เมื่อก่อนเป็นคนหนึ่งที่เชื่อมากว่า ถ้าเรามีของอยู่ข้างในมากพอ เราไม่จำเป็นต้องเอาของมาถมข้างนอก
ไม่จำเป็นต้องขับรถหรู ไม่จำเป็นต้องถือกระเป๋าแบรนด์เนม ไม่ต้องมีรองเท้า เข็มขัด หรือนาฬิกาที่ใครเห็นแล้วรู้ทันทีว่าราคาเท่าไร เพราะสุดท้ายถ้าเราเก่งจริง ทำงานเป็นจริง และมีความสามารถจริง วันหนึ่งคนก็ต้องเห็นเองว่าเรามีอะไร
พูดง่าย ๆ คือเชื่อมาตลอดว่า เราเติมตัวเองจากข้างในได้ โดยไม่ต้องซื้ออะไรมาเติมข้างนอก
จนวันหนึ่งเริ่มยอมรับว่า ความคิดนั้นถูกเพียงครึ่งเดียว
เราไม่จำเป็นต้องใช้ของแพงเพื่อพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง อันนี้ยังเชื่อเหมือนเดิม แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ก่อนที่คนคนหนึ่งจะมีเวลามากพอให้เราแสดงความสามารถ เขาเห็น “ข้างนอก” ของเราก่อนเสมอ
ก่อนที่ลูกค้าจะรู้ว่าเราทำงานเก่งแค่ไหน เขาเห็นวิธีที่เราเดินเข้าไปหาเขา ก่อนที่คนในห้องประชุมจะรู้ว่าเรามีความรู้แค่ไหน เขาเห็นวิธีที่เราแต่งตัว นั่ง ฟัง และพูดกับคนอื่น และก่อนที่คนแปลกหน้าจะรู้จักนิสัยของเรา เขารับข้อมูลบางอย่างจากบุคลิกภายนอกของเราไปเรียบร้อยแล้ว
ตรงนี้ต่างหากที่ทำให้มุมมองเรื่อง “การแต่งตัว” เปลี่ยนไป
การแต่งตัวไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของความฟุ่มเฟือย แต่มันคือการสื่อสารอย่างหนึ่ง เสื้อผ้าที่เหมาะกับสถานที่ ความสะอาด ความเรียบร้อย การรู้ว่าควรแต่งตัวแบบไหนในโอกาสใด สิ่งเหล่านี้กำลังบอกคนอื่นบางอย่างเกี่ยวกับตัวเราโดยที่เรายังไม่ทันพูดด้วยซ้ำ
แต่พอคิดต่อไปอีกหน่อย ก็พบว่าเสื้อผ้ายังเป็นเพียงส่วนเล็กๆ
เพราะคนหนึ่งอาจแต่งตัวดีมาก แต่เดินเข้าห้องประชุมสายโดยไม่ขอโทษ วางโทรศัพท์บนโต๊ะแล้วก้มดูตลอดเวลาที่คนอื่นพูด หรือคุยกับผู้บริหารอย่างสุภาพ แต่เปลี่ยนน้ำเสียงทันทีเมื่อคุยกับพนักงานบริการ ภาพที่เสื้อผ้าราคาแพงสร้างไว้เมื่อห้านาทีก่อน อาจหายไปได้ในเวลาไม่กี่วินาที
ตรงนี้ทำให้เห็นว่า ภาพลักษณ์ไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เราใส่เพียงอย่างเดียว แต่มันเกิดจากวิธีที่เราปฏิบัติต่อโลกด้วย
มารยาทจึงสำคัญมาก การรู้จักกาลเทศะสำคัญ การวางตัวสำคัญ วิธีฟังคนอื่นสำคัญ วิธีพูดกับคนที่ไม่มีผลประโยชน์อะไรให้เราก็สำคัญ และบางครั้งสิ่งเหล่านี้บอก “ระดับ” ของคนได้มากกว่าราคากระเป๋าที่ถือเสียอีก
แน่นอนว่าเราไม่ควรตัดสินคุณค่าของมนุษย์ทั้งหมดจากเสื้อผ้า รถ หรือบุคลิกในเวลาไม่กี่นาที เพราะสิ่งที่เห็นภายนอกไม่มีทางบอกเรื่องราวทั้งหมดของใครได้ แต่ในชีวิตจริงเราก็ต้องยอมรับว่า มนุษย์ไม่มีเวลาทำความรู้จักทุกคนอย่างลึกซึ้งก่อนจะสร้างความประทับใจบางอย่างขึ้นมา ภาพภายนอกจึงมีผล ไม่ว่าเราจะชอบความจริงข้อนี้หรือไม่ก็ตาม
เพียงแต่คำว่า “ดูดี” ไม่ควรถูกแปลผิดไปเป็นคำว่า “ต้องดูแพง”
เสื้อธรรมดาที่สะอาดและเหมาะกับสถานการณ์ อาจดูดีกว่าเสื้อราคาแพงที่ไม่เหมาะกับกาลเทศะ รถธรรมดาไม่ได้ทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง และกระเป๋าที่ไม่มีโลโก้ไม่ได้ทำให้ความสามารถของใครน้อยลง
ถ้าจะลงทุนกับภาพลักษณ์ จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการซื้อของที่แพงขึ้น แต่อาจเริ่มจากการรู้จักตัวเองมากขึ้นว่า เรากำลังจะไปไหน พบใคร และอยากให้คนที่พบเรารับรู้อะไรจากตัวเรา
แต่งตัวให้เหมาะสม ดูแลตัวเองให้เรียบร้อย ฝึกพูด ฝึกฟัง รู้จักกาลเทศะ รักษาเวลา และให้เกียรติคนตรงหน้า
เพราะเมื่อคิดมาถึงวันนี้ สิ่งที่เคยเชื่อก็ไม่ได้ผิดเสียทั้งหมด
การแต่งตัวจำเป็น
มารยาทยิ่งจำเป็น
การวางตัวยิ่งจำเป็น
แต่ของแพง?
ไม่จำเป็นเลย
เพราะสุดท้ายสิ่งที่ทำให้คนคนหนึ่ง “ดูเต็ม” อาจไม่ใช่ของที่เอามาถมไว้ข้างนอก
แต่คือข้างในมีของจริง และข้างนอกก็รู้จักวางมันให้เป็น
ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น
ทนายความ l วิทยากรด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และภาวะผู้นำ

