลาป่วยเท่าที่ป่วยจริง” เท่านั้น มิใช่การลาป่วยโดยไม่มีอาการเจ็บป่วยหรือใช้การลาป่วยเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ในทางปฏิบัติ นายจ้างจำนวนไม่น้อยประสบปัญหาลูกจ้างลาป่วยบ่อยครั้ง จนกระทบต่อการดำเนินงานและทำให้เพื่อนร่วมงานต้องรับภาระแทน แม้จะไม่ควรเหมารวมว่าการลาป่วยบ่อยหมายถึง “ลาป่วยทิพย์” แต่หากเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ย่อมเป็นเรื่องปกติที่องค์กรจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ขององค์กรและรักษาความเป็นธรรมต่อพนักงานทุกคน 1. นายจ้างสามารถไปเยี่ยมลูกจ้างที่บ้านได้หรือไม่ โดยหลักกฎหมายแรงงานไม่ได้ห้ามนายจ้างไปเยี่ยมลูกจ้างที่บ้านระหว่างลาป่วย หากการไปดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสอบถามอาการ แสดงความห่วงใย หรือตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบต้องอยู่ภายใต้หลักความสุจริตและเคารพสิทธิส่วนบุคคล ไม่ควรเป็นการคุกคาม ข่มขู่ หรือรบกวนเกินสมควร  และหากนายจ้างไปตรวจเยี่ยมแล้ว ไม่พบลูกจ้างอยู่ที่บ้าน ก็ไม่ได้หมายความว่าลูกจ้างกระทำผิดโดยอัตโนมัติ เพราะลูกจ้างอาจเดินทางไปพบแพทย์ ซื้อยา รับการรักษา หรือมีเหตุจำเป็นอื่นที่เกี่ยวข้องกับอาการเจ็บป่วยได้ แต่หากเมื่อนำข้อเท็จจริงทั้งหมดมาประกอบกันแล้ว พบพฤติการณ์ที่น่าเชื่อว่าการลาป่วยไม่เป็นความจริง เช่น – ไม่อยู่บ้านและไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้ – พบว่าประกอบกิจการส่วนตัวหรือรับจ้างที่อื่นระหว่างลาป่วย – เดินทางท่องเที่ยวหรือทำกิจกรรมที่ขัดกับอาการเจ็บป่วยที่แจ้งไว้ – มีพฤติการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นหลายครั้ง นายจ้างย่อมมีสิทธิเรียกลูกจ้างมาชี้แจง สอบถามข้อเท็จจริง และหากผลการสอบสวนปรากฏว่าลูกจ้างลาป่วยโดยไม่สุจริต ก็อาจดำเนินการทางวินัย เช่น ออกหนังสือเตือน หรือในกรณีร้ายแรงอาจพิจารณาลงโทษทางวินัยตามข้อบังคับการทำงานและกฎหมายได้ ทั้งนี้ การลงโทษไม่ควรเกิดจากการ “ไม่อยู่บ้าน” เพียงข้อเท็จจริงเดียว แต่ควรอาศัยพยานหลักฐานโดยรวมประกอบกัน...

นายจ้างให้ลูกจ้างใช้ Facebook หรือ LINE ส่วนตัว ช่วยแชร์สินค้าของบริษัท หากไม่ทำจะถูกออกหนังสือ… ทำได้ไหม?

คำตอบคือ “แล้วแต่กรณี” หลายคนอาจรีบตอบว่า “ไม่ได้ เพราะเป็น Facebook ส่วนตัว” หรือบางคนอาจตอบว่า “ได้ เพราะนายจ้างมีสิทธิสั่งงาน” แต่ในทางกฎหมาย คำตอบไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะต้องพิจารณาว่า การแชร์ผ่านช่องทางส่วนตัว เป็นหน้าที่ตามสัญญาจ้างหรือไม่ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 14/1 บัญญัติว่า “สัญญาจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ คำสั่งของนายจ้าง หรือคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้สัญญาจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งนั้น มีผลใช้บังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี” มาตรานี้ไม่ได้บอกว่า นายจ้างออกคำสั่งไม่ได้ แต่บอกว่า แม้จะออกคำสั่งได้ ศาลก็ยังมีอำนาจตรวจสอบว่า คำสั่งนั้นเป็นธรรมหรือไม่ และทำให้นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควรหรือไม่ ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่คำว่า “Facebook ส่วนตัว” แต่คือ คู่สัญญาตกลงกันไว้อย่างไรตั้งแต่แรก ตัวอย่างเช่น หากลูกจ้างสมัครเข้าทำงานในตำแหน่งการตลาด พนักงานขาย อินฟลูเอนเซอร์ หรือ Brand Ambassador และในสัญญาจ้าง ระเบียบการทำงาน หรือลักษณะงานกำหนดไว้ตั้งแต่ต้นว่า...

ทำงานปีแรก นายจ้างไม่จัดวันหยุดพักผ่อนประจำปี (ลาพักร้อน) ให้… ผิดมั้ย?

คำตอบคือ ไม่ผิด หลายคนเข้าใจว่า พอเริ่มทำงานแล้ว นายจ้างต้องจัดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้ทันที หรืออย่างน้อยต้องมีสิทธิพักร้อนภายในปีแรก แต่หากพิจารณาตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 30 จะพบว่า กฎหมายไม่ได้กำหนดเช่นนั้น มาตรา 30 บัญญัติว่า “ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่าหกวันทำงาน โดยให้นายจ้างเป็นผู้กำหนดวันหยุดดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างล่วงหน้า หรือกำหนดให้ตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน ในปีต่อมา นายจ้างอาจกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างมากกว่าหกวันทำงานก็ได้ นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงกันล่วงหน้าให้สะสมและเลื่อนวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังมิได้หยุดในปีนั้นรวมเข้ากับปีต่อ ๆ ไปได้ สำหรับลูกจ้างซึ่งทำงานยังไม่ครบหนึ่งปี นายจ้างอาจกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างโดยคำนวณให้ตามส่วนก็ได้” จะเห็นว่า กฎหมายใช้คำว่า “อาจ” ไม่ใช่ “ต้อง” นั่นหมายความว่า ในปีแรกที่ลูกจ้างยังทำงานไม่ครบหนึ่งปี นายจ้างไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องจัดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้ ดังนั้น หากบริษัทไม่มีนโยบายให้พักร้อนในปีแรก ก็ ไม่ถือว่าผิดพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน อย่างไรก็ตาม กฎหมายกำหนดไว้เพียง “มาตรฐานขั้นต่ำ” เท่านั้น ในปัจจุบัน หลายองค์กรเลือกให้สิทธิพักร้อนตั้งแต่ผ่านทดลองงาน หรือให้ตามสัดส่วน (Pro-rate) ตั้งแต่ปีแรก แม้กฎหมายจะไม่ได้บังคับ เพราะมองว่าสวัสดิการที่ดีเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารทรัพยากรบุคคล ลองคิดง่าย ๆ ว่า หากมีบริษัทสองแห่งเสนอเงินเดือนและสวัสดิการใกล้เคียงกัน...

ลาไม่รับค่าจ้าง… นายจ้างต้องตกลงด้วย ไม่ใช่พิมพ์ทิ้งไว้แล้วหายไป

มีลูกจ้างหลายคนเข้าใจว่า “ส่งไลน์ขอลาไม่รับค่าจ้างแล้ว” “หัวหน้าอ่านแล้ว” “ไม่ตอบก็ถือว่าอนุมัติ” ต้องระวังนะ เพราะกฎหมายไม่ได้เป็นแบบนั้น พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดสิทธิการลาหลายประเภทไว้โดยเฉพาะ เช่น การลาป่วย การลาคลอด การลาเพื่อทำหมัน การลาเพื่อรับราชการทหาร การลาเพื่อฝึกอบรม และการลากิจธุระอันจำเป็น แต่ กฎหมายไม่ได้บัญญัติสิทธิ “ลาไม่รับค่าจ้าง” ไว้เลย เมื่อกฎหมายไม่ได้รับรองสิทธิดังกล่าว การลาไม่รับค่าจ้างจึง ไม่ใช่สิทธิที่ลูกจ้างใช้ได้ฝ่ายเดียว แต่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัย ความตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง แนวทางนี้สอดคล้องกับคำตอบของ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ที่ระบุว่า “นายจ้างอาจตกลงกับลูกจ้าง ให้ลูกจ้างหยุดงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง หรือให้หยุดงานโดยไม่ต้องจ่ายค่าจ้างตามหลัก No Work No Pay ก็ได้” สังเกตคำว่า “ตกลง” ไม่ได้ใช้คำว่า “ลูกจ้างมีสิทธิลาได้เอง” ไม่ได้ใช้คำว่า “แจ้งแล้วถือว่าอนุมัติ” ดังนั้น หากลูกจ้างเพียงส่งข้อความขอลา แต่นายจ้างยังไม่ได้อนุมัติ แล้วไม่มาทำงาน ก็อาจถูกถือว่าเป็นการขาดงานได้ และหากขาดงาน ติดต่อกัน 3 วันทำงานโดยไม่มีเหตุอันสมควร ไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ นายจ้างอาจเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตามมาตรา...

หยุดเข้าใจผิด ทำงานต่อหลังเกษียณ ≠ สัญญาใหม่เสมอไป

หลายคนแชร์กันว่า… “ทำงานเลยวัยเกษียณ = ได้ค่าชดเชย 2 เด้ง” ขอเบรกนิดนึงนะคะ เพราะความเข้าใจนี้ อาจไม่ตรงกับข้อกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลฎีกาล่าสุดและอาจทำให้ทั้งลูกจ้างและ HR เข้าใจผิดได้ บางท่านถกกันว่า เมื่อพนักงานอายุครบ 55 ปี (หรืออายุเกษียณตามข้อบังคับบริษัท) สัญญาจ้างเดิมสิ้นสุดทันที หากนายจ้างให้ทำงานต่อ ถือว่าเป็น “สัญญาจ้างใหม่” ดังนั้นเมื่อเลิกจ้างภายหลัง นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย 2 ก้อน แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3114/2567 วินิจฉัยไว้แตกต่างจากนั้นอย่างชัดเจน โดยยยยย คดีนี้ ลูกจ้างอายุครบ 55 ปีตามคู่มือพนักงาน แต่บริษัท ไม่ได้จ่ายค่าชดเชย และยังให้ลูกจ้างทำงานต่อ รับเงินเดือนต่อ ปฏิบัติงานต่อเช่นเดิม ต่อมาภายหลัง บริษัทจึงเลิกจ้าง ประเด็นสำคัญคือ ลูกจ้างอ้างว่าเมื่อครบ 55 ปี สัญญาจ้างเดิมสิ้นสุดแล้ว การทำงานต่อเป็นสัญญาใหม่ จึงควรได้รับค่าชดเชย 2 ครั้ง แต่ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่นายจ้างยังให้ลูกจ้างทำงานต่อ โดย ไม่มีการจ่ายค่าชดเชยเมื่อถึงอายุเกษียณ แสดงให้เห็นว่า สัญญาจ้างเดิมยังไม่สิ้นสุด...

จะหยุดยาว 10 วันตามปฏิทินได้จริงหรือ? จะใช้ลาอะไรต้องดูสิทธิ์ตัวเองให้ดี

ช่วงนี้เห็นลูกจ้างแชร์ภาพปฏิทินกันสนุกเลยว่า หากลางานเพิ่มเพียงไม่กี่วันในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ก็จะได้หยุดยาวต่อเนื่องถึง 10 วัน หลายคนจึงเริ่มวางแผนล่วงหน้า ทั้งการลากิจ ลาพักร้อน หรือแม้แต่การลาป่วยเพื่อให้ได้วันหยุดต่อเนื่องยาวที่สุด ในฐานะนักกฎหมายแรงงาน ฝ้ายอยากชวนมาดูอีกมุมหนึ่งว่า สิทธิการลาต่าง ๆ ตามกฎหมายนั้นมีอยู่จริง แต่สิทธิทุกอย่างย่อมมาพร้อมหน้าที่ และหากใช้สิทธิโดยไม่เข้าใจหลักเกณฑ์ ก็อาจกลายเป็นปัญหาทางวินัยหรือกระทบต่อการทำงานได้เช่นกัน เริ่มจาก “ลากิจ” ก่อน หลายคนเข้าใจว่าหากมีธุระส่วนตัวก็สามารถยื่นลากิจได้เสมอ แต่ในความเป็นจริง กฎหมายแรงงานไม่ได้กำหนดนิยามคำว่า “กิจธุระอันจำเป็น” ไว้อย่างละเอียด และไม่ได้กำหนดว่าลูกจ้างจะลากิจด้วยเหตุใดก็ได้ สิทธิการลากิจตามกฎหมายเป็นเพียงสิทธิขั้นต่ำที่ลูกจ้างมีวันลาไม่น้อยกว่า 3 วันทำงานต่อปีตามมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน แต่เหตุแห่งการลา หลักเกณฑ์การอนุมัติ และวิธีการแจ้งลา สามารถกำหนดเพิ่มเติมไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานได้ ดังนั้น หากข้อบังคับบริษัทกำหนดว่ากิจธุระอันจำเป็นต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับตนเองหรือครอบครัวโดยตรง แต่ลูกจ้างขอลาเพื่อไปเที่ยว ไปเป็นพิธีกรงานแต่งเพื่อน ไปคอนเสิร์ต หรือเหตุผลอื่นที่ไม่อยู่ในเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด นายจ้างอาจไม่อนุมัติการลาได้ และหากลูกจ้างไม่มาทำงานทั้งที่ไม่ได้รับอนุมัติ ก็อาจถูกถือว่าขาดงานและถูกลงโทษทางวินัยได้ รวมถึงอาจได้รับหนังสือเตือนตามข้อบังคับการทำงานของบริษัท ส่วน “วันหยุดพักผ่อนประจำปี” หรือที่เรียกกันว่าลาพักร้อนนั้น มาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานกำหนดให้นายจ้างต้องจัดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้ลูกจ้างไม่น้อยกว่าปีละ 6 วัน เมื่อทำงานติดต่อกันครบ 1...

ลูกจ้างส่งข้อความว่า “ผมขอลาออก”  เท่านี้ถือว่าลาออกแล้วหรือยัง?

มีคนส่งภาพนี้มาถามผมว่า “ผมขอลาออกครับ” “งานเหี้ยนี่ใครจะทำก็ทำ” เพียงเท่านี้ ถือว่าลูกจ้างลาออกสมบูรณ์แล้วหรือไม่? คำตอบคือ ยังตอบไม่ได้ทันทีจากข้อความเพียงอย่างเดียว เพราะในทางกฎหมายแรงงาน การลาออกเป็นการแสดงเจตนาฝ่ายเดียวของลูกจ้างที่มุ่งให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลง แต่การจะมีผลเมื่อใด และมีผลสมบูรณ์หรือไม่ ยังต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอีกหลายประการ ประเด็นแรกที่ต้องดูคือลูกจ้างส่งข้อความนี้ถึงใคร หากส่งถึงกรรมการผู้มีอำนาจ ผู้จัดการ ผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจรับทราบเรื่องการลาออก หรือบุคคลที่นายจ้างมอบหมายให้ดำเนินการด้านบุคคลโดยปกติ ย่อมมีแนวโน้มสูงว่าการแสดงเจตนาลาออกนั้นได้ไปถึงนายจ้างแล้ว แต่หากส่งไปในกลุ่มเพื่อนร่วมงาน ส่งให้เพื่อนสนิทในบริษัท หรือส่งให้บุคคลที่ไม่มีอำนาจเกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลเลย ผลทางกฎหมายอาจแตกต่างออกไป เพราะคำถามสำคัญคือ “เจตนาลาออกได้ไปถึงนายจ้างแล้วหรือยัง” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 169 วรรคหนึ่ง การแสดงเจตนาต่อบุคคลซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้าจะมีผลนับแต่เวลาที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับแสดงเจตนา ดังนั้น ในคดีลาออกจำนวนมาก ศาลจึงไม่ได้ดูเพียงว่าพิมพ์คำว่า “ลาออก” หรือไม่ แต่ดูด้วยว่าเจตนาดังกล่าวได้สื่อไปถึงนายจ้างหรือผู้แทนนายจ้างแล้วหรือยัง อย่างไรก็ตาม แม้จะถือว่าการลาออกได้ไปถึงนายจ้างแล้ว ก็ยังมีอีกคำถามหนึ่งที่สำคัญมาก คือ ลูกจ้างลาออกเมื่อใด? หลายคนเข้าใจว่า เมื่อพิมพ์คำว่า “ผมขอลาออก” สัญญาจ้างสิ้นสุดทันที แต่ในความเป็นจริง ไม่จำเป็นเสมอไป เพราะหากลูกจ้างเพียงแจ้งว่าขอลาออก โดยไม่ได้กำหนดวันที่มีผลของการลาออกไว้ ศาลฎีกาวางหลักมานานแล้วว่า ต้องพิจารณาต่อว่าคู่สัญญามีข้อตกลงเรื่องการบอกกล่าวล่วงหน้าไว้อย่างไร และสัญญาจ้างจะสิ้นสุดเมื่อใดตามเงื่อนไขแห่งสัญญาและกฎหมาย กล่าวอีกนัยหนึ่ง การยื่นใบลาออกหรือการแจ้งลาออก ไม่ได้แปลว่าสัญญาจ้างสิ้นสุดลงทันทีในวินาทีนั้นเสมอไป ตัวอย่างเช่น...

เซ็นสัญญาจ้างไปแล้ว แต่ภายหลังเพิ่งทราบว่าลูกจ้างเคยสร้างความเสียหายให้นายจ้างเก่า บริษัทจึงไม่อยากรับเข้าทำงานต่อ หรืออยากเลิกจ้าง กรณีนี้ต้องจ่ายอะไรหรือไม่?

ช่วงตอบคำถามจากทางบ้าน โดย…ทนายฝ้ายสุดสวย (แบบเหมยตูพรีเมี่ยม) ถาม: เซ็นสัญญาจ้างไปแล้ว แต่ภายหลังเพิ่งทราบว่าลูกจ้างเคยสร้างความเสียหายให้นายจ้างเก่า บริษัทจึงไม่อยากรับเข้าทำงานต่อ หรืออยากเลิกจ้าง กรณีนี้ต้องจ่ายอะไรหรือไม่? ตอบ: คำตอบสั้น ๆ คือ “การที่ลูกจ้างเคยมีปัญหากับนายจ้างคนก่อน ไม่ได้แปลว่าลูกจ้างทำผิดกับนายจ้างคนปัจจุบัน” ดังนั้น ต้องแยกพิจารณาเป็น 2 กรณี กรณีที่ 1 ลูกจ้างยังไม่ได้เริ่มงาน หากนายจ้างและลูกจ้างได้ตกลงเงื่อนไขการจ้างงานกันครบถ้วนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง หน้าที่ ค่าจ้าง และวันเริ่มงาน จนถือว่ามีสัญญาจ้างเกิดขึ้นแล้ว ต่อมานายจ้างมาเปลี่ยนใจยกเลิกการจ้างเพียงเพราะเพิ่งทราบว่าลูกจ้างเคยมีปัญหากับนายจ้างเดิม ทั้งที่ลูกจ้างไม่ได้แสดงข้อความอันเป็นเท็จ ไม่ได้ปลอมเอกสาร และไม่ได้ปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญในการสมัครงาน กรณีดังกล่าว นายจ้างอาจมีความเสี่ยงต้องรับผิดจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้าง และอาจต้องชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ลูกจ้างได้ เพราะการที่นายจ้างเพิ่งมาตรวจสอบประวัติภายหลัง เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากกระบวนการคัดเลือกบุคลากรของนายจ้างเอง ไม่ใช่ความผิดของลูกจ้าง กรณีที่ 2 ลูกจ้างเริ่มงานแล้ว หากลูกจ้างเริ่มงานแล้ว และภายหลังนายจ้างเพิ่งทราบว่าลูกจ้างเคยสร้างความเสียหายให้แก่นายจ้างรายอื่น หรือเคยถูกเลิกจ้างจากที่ทำงานเดิม โดยหลักแล้ว ยังไม่ใช่เหตุเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน เนื่องจากมาตรา 119 กำหนดเหตุร้ายแรงที่ทำให้นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยไว้เฉพาะกรณีที่ลูกจ้างกระทำต่อนายจ้างรายนั้น เช่น – ทุจริตต่อหน้าที่ –...

ลาป่วยทิพย์ จัดการได้ไหม

ทุกครั้งที่เราแนะนำให้นายจ้างใจเย็น ๆ ก่อน อย่าเพิ่งรีบกล่าวหาว่าลูกจ้างลาป่วยทิพย์ มักจะมีคนหาว่าเราเข้าข้างลูกจ้าง ทั้งที่จริงแล้วเรากำลังพยายามป้องกันไม่ให้นายจ้างพาตัวเองไปแพ้คดี เพราะในทางปฏิบัติ HR หรือเจ้าของกิจการส่วนใหญ่ดูออกอยู่แล้วว่าพนักงานคนไหนป่วยจริง คนไหนป่วยการเมือง คนไหนป่วยทุกวันจันทร์ ป่วยทุกวันศุกร์ ป่วยก่อนวันหยุดยาว ป่วยหลังวันหยุดยาว หรือบางคนมีแพทเทิร์นการลาที่ตรงจนน่าเหลือเชื่อ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คุณดูออกหรือไม่ ปัญหาอยู่ที่คุณพิสูจน์ได้หรือไม่ ตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง และหากลาป่วยตั้งแต่ 3 วันทำงานขึ้นไป นายจ้างจึงจะมีสิทธิขอให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองแพทย์ได้ นั่นหมายความว่าหากลูกจ้างลาป่วยไม่ถึง 3 วันทำงาน กฎหมายไม่ได้บังคับให้ลูกจ้างต้องนำใบรับรองแพทย์มาแสดง หลายคนจึงมองว่ากฎหมายเปิดช่องให้เกิดการลาป่วยทิพย์ได้ง่าย แต่ต่อให้คุณจะคิดแบบนั้น สิ่งที่ต้องยอมรับก่อนคือ คุณไม่มีอำนาจไปนั่งวินิจฉัยแทนแพทย์ว่าลูกจ้างป่วยจริงหรือไม่จริง ตรงนี้เป็นจุดที่นายจ้างหลายคนพลาด เพราะรีบกระโดดไปสู่ข้อสรุปว่าลูกจ้างแกล้งป่วย แล้วก็อยากออกหนังสือเตือนเรื่องลาป่วยทิพย์ทันที ทั้งที่ความจริงสิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ การลาป่วยเป็นสิทธิ การปฏิบัติตามระเบียบการลาเป็นหน้าที่ และความสามารถในการทำงานตามตำแหน่งเป็นเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน ทั้งสามเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ดังนั้น หากลูกจ้างแจ้งลาไม่ถูกระเบียบ ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการลา ไม่รายงานผู้บังคับบัญชาตามที่กำหนด หรือฝ่าฝืนระเบียบการลา คุณก็ออกหนังสือเตือนเรื่องการฝ่าฝืนระเบียบได้ หากลูกจ้างมีปัญหาเรื่องคุณภาพงาน งานล่าช้า งานผิดพลาด หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามมาตรฐานของตำแหน่ง คุณก็จัดการเรื่องประสิทธิภาพการทำงานได้ แต่ไม่ใช่เอาความสงสัยว่าลูกจ้างแกล้งป่วยไปเขียนเป็นหนังสือเตือนทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์...

เมื่อไปศาลแรงงานแล้วรู้สึกว่า “ถูกบังคับให้ไกล่เกลี่ย” เราควรทำอย่างไร?

หนึ่งในประโยคที่เราได้ยินจากลูกความบ่อยมากหลังออกจากห้องไกล่เกลี่ย คือ “ทำไมรู้สึกเหมือนทุกคนอยากให้เรายอม” หรือ “ยังไม่ทันสืบพยานเลย ทำไมถึงพูดเรื่องจบคดีกันแล้ว” หากใครเคยรู้สึกแบบนี้ เราอยากบอกก่อนว่าเป็นเรื่องปกติมาก เพราะไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนายจ้างหรือฝ่ายลูกจ้าง ต่างก็เดินเข้าสู่ศาลด้วยความเชื่อว่าตนเองมีเหตุผล มีหลักฐาน และมีสิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรม เมื่อเข้าไปในห้องไกล่เกลี่ยแล้วพบว่าผู้ไกล่เกลี่ยหรือผู้พิพากษาพยายามอธิบายถึงความเสี่ยงของคดี หลายคนจึงเกิดความรู้สึกว่ากำลังถูกกดดันให้ยอมความ แต่ก่อนจะสรุปว่าเรากำลังถูกบังคับ เราอยากให้ลองฟังสิ่งที่ท่านอธิบายให้จบก่อน ในหลายกรณี สิ่งที่ผู้ไกล่เกลี่ยหรือผู้พิพากษากำลังทำ ไม่ใช่การบอกว่าใครควรแพ้หรือใครควรชนะ แต่เป็นการอธิบายภาพรวมของคดีให้คู่ความเห็นว่า หากเลือกเดินหน้าต่อไปจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ต้องใช้เวลาอีกเท่าไร มีประเด็นข้อกฎหมายใดที่เป็นความเสี่ยง และมีข้อเท็จจริงใดที่อาจเป็นจุดอ่อนของแต่ละฝ่าย ปัญหาคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่ท่านกำลังอธิบายอยู่นั้นเป็นการประเมินคดีอย่างตรงไปตรงมา หรือเป็นเพียงการพยายามโน้มน้าวให้คดีจบ คำตอบมีอยู่เพียงข้อเดียว คือ เราต้องมีความรู้ทางกฎหมายที่ถูกต้องมากพอ เมื่อมีความรู้ที่ถูกต้อง เราจะฟังออกทันทีว่าสิ่งที่ท่านกำลังอธิบายนั้นสอดคล้องกับข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงในสำนวนหรือไม่ เป็นการชี้ให้เห็นความเสี่ยงที่เราอาจมองข้ามไป หรือเป็นประเด็นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีของเราเลย และคำว่า “ความรู้ที่ถูกต้อง” ไม่ได้หมายถึงการอ่านบทความสองสามชิ้น หรือดูคลิปสรุปกฎหมายไม่กี่นาที กฎหมายแรงงานจำนวนมากต้องเริ่มจากการอ่านตัวบทกฎหมายก่อน จากนั้นจึงอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเพื่อดูว่าศาลตีความกฎหมายเรื่องนั้นอย่างไร เพราะการอ่านเฉพาะสรุปฎีกาสั้น ๆ มักทำให้เราเห็นเพียงผลลัพธ์ แต่ไม่รู้ว่าศาลใช้กฎหมายมาตราใด ไม่รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด และไม่รู้ว่าคดีนั้นเหมือนหรือแตกต่างจากคดีของเราอย่างไร ในทางกลับกัน หากเราฟังแล้วพบว่าสิ่งที่ผู้ไกล่เกลี่ยหรือผู้พิพากษาอธิบายไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในสำนวน เหมือนยังไม่ได้พิจารณาพยานหลักฐานสำคัญบางส่วน หรือเป็นประเด็นที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงของคดีเราเลย เราก็มีสิทธิที่จะไม่ตกลงได้เช่นกัน การปฏิเสธการไกล่เกลี่ยไม่ใช่เรื่องผิด การขอให้ศาลวินิจฉัยข้อพิพาทต่อไปก็ไม่ใช่ความดื้อรั้น สิทธิในการประนีประนอมเป็นของคู่ความ และสิทธิที่จะไม่ประนีประนอมก็เป็นของคู่ความเช่นเดียวกัน...