กรุณารอสักครู่

 

บทความแนะนำ

ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น

คำถามที่ดูเหมือนตอบง่ายว่า “ลาออกแล้วเปลี่ยนใจ ขอยกเลิกได้ไหม” ความจริงแล้วตอบด้วยคำว่าได้หรือไม่ได้ทันทีไม่ได้ค่ะ เพราะสิ่งแรกที่ต้องดูก่อนเสียด้วยซ้ำคือ ที่บอกว่า “ลาออกแล้ว” นั้น เป็นการลาออกที่มีผลทางกฎหมายแล้วหรือยัง

การลาออกเป็นการแสดงเจตนาของลูกจ้างเพื่อบอกเลิกสัญญาจ้าง และเป็นการแสดงเจตนาฝ่ายเดียว กล่าวคือ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอให้นายจ้าง “อนุมัติ” ก่อนจึงจะลาออกได้ แต่ในขณะเดียวกัน การจะบอกว่ามีการลาออกเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องเป็นการแสดงเจตนาลาออกต่อนายจ้าง หรือบุคคลที่มีอำนาจหรือหน้าที่รับการแสดงเจตนาแทนนายจ้าง ไม่ใช่เพียงพูดคำว่า “ลาออก” ออกมากับใครก็ได้แล้วถือว่าสัญญาจ้างสิ้นสุดลงทันที

ดังนั้น ถ้าลูกจ้างแจ้งกับกรรมการผู้มีอำนาจ หรือหัวหน้างานซึ่งตามโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของบริษัทสามารถรับเรื่องดังกล่าวแทนนายจ้างได้ และลูกจ้างแสดงเจตนาอย่างชัดเจนว่าไม่ประสงค์จะทำงานต่อ นั่นจึงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าลูกจ้างเพียงเดินไปพูดกับเพื่อนร่วมงานว่า “ไม่เอาแล้ว ฉันลาออก” หรือพูดกับ รปภ. หน้าบริษัท ทั้งที่บุคคลเหล่านั้นไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการรับการลาออก การพูดเช่นนั้นก็ไม่ใช่การแสดงเจตนาลาออกต่อนายจ้าง

ต่อให้เพื่อนร่วมงานหรือ รปภ. คนนั้นนำคำพูดไปเล่าต่อให้นายจ้างฟัง ก็ไม่ได้ทำให้คำพูดที่เดิมไม่มีผล กลายเป็นการลาออกที่มีผลขึ้นมาเพียงเพราะเรื่องไปถึงหูนายจ้างในภายหลัง เพราะต้องแยกให้ออกระหว่าง “ลูกจ้างแสดงเจตนาลาออกต่อนายจ้าง” กับ “บุคคลอื่นนำคำพูดของลูกจ้างไปเล่าให้นายจ้างฟัง” สองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ สมมุติเราเดินไปบอกพี่ขายลูกชิ้นหน้าออฟฟิศว่า “พี่ พรุ่งนี้หนูลาออกแล้วนะ ไม่ทำแล้ว” แล้วพี่ขายลูกชิ้นเดินเข้าไปบอกฝ่ายบุคคลว่า “เมื่อกี้น้องคนนั้นบอกว่าจะลาออก” เราคงไม่สามารถถือเอาเพียงเท่านี้ว่าลูกจ้างได้ลาออกจากบริษัทเรียบร้อยแล้ว เพราะพี่ขายลูกชิ้นไม่ได้มีฐานะเป็นผู้รับการแสดงเจตนาแทนนายจ้าง และการที่บุคคลหนึ่งนำคำพูดของอีกคนไปเล่าต่อ ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกับการที่เจ้าตัวแสดงเจตนาต่อนายจ้างเอง

แต่หากลูกจ้างได้แสดงเจตนาลาออกต่อนายจ้างหรือผู้มีอำนาจรับการแสดงเจตนาแทนนายจ้างอย่างชัดเจนแล้ว เรื่องจะเปลี่ยนไป เพราะการลาออกไม่ใช่เพียงการระบายความรู้สึกว่า “ไม่อยากทำงานแล้ว” แต่เป็นการแสดงเจตนาที่มุ่งให้ความสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างสิ้นสุดลง

ตรงนี้เองที่ลูกจ้างบางคนอาจคิดว่า “ก็ฉันเปลี่ยนใจแล้ว ฉันขอยกเลิกการลาออกไม่ได้หรือ” คำตอบคือ เราต้องแยกให้ออกระหว่าง “เปลี่ยนใจ” กับ “ถอนผลของการแสดงเจตนา” เพราะสองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน

ถ้าการลาออกยังไม่มีผลทางกฎหมายตั้งแต่ต้น เช่น พูดกับบุคคลที่ไม่มีอำนาจรับการแสดงเจตนา ปัญหาเรื่องการ “ถอนการลาออก” ก็อาจยังไม่เกิดเสียด้วยซ้ำ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นอาจยังไม่ใช่การลาออกในทางกฎหมาย แต่ถ้าได้แสดงเจตนาลาออกต่อนายจ้างหรือผู้มีอำนาจอย่างถูกต้องแล้ว และการแสดงเจตนานั้นมีผลไปแล้ว การที่ลูกจ้างกลับมาเปลี่ยนใจภายหลัง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถลบการแสดงเจตนาเดิมได้ด้วยตัวเองทันที

ลูกจ้างย่อมบอกนายจ้างได้ว่า “เปลี่ยนใจแล้ว ขอทำงานต่อได้ไหม” แต่นั่นคือการขอให้นายจ้างตกลงให้ทำงานต่อ ไม่ใช่การประกาศฝ่ายเดียวว่า “ยกเลิกใบลาออกแล้วนะ ถือว่าไม่เคยลาออก” แล้วบังคับให้นายจ้างต้องยอมรับผลตามนั้น หากนายจ้างตกลงให้ทำงานต่อ เรื่องก็สามารถดำเนินต่อไปตามที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกัน แต่ถ้านายจ้างไม่ตกลง ก็ต้องกลับมาพิจารณาผลของการลาออกที่เกิดขึ้นไปแล้ว

ลองกลับสถานการณ์กันบ้างจะเห็นภาพชัดขึ้น สมมุติว่านายจ้างเรียกลูกจ้างเข้าห้องแล้วบอกอย่างชัดเจนว่า “บริษัทเลิกจ้างคุณ” ลูกจ้างรับทราบแล้ว และเริ่มพิจารณาสิทธิของตนทั้งเรื่องค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า หรือสิทธิอื่นที่อาจเกิดขึ้น วันรุ่งขึ้นนายจ้างกลับมาบอกว่า “เมื่อวานใจร้อนไปหน่อย เปลี่ยนใจแล้ว ไม่เลิกจ้างนะ เดี๋ยวเราย้ายตำแหน่ง ปรับงาน แล้วมาจูนกันใหม่” ลูกจ้างเองก็คงมีคำถามเหมือนกันว่า เมื่อวานบอกเลิกจ้างไปแล้ว วันนี้จะมาบอกว่าไม่นับเพียงเพราะเปลี่ยนใจได้หรือ

ฉันใดก็ฉันนั้นค่ะ

เมื่อเป็นฝ่ายลูกจ้าง การแสดงเจตนาลาออกอย่างชัดเจนต่อบุคคลที่มีอำนาจรับการแสดงเจตนาก็มีความหมายเช่นเดียวกัน เราจึงไม่ควรมองว่าการลาออกเป็นเพียงการพูดว่า “ฉันไม่ทำแล้ว” แล้ววันรุ่งขึ้นหากอารมณ์ดีขึ้นก็ค่อยกลับมาบอกว่า “เมื่อวานไม่นับนะ”

อย่างไรก็ตาม เวลามีข้อพิพาทจริง เรื่องนี้ไม่ได้พิจารณาจากคำว่า “ลาออก” เพียงคำเดียว แต่ต้องดูข้อเท็จจริงทั้งหมดว่า ใครพูดกับใคร บุคคลที่รับฟังมีอำนาจหน้าที่อย่างไร พูดว่าอะไร มีเจตนาอย่างไร มีเอกสารหรือข้อความอื่นประกอบหรือไม่ กำหนดวันสิ้นสุดการทำงานไว้อย่างไร และพฤติการณ์ของทั้งสองฝ่ายหลังจากนั้นเป็นอย่างไร เพราะคำพูดเดียวกันที่เกิดขึ้นในคนละสถานการณ์ อาจมีผลทางกฎหมายไม่เหมือนกัน

เรื่องนี้จึงเป็นข้อเตือนใจทั้งลูกจ้างและนายจ้างว่า คำว่า “ลาออก” และ “เลิกจ้าง” ไม่ใช่คำสำหรับใช้ขู่กันเวลาทะเลาะ ไม่ใช่คำสำหรับลองใจอีกฝ่าย และไม่ใช่คำที่ควรพูดออกไปก่อนแล้วค่อยกลับมาคิดทีหลังว่าเอาจริงหรือไม่เอาจริง

คำว่า “ลาออก” และ “เลิกจ้าง” เป็นคำศักดิ์ในความสัมพันธ์การจ้างงานค่ะ ถ้ายังไม่แน่ใจ ยังไม่ได้ไตร่ตรองผลที่จะตามมาให้ดี อย่าเพิ่งรีบพูด เพราะเมื่อพูดกับคนที่ใช่ ด้วยเจตนาที่ชัดเจน และการแสดงเจตนานั้นมีผลทางกฎหมายไปแล้ว เราเปลี่ยนใจในวันรุ่งขึ้นได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะเปลี่ยนผลของสิ่งที่พูดไปแล้วได้ฝ่ายเดียว

โดยทนายฝ้าย

คลินิกกฎหมายแรงงาน

ปรึกษามีค่าใช้จ่าย