เวลามีทั้งนายจ้างและลูกจ้างเข้ามาปรึกษาเรื่องคดีแรงงาน หนึ่งในคำถามที่ได้ยินอยู่เสมอคือ “คดีแรงงานไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล แล้วจำเป็นต้องจ้างทนายความหรือไม่” หลายคนเข้าใจว่าหากไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล ก็น่าจะดำเนินคดีได้ง่าย และการมีทนายความอาจเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น แต่ในความเป็นจริง ประเด็นทั้งสองเรื่องนี้เป็นคนละเรื่องกัน และกฎหมายก็วางหลักไว้ค่อนข้างชัดเจน
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 27 บัญญัติว่า “การยื่นคำฟ้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในศาลแรงงาน ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าฤชาธรรมเนียม” หลักการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีต่อศาล และคำว่า “ค่าฤชาธรรมเนียม” ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น หมายถึงค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระต่อศาลในการดำเนินกระบวนพิจารณา ซึ่งศาลฎีกาก็เคยวินิจฉัยไว้ว่า รวมถึงค่าใช้จ่ายบางประการที่เกิดขึ้นในกระบวนพิจารณาด้วย เช่น ค่าโฆษณาคำคู่ความหรือหมายเรียกทางหนังสือพิมพ์
อย่างไรก็ตาม การได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมศาล ไม่ได้หมายความว่ารัฐจัดหาทนายความให้ และก็ไม่ได้หมายความว่าคู่ความจะต้องมีทนายความ เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดให้การดำเนินคดีแรงงานเป็นคดีที่ต้องแต่งตั้งทนายความ คู่ความจึงสามารถยื่นฟ้อง ยื่นคำให้การ แถลงข้อเท็จจริง นำพยานเข้าสืบ ซักถามพยาน และดำเนินกระบวนพิจารณาด้วยตนเองได้
กล่าวอีกนัยหนึ่ง กฎหมายให้สิทธิคู่ความที่จะมีทนายความ แต่ไม่ได้กำหนดเป็นข้อบังคับว่าจะต้องมีทนายความในการดำเนินคดีแรงงาน คู่ความจึงสามารถเลือกดำเนินคดีด้วยตนเอง หรือเลือกให้ทนายความเป็นผู้ดำเนินคดีแทนก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อม ความซับซ้อนของคดี และความสมัครใจของแต่ละบุคคล
แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ในทางปฏิบัติ คดีแรงงานจำนวนไม่น้อยไม่ได้มีเพียงข้อพิพาทเรื่องเงินเดือนหรือค่าชดเชยเท่านั้น หลายคดีมีประเด็นเกี่ยวกับการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม การตีความข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน การกระทำผิดร้ายแรงตามมาตรา 119 การคำนวณค่าชดเชย โบนัส ค่าคอมมิชชั่น หรือการตีความเงื่อนไขในสัญญาจ้าง ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ต้องอาศัยทั้งข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และหลักกฎหมายประกอบกัน
หลายครั้งคู่ความเชื่อว่าตนเองมีเหตุผลเพียงพอที่จะชนะคดี แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณา กลับพบว่าการนำเสนอข้อเท็จจริง การเรียบเรียงลำดับเหตุการณ์ การซักถามพยาน หรือการเชื่อมโยงข้อเท็จจริงเข้ากับบทกฎหมาย เป็นสิ่งที่มีผลต่อรูปคดีไม่น้อยไปกว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงเลือกให้ทนายความช่วยวางแนวทางการดำเนินคดี ไม่ใช่เพราะกฎหมายบังคับ แต่เพราะต้องการให้ผู้ที่ทำงานด้านนี้เป็นประจำช่วยประเมินข้อกฎหมายและพยานหลักฐาน รวมถึงลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการดำเนินคดี
หากตัดสินใจจะจ้างทนายความ สิ่งที่ควรพิจารณาอาจไม่ใช่เพียงอัตราค่าบริการ แต่ควรพิจารณาว่าทนายมีประสบการณ์ด้านคดีแรงงานหรือไม่ สามารถอธิบายแนวทางดำเนินคดี ข้อดี ข้อจำกัด และความเสี่ยงของแต่ละทางเลือกได้หรือไม่ ให้คำแนะนำบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของคดีหรือไม่ รวมถึงแจ้งขอบเขตการดำเนินงานและค่าใช้จ่ายให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพราะคดีแรงงานแต่ละคดีมีข้อเท็จจริงแตกต่างกัน และไม่มีแนวทางสำเร็จรูปที่ใช้ได้กับทุกคดี
ในทางกลับกัน หากยังไม่พร้อมที่จะจ้างทนายความ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถต่อสู้คดีได้ สิ่งสำคัญคือการเตรียมตัวให้พร้อม รวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น สัญญาจ้าง หนังสือเตือน หนังสือเลิกจ้าง สลิปเงินเดือน ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน อีเมลหรือข้อความที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาท จัดลำดับเหตุการณ์ตามวันเวลา เตรียมรายชื่อพยาน และศึกษาประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีของตนเองให้มากที่สุด เพราะการเตรียมคดีอย่างเป็นระบบ ย่อมช่วยให้ศาลเห็นข้อเท็จจริงได้ชัดเจนกว่าการอาศัยความทรงจำเพียงอย่างเดียว
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเลือกดำเนินคดีด้วยตนเองหรือเลือกให้ทนายความเป็นผู้ดำเนินคดี สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ตัวบุคคล แต่คือการนำข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเข้าสู่ศาลอย่างครบถ้วนและถูกต้อง เพราะศาลจะวินิจฉัยคดีจากข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้และบทบัญญัติของกฎหมาย ไม่ใช่จากความมั่นใจของคู่ความ
ศาลแรงงานเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงความยุติธรรมได้โดยไม่ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมศาล และไม่บังคับให้ต้องมีทนายความ แต่สิทธิจะได้รับความคุ้มครองเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับว่าเจ้าของสิทธินั้นเตรียมคดีได้ดีเพียงใด เพราะในชั้นศาล ความจริงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่สามารถพิสูจน์ให้ศาลเห็นได้
โดยทนายฝ้าย
คลินิกกฎหมายแรงงาน
ปรึกษามีค่าใช้จ่าย

