กรุณารอสักครู่

 

บทความแนะนำ

ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น

hrกฎหมายกฏหมายแรงงานคลินิกกฎหมายแรงงานฎีกาคดีแรงงานทนายคดีแรงงานนายจ้างลูกจ้างวิทยากรกฎหมายแรงงานหากทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมงทุกวัน แต่บริษัทไม่จ่ายค่าล่วงเวลา แบบนี้ผิดกฎหมายแรงงานหรือไม่

5 August 2026

“เงินเดือนก็ให้แล้ว จะเอาโอทีอะไรอีก”

ประโยคนี้หลายคนคงเคยได้ยิน โดยเฉพาะคนที่ทำงานประจำในบริษัทเอกชน บางแห่งกำหนดเวลาเลิกงานไว้ 17.00 น. แต่ความจริงกลับไม่มีใครได้กลับก่อนหนึ่งหรือสองทุ่ม บางแห่งถือเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ทุกคนต้องอยู่จนหัวหน้ากลับ บางแห่งเขียนไว้ในสัญญาเลยว่า เงินเดือนที่ได้รับ “รวมค่าล่วงเวลาแล้ว” หรือกำหนดให้พนักงานทำงานวันละ 10–12 ชั่วโมงเป็นเรื่องปกติ โดยไม่มีค่าตอบแทนเพิ่มเติม

เมื่อเป็นเช่นนี้ หลายคนจึงเริ่มสงสัยว่า หากทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมงทุกวัน แต่บริษัทไม่จ่ายค่าล่วงเวลา แบบนี้ผิดกฎหมายแรงงานหรือไม่

คำตอบอาจไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะประเด็นไม่ได้อยู่ที่ลูกจ้างกลับบ้านกี่โมง แต่อยู่ที่ว่า เวลาที่เกินจากนั้นเป็น “เวลาทำงานตามกฎหมาย” หรือไม่ และเกิดจากคำสั่งหรือความประสงค์ของนายจ้างหรือเปล่า

โดยหลักแล้ว พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานกำหนดให้นายจ้างต้องกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดการทำงานไว้ชัดเจน เวลาทำงานปกติโดยทั่วไปต้องไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง และเมื่อรวมกันทั้งสัปดาห์ต้องไม่เกิน 48 ชั่วโมง ตามมาตรา 23 ส่วนงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือความปลอดภัย กฎหมายก็ยิ่งกำหนดเวลาทำงานให้สั้นลง คือไม่เกินวันละ 7 ชั่วโมง และไม่เกินสัปดาห์ละ 42 ชั่วโมง

เพราะฉะนั้น หากบริษัทกำหนดเวลาทำงานไว้ตั้งแต่ 08.00 น. ถึง 17.00 น. โดยมีเวลาพักหนึ่งชั่วโมง เวลาทำงานปกติก็เท่ากับวันละ 8 ชั่วโมง หากพนักงานต้องทำงานต่อหลังเวลา 17.00 น. ชั่วโมงที่เกินจากเวลาทำงานปกตินั้น โดยหลักย่อมเป็นการทำงานล่วงเวลา

แต่อย่าเพิ่งรีบสรุปว่า ทุกครั้งที่อยู่บริษัทเกิน 8 ชั่วโมงจะต้องได้โอที เพราะกฎหมายยังมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาอีกหลายประเด็น

เรื่องแรกคือ เวลาที่กฎหมายเรียกว่า “ทำงานล่วงเวลา” จะต้องเป็นการทำงานที่เกิดจากคำสั่ง การมอบหมาย การยินยอม หรืออย่างน้อยที่สุดเป็นการที่นายจ้างรับรู้และยอมให้ลูกจ้างทำงานต่อ

หากลูกจ้างนั่งรอรถ ติดฝน พูดคุยกับเพื่อน หรืออยู่ทำธุระส่วนตัวหลังเลิกงาน เวลาที่อยู่ในสำนักงานก็ไม่ได้แปลว่าจะกลายเป็นเวลาทำงานล่วงเวลาเสมอไป

แต่ในทางกลับกัน หากหัวหน้างานส่งข้อความมาให้แก้งานหลังเลิกงาน กำหนดให้ส่งรายงานก่อนเช้าวันรุ่งขึ้น นัดประชุมหลังเวลาเลิกงาน หรือบริษัทรับรู้มาตลอดว่าพนักงานต้องอยู่ทำงานต่อเป็นประจำ และผลงานที่ทำหลังเวลาเลิกงานถูกนำไปใช้ในการดำเนินธุรกิจ ย่อมมีน้ำหนักว่าเป็นการทำงานตามความประสงค์ของนายจ้าง แม้จะไม่มีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม

แนวคิดนี้สอดคล้องกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9015/2549 ซึ่งวางหลักไว้ว่า การลงเวลาออกจากงานช้ากว่าปกติ ไม่ได้ทำให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาโดยอัตโนมัติ หากข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่านายจ้างเป็นผู้สั่งหรือยินยอมให้ทำงานต่อ

เมื่อพูดถึงการทำงานล่วงเวลา หลายบริษัทมักอ้างว่า ในสัญญาจ้างเขียนไว้แล้วว่า “เงินเดือนรวมโอที”

คำถามคือ เพียงเขียนข้อความเช่นนี้ นายจ้างก็ไม่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาอีกใช่หรือไม่

คำตอบคือ ไม่ใช่

เหตุผลสำคัญไม่ได้อยู่ที่ข้อความในสัญญา แต่อยู่ที่กฎหมายแรงงานถือว่า สิทธิได้รับค่าล่วงเวลาเป็นสิทธิขั้นต่ำที่ลูกจ้างจะตกลงสละเองไม่ได้ หากข้อตกลงนั้นทำให้ลูกจ้างเสียเปรียบเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5978/2550 วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การนำค่าล่วงเวลาไปรวมไว้ในเงินเดือนโดยเหมาจ่าย โดยไม่ได้คำนวณตามจำนวนชั่วโมงที่ทำงานจริง และไม่ได้แยกให้เห็นว่าเงินส่วนใดเป็นค่าจ้าง เงินส่วนใดเป็นค่าล่วงเวลา มีลักษณะเป็นการผูกพันให้ลูกจ้างต้องยอมทำงานล่วงเวลาอยู่ตลอด จึงขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน และข้อตกลงดังกล่าวตกเป็นโมฆะ

ด้วยเหตุผลเดียวกัน หลายองค์กรจึงใช้วิธีเขียนไว้ในสัญญาตั้งแต่วันแรกว่า พนักงานต้องทำโอทีทุกวัน

แต่คำถามคือ การให้ความยินยอมล่วงหน้าครั้งเดียวตั้งแต่วันเข้าทำงาน ถือว่าเพียงพอตามกฎหมายหรือไม่

มาตรา 24 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้ว่า การทำงานล่วงเวลาในวันทำงานต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง “เป็นคราว ๆ ไป” เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด เช่น งานฉุกเฉิน หรืองานที่หากหยุดแล้วจะเกิดความเสียหาย

คำว่า “เป็นคราว ๆ ไป” มีความหมายสำคัญ เพราะสะท้อนว่า กฎหมายไม่ต้องการให้นายจ้างบังคับลูกจ้างยินยอมทำโอทีตลอดไปตั้งแต่วันแรกที่เซ็นสัญญา

เรื่องนี้ศาลฎีกาเพิ่งวางหลักไว้อีกครั้งในคำพิพากษาที่ 3969–3975/2567 โดยเห็นว่า การกำหนดในสัญญาให้ลูกจ้างต้องทำงานล่วงเวลาวันละ 4 ชั่วโมงทุกวัน เป็นการหลีกเลี่ยงหลักกฎหมายเรื่องการขอความยินยอม จึงเป็นข้อตกลงที่ขัดต่อมาตรา 24 และตกเป็นโมฆะ

อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าวเป็นกิจการปิโตรเลียม ซึ่งมีกฎกระทรวงเฉพาะอนุญาตให้กำหนดเวลาทำงานปกติได้ถึงวันละ 12 ชั่วโมงภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ศาลจึงอธิบายไว้อย่างน่าสนใจว่า ไม่ใช่ทุกกรณีที่ทำงานเกิน 8 ชั่วโมงจะถือเป็นโอทีเสมอไป เพราะบางกิจการมีกฎหมายเฉพาะที่กำหนดเวลาทำงานแตกต่างจากหลักทั่วไป

นี่จึงเป็นเหตุผลที่การวินิจฉัยเรื่องค่าล่วงเวลา ไม่สามารถดูเพียงนาฬิกาแล้วนับจำนวนชั่วโมงได้ แต่ต้องย้อนกลับไปดูประเภทกิจการ กฎกระทรวงที่ใช้บังคับ และเวลาทำงานปกติที่กฎหมายอนุญาตให้กำหนดไว้สำหรับกิจการนั้นด้วย

หากลูกจ้างเห็นว่าตนเองทำงานเกินเวลาเป็นประจำ แต่ไม่ได้รับค่าล่วงเวลา สิ่งสำคัญที่สุดคือการเก็บหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นบัตรตอกเวลา ระบบสแกนเข้าออกอาคาร ตารางกะ อีเมล ข้อความจากหัวหน้างาน บันทึกการประชุม รายงานการส่งงาน หรือแม้แต่สลิปเงินเดือน เพราะหลักฐานเหล่านี้ไม่ได้ใช้พิสูจน์เพียงว่าลูกจ้างอยู่ในบริษัทกี่ชั่วโมง แต่ใช้พิสูจน์ด้วยว่า การทำงานที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปตามคำสั่ง การมอบหมาย หรือการรับรู้ของนายจ้างหรือไม่

ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นเรื่องโอทีไม่ได้อยู่ที่ว่า ลูกจ้างกลับบ้านหลังหนึ่งทุ่มหรือสองทุ่ม แต่อยู่ที่ว่า ชั่วโมงที่เกินจากเวลาทำงานปกตินั้น เป็นการทำงานที่นายจ้างสั่ง มอบหมาย หรือยินยอมให้ทำหรือไม่ และกิจการนั้นอยู่ภายใต้หลักทั่วไปของกฎหมายแรงงาน หรือมีกฎกระทรวงเฉพาะที่กำหนดเวลาทำงานแตกต่างออกไป

เพราะในทางกฎหมาย คำว่า “อยู่ที่ทำงาน” กับ “ทำงานล่วงเวลา” ไม่ใช่ความหมายเดียวกันเสมอไป แต่หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นการทำงานล่วงเวลาตามที่กฎหมายกำหนด นายจ้างก็มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาตามอัตราที่กฎหมายรับรอง และไม่อาจตัดสิทธิดังกล่าวด้วยข้อความสั้น ๆ ในสัญญาจ้างเพียงว่า “เงินเดือนนี้รวมโอทีแล้ว” ได้

โดยทนายฝ้าย

คลินิกกฎหมายแรงงาน

ปรึกษามีค่าใช้จ่าย