ช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีลูกจ้างจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาปรึกษาด้วยความมั่นใจว่าตัวเอง “มีสิทธิ” ตามกฎหมาย และหลายคนถึงขั้นยื่นฟ้องศาลแรงงาน เพราะเชื่อว่าสิ่งที่อ่านจากอินเทอร์เน็ต หรือได้ยินจากคนรอบตัวเป็นความจริง แต่เมื่อคดีเข้าสู่ศาล กลับพบว่าความเชื่อเหล่านั้น ไม่ใช่สิทธิที่กฎหมายรับรอง และสุดท้ายก็เป็นเหตุให้แพ้คดี
กฎหมายแรงงานคุ้มครองลูกจ้างก็จริง แต่คุ้มครองเฉพาะ สิทธิที่กฎหมายบัญญัติไว้ ไม่ใช่ทุกสิ่งที่ลูกจ้างรู้สึกว่าควรได้รับ วันนี้จึงอยากหยิบ “Fake News” ที่พบได้บ่อยที่สุดจากประสบการณ์ทำคดีแรงงานมาเล่าให้ฟัง
1. “ลาออกเพราะรู้สึกกดดัน เท่ากับนายจ้างเลิกจ้าง”
นี่เป็นความเข้าใจผิดที่พบมากที่สุด หลายคนเชื่อว่า หากถูกหัวหน้ากดดัน ถูกตำหนิเรื่องงาน ถูกประเมินผลงาน หรือรู้สึกว่าอยู่ต่อไม่ไหว จึงตัดสินใจเขียนใบลาออก เท่ากับนายจ้างเป็นฝ่ายเลิกจ้าง และสามารถเรียกค่าชดเชยหรือฟ้องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้
แต่กฎหมายไม่เคยบัญญัติว่า “ความรู้สึกกดดัน” เท่ากับ “การเลิกจ้าง” การลาออกยังคงเป็นการแสดงเจตนาของลูกจ้าง เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่านายจ้างกระทำการบีบบังคับหรือเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของสัญญาจ้างจนลูกจ้างไม่มีทางเลือกอื่น การพิสูจน์เรื่องนี้ต้องอาศัยพยานหลักฐาน ไม่ใช่เพียงความรู้สึกของผู้ฟ้อง
2. “ถูกเลิกจ้างเพราะไม่ผ่าน PIP ศาลต้องตัดสินให้ลูกจ้างชนะทุกคดี”
PIP ไม่ใช่คำต้องห้าม และกฎหมายก็ไม่ได้บัญญัติว่า การเลิกจ้างเพราะไม่ผ่าน PIP เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเสมอไป
สิ่งที่ศาลพิจารณา คือ PIP นั้นเป็นธรรมจริงหรือไม่ มีการกำหนดเป้าหมายที่วัดผลได้หรือไม่ ลูกจ้างได้รับโอกาสในการปรับปรุงจริงหรือไม่ และเหตุแห่งการเลิกจ้างมีความสมเหตุสมผลหรือไม่ หากนายจ้างสามารถพิสูจน์ได้ว่าดำเนินการอย่างเป็นธรรม การเลิกจ้างก็อาจชอบด้วยกฎหมายได้เช่นกัน
3. “ลาพักร้อนเป็นสิทธิของลูกจ้าง จะลาเมื่อไรก็ได้ นายจ้างห้ามปฏิเสธ”
กฎหมายให้สิทธิลูกจ้างได้รับวันหยุดพักผ่อนประจำปี แต่ กฎหมายไม่ได้ให้สิทธิเลือกวันหยุดได้ตามใจตนเอง
การใช้วันลาพักร้อนยังคงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือระเบียบที่นายจ้างกำหนด และต้องคำนึงถึงความจำเป็นในการประกอบกิจการ หากลูกจ้างแจ้งลาพักร้อนในช่วงที่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจ นายจ้างย่อมมีสิทธิเลื่อนหรือกำหนดช่วงเวลาการลาได้ ตราบใดที่ไม่เป็นการตัดสิทธิวันลาพักร้อนของลูกจ้าง
สิทธิในการ “มีวันลาพักร้อน” กับสิทธิในการ “เลือกวันลาเอง” เป็นคนละเรื่องกัน
4. “ลูกจ้างไม่ต้องพิสูจน์อะไร เพราะนายจ้างเป็นฝ่ายต้องพิสูจน์ทั้งหมด”
นี่เป็นอีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อย หลายคนเชื่อว่า เมื่อฟ้องคดีแรงงานแล้ว ลูกจ้างเพียงแค่เล่าเหตุการณ์ให้ศาลฟัง ส่วนหน้าที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงทั้งหมดเป็นของนายจ้าง เพราะคดีแรงงานเป็นคดีที่ใช้ระบบไต่สวน
ความเข้าใจเช่นนี้ไม่ถูกต้องทั้งหมด แม้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานจะกำหนดให้ศาลใช้ระบบไต่สวน และศาลมีอำนาจค้นหาความจริงเพิ่มเติมได้เอง แต่ไม่ได้หมายความว่าคู่ความฝ่ายที่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อให้ตนเองได้รับสิทธิ จะไม่มีภาระในการแสดงข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานประกอบข้อกล่าวอ้างนั้นเลย
ตัวอย่างเช่น หากลูกจ้างอ้างว่าถูกบังคับให้ลาออก ถูกเลือกปฏิบัติ ถูกกลั่นแกล้ง หรือถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ลูกจ้างก็ยังต้องนำเสนอข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ทำให้ศาลเห็นว่าข้อกล่าวอ้างดังกล่าวมีมูลเพียงพอที่จะรับฟัง ศาลอาจใช้อำนาจไต่สวนเพิ่มเติมหรือเรียกพยานหลักฐานอื่นมาประกอบการวินิจฉัยได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าศาลจะสมมติให้ข้อกล่าวอ้างของลูกจ้างเป็นความจริงเพียงเพราะลูกจ้างกล่าวอ้างขึ้นมา
ดังนั้น การดำเนินคดีแรงงานจึงไม่ใช่การแข่งขันว่าใครเป็นลูกจ้างหรือใครเป็นนายจ้าง แต่เป็นการนำข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการพิจารณา เพื่อให้ศาลใช้ดุลพินิจค้นหาความจริงและวินิจฉัยตามกฎหมาย การเข้าใจว่า “ศาลแรงงานเป็นระบบไต่สวน จึงไม่ต้องพิสูจน์อะไร” จึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกจ้างจำนวนไม่น้อยประเมินคดีของตนเองผิดพลาดตั้งแต่ต้น
5. “ถูกเลิกจ้างทุกกรณี ต้องได้ค่าชดเชย”
แม้ค่าชดเชยจะเป็นสิทธิสำคัญของลูกจ้าง แต่ก็ไม่ใช่สิทธิที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการเลิกจ้าง เพราะมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน กำหนดเหตุที่นายจ้างสามารถเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยไว้หลายกรณี เช่น ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจทำให้นายจ้างเสียหาย ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือขาดงานติดต่อกันสามวันทำงานโดยไม่มีเหตุอันสมควร
ดังนั้น การถูกเลิกจ้างไม่ได้หมายความว่าจะได้รับค่าชดเชยเสมอไป แต่ต้องพิจารณาว่าการเลิกจ้างนั้นเข้าเหตุยกเว้นตามกฎหมายหรือไม่
ท้ายที่สุด สิ่งที่ทำให้หลายคนแพ้คดี ไม่ใช่เพราะกฎหมายไม่คุ้มครองลูกจ้าง แต่เพราะเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเอง “คิดว่ามีสิทธิ” เท่ากับ “สิทธิที่กฎหมายรับรอง”
กฎหมายไม่เคยตัดสินจากยอดวิว ยอดแชร์ หรือยอดไลก์ แต่ตัดสินจากข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และบทบัญญัติของกฎหมาย เพราะฉะนั้น ก่อนจะเชื่อว่า “กฎหมายให้สิทธิ” ลองเปิดตัวบทและคำพิพากษาฉบับเต็มอ่านสักครั้ง อาจพบว่าความจริง…ไม่เหมือนที่เห็นในคลิป
โดยทนายฝ้าย
คลินิกกฎหมายแรงงาน
ปรึกษามีค่าใช้จ่าย

