กรุณารอสักครู่

 

บทความแนะนำ

ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น

พูดถึง “สัญญาจ้างชั่วคราว” หลายคนน่าจะมีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้วว่า ก็ในเมื่อจ้างกันชั่วคราวหรือทำสัญญากันไว้หนึ่งปี พอครบหนึ่งปีก็จบกันตามสัญญา นายจ้างไม่ได้เลิกจ้างก่อนกำหนดเสียหน่อย แล้วจะต้องจ่ายค่าชดเชยอีกทำไม

ความเข้าใจนี้มีส่วนที่ถูกอยู่ค่ะ แต่ปัญหาคือเรามักเอาสองเรื่องที่กฎหมายแยกออกจากกันมารวมเป็นเรื่องเดียวกัน คือ “สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา” กับ “สัญญาจ้างที่เมื่อสิ้นสุดแล้วนายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย”

สองอย่างนี้ฟังดูคล้ายกันมาก แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

นายจ้างและลูกจ้างสามารถตกลงทำสัญญาจ้างโดยกำหนดระยะเวลาไว้แน่นอนได้ เช่น ตกลงจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม เมื่อถึงวันที่กำหนด สัญญาก็อาจสิ้นสุดลงตามระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ เรื่องนี้เป็นเรื่องของ “ระยะเวลาของสัญญา”

แต่คำถามว่า เมื่อสัญญาสิ้นสุดแล้วนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และต้องกลับไปดูพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118

เพราะมาตรา 118 ไม่ได้เขียนไว้ว่า “สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาทุกประเภท เมื่อครบกำหนดแล้วไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย” หากแต่กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นไว้สำหรับการจ้างมีกำหนดระยะเวลาบางลักษณะเท่านั้น และกำหนดเงื่อนไขไว้ค่อนข้างเฉพาะ

กล่าวคือ ต้องเป็นการจ้างในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างและมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน หรือเป็นงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงาน หรือเป็นงานตามฤดูกาลและได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้น โดยงานดังกล่าวต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสองปี และนายจ้างกับลูกจ้างต้องทำสัญญาเป็นหนังสือตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง

ตรงนี้ต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นเวลามีคนบอกว่า “พนักงานคนนี้เป็น Contract 1 ปี ครบสัญญาแล้วไม่ต่อ จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย” ข้อมูลเพียงเท่านี้ยังตอบอะไรไม่ได้มากนัก

สิ่งที่ต้องรู้ต่อคือ หนึ่งปีที่ว่านั้นจ้างเขามาทำงานอะไร

สมมติบริษัทประกอบธุรกิจผลิตสินค้า แต่มีโครงการเฉพาะที่จะสร้างอาคารแห่งใหม่ขึ้นมาหนึ่งแห่ง จึงจ้างบุคคลเข้ามาทำงานสำหรับโครงการก่อสร้างนั้นโดยเฉพาะ โครงการมีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดแน่นอน งานที่จ้างไม่ใช่งานปกติของธุรกิจหรือการค้าของบริษัท และเงื่อนไขอื่นก็เป็นไปตามที่มาตรา 118 กำหนด กรณีเช่นนี้จึงมีเหตุให้พิจารณาต่อไปได้ว่าเป็นการจ้างมีกำหนดระยะเวลาที่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นเรื่องค่าชดเชย

แต่ถ้าเปลี่ยนข้อเท็จจริงเสียใหม่ว่า นายจ้างประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอยู่แล้ว และจ้างวิศวกรเข้ามาทำงานในโครงการก่อสร้างของบริษัทเป็นเวลาหนึ่งปี การที่งานนั้นถูกเรียกว่า “Project” ไม่ได้ทำให้งานดังกล่าวกลายเป็นโครงการเฉพาะตามความหมายของมาตรา 118 โดยอัตโนมัติ เพราะสิ่งที่ต้องพิจารณาต่อไปคือ งานนั้นเป็นงานปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้างหรือไม่

ความแตกต่างอยู่ตรงนี้ค่ะ

บริษัทหนึ่งอาจมีโครงการนับสิบโครงการในแต่ละปี แต่ทุกโครงการนั้นก็ยังเป็นงานปกติของธุรกิจของบริษัทได้ การเรียกสิ่งใดว่า “Project” ในทางบริหารจึงไม่ได้หมายความว่าจะเป็น “โครงการเฉพาะ” ตามความหมายของกฎหมายแรงงานเสมอไป

เช่นเดียวกัน หากบริษัทจ้างพนักงานในตำแหน่งที่ทำงานตามปกติของกิจการ แล้วทำสัญญาครั้งละหนึ่งปี การกำหนดวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดไว้ชัดเจนอาจทำให้สัญญานั้นเป็นสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อครบหนึ่งปีแล้วนายจ้างจะได้รับยกเว้นค่าชดเชยตามมาตรา 118 ไปด้วย

ตรงนี้เป็นจุดที่มักถูกอธิบายปนกันจนเกิดความเข้าใจว่า หากงานไม่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นของมาตรา 118 สัญญานั้นก็ต้องกลายเป็น “สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา” เสมอ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น

สัญญาฉบับหนึ่งอาจเป็นสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาอย่างแท้จริงก็ได้ แต่เป็นสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาที่ ไม่ได้รับยกเว้นค่าชดเชย ก็ได้เช่นกัน

ดังนั้น ประเด็นเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การพยายามแบ่งลูกจ้างออกเป็น “ลูกจ้างประจำ” กับ “ลูกจ้างชั่วคราว” แล้วนำชื่อที่เรียกนั้นมาตัดสินเรื่องค่าชดเชย เพราะพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานไม่ได้ให้ข้อยกเว้นเพียงเพราะนายจ้างตั้งชื่อลูกจ้างว่า Temporary Employee, Contract Employee หรือ Project Employee

ในทำนองเดียวกัน ก็ไม่จำเป็นต้องไปพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่านายจ้างกำหนดระยะเวลาของสัญญาไว้ “เพื่อหลีกเลี่ยงค่าชดเชย” หรือไม่ เพราะเจตนาของนายจ้างในลักษณะนั้นไม่ใช่เงื่อนไขที่ทำให้เกิดหรือไม่เกิดสิทธิตามมาตรา 118

ต่อให้นายจ้างไม่ได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมายเลย และเข้าใจโดยสุจริตว่าการทำสัญญาหนึ่งปีทำให้เมื่อครบกำหนดแล้วไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย หากลักษณะงานและการจ้างไม่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด ผลทางกฎหมายก็ไม่ได้เปลี่ยนไปตามความเข้าใจของนายจ้าง

เรื่องการต่อสัญญาหลายครั้งก็เช่นเดียวกัน การต่อสัญญาปีต่อปีอาจเป็นข้อเท็จจริงหนึ่งที่นำมาพิจารณาลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญา แต่ไม่ควรสร้างหลักง่าย ๆ ว่า เมื่อต่อสัญญาหลายครั้งแล้วลูกจ้างจะกลายเป็น “ลูกจ้างประจำ” โดยอัตโนมัติ เพราะสุดท้ายยังต้องกลับมาดูข้อเท็จจริงของการจ้างและเงื่อนไขตามกฎหมายอยู่ดี

ดังนั้น ถ้าจะถามว่า “สัญญาจ้างชั่วคราวไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยจริงหรือ” คำตอบคงไม่ควรเริ่มจากการเปิดหน้าสัญญาแล้วดูว่ามีคำว่า “ชั่วคราว” หรือมีวันหมดอายุหรือไม่  แต่ควรเริ่มจากการแยกสองเรื่องออกจากกันเสียก่อนว่า สัญญานั้นมีกำหนดระยะเวลาหรือไม่ เป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนเมื่อสัญญาสิ้นสุดแล้วได้รับยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เมื่อแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันได้ หลายกรณีที่เคยดูซับซ้อนจะง่ายขึ้นมากเพราะประเด็นจริงของเรื่องนี้ไม่ใช่ว่า “สัญญาเขียนไว้กี่ปี”

แต่อยู่ที่ว่า “จ้างมาทำงานอะไร และงานนั้นเข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่”

สัญญาหนึ่งปีจึงอาจเป็นสัญญาหนึ่งปีจริง ๆ และเมื่อครบหนึ่งปีก็สิ้นสุดจริง ๆ แต่ในขณะเดียวกัน นายจ้างก็ยังอาจต้องจ่ายค่าชดเชยได้

เรื่องนี้ไม่ขัดกันเลยค่ะ เพียงแต่เป็นกฎหมายคนละประเด็นที่เราไม่ควรเอามาปนกัน

โดยทนายฝ้าย

คลินิกกฎหมายแรงงาน

ปรึกษามีค่าใช้จ่าย