Please wait ...

 

“ให้พนักงานเซ็นใบลาออกแทนได้ไหมคะอาจารย์ จะได้ไม่มีปัญหาตามมาทีหลัง”

เป็นคำถามที่ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง และบางครั้งก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ใครเป็นคนทำให้นายจ้างเข้าใจว่า เมื่อมีลายมือชื่อในใบลาออกแล้ว ทุกอย่างจะจบลงทันที เพราะในทางกฎหมาย เรื่องนี้ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

จากประสบการณ์ที่พบ การให้ลูกจ้างเซ็นใบลาออกแทนการออกหนังสือเลิกจ้าง มักมีอยู่สองลักษณะ ซึ่งต้องแยกพิจารณาให้ชัดเจน

กรณีแรก นายจ้างต้องการให้ลูกจ้างออก ทั้งที่ลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิด

บางบริษัทเข้าใจว่า หากออกหนังสือเลิกจ้างก็อาจต้องจ่ายค่าชดเชยหรือถูกฟ้องร้อง จึงเลือกให้ลูกจ้างลงชื่อในใบลาออกแทน เพราะเชื่อว่าเมื่อมีลายมือชื่อแล้ว ลูกจ้างจะกลับมาเรียกร้องสิทธิอะไรไม่ได้อีก

แต่ใบลาออกไม่ใช่เอกสารวิเศษที่ลงชื่อแล้วจะลบล้างข้อเท็จจริงทั้งหมดได้ หากลูกจ้างสามารถพิสูจน์ได้ว่าการลงลายมือชื่อนั้นไม่ได้เกิดจากความสมัครใจ แต่เกิดจากการข่มขู่ บังคับ หรือหลอกลวง ก็ยังสามารถนำข้อเท็จจริงดังกล่าวไปโต้แย้งและฟ้องคดีได้ ไม่ว่าจะมีพยานบุคคล บันทึกเสียงที่รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ หรือพฤติการณ์แวดล้อมอื่นที่สนับสนุนว่าแท้จริงแล้วนายจ้างเป็นฝ่ายต้องการให้ลูกจ้างพ้นจากงาน

แน่นอนว่า การกล่าวอ้างว่าถูกบังคับเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ต้องมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้ศาลรับฟังได้ด้วย แต่ในทางกลับกัน นายจ้างก็ไม่ควรเข้าใจว่าลายมือชื่อเพียงอย่างเดียวจะป้องกันการถูกฟ้องได้ทุกกรณี

กรณีที่สอง ลูกจ้างทำผิดจริง แต่นายจ้างกลับไม่กล้าออกหนังสือเลิกจ้าง และจ่ายชดเชยแทน

กรณีนี้เป็นเรื่องที่บางครั้งทนายก็งงเหมือนกันว่า จะให้เซ็นใบลาออกไปทำไม?

เพราะเมื่อสอบข้อเท็จจริงแล้วก็พบว่าลูกจ้างมีพฤติกรรมกระทำผิดจริง แต่ปัญหาคือบริษัทจัดการเรื่องเหล่านั้นมาไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้น หนังสือเตือนที่เคยออกก็ไม่ครบองค์ประกอบ บางเรื่องไม่มีหนังสือเตือนเลย หลักฐานที่ควรเก็บก็ไม่ได้เก็บ บางเหตุการณ์ปล่อยผ่านมาหลายเดือนหรือเป็นปี กว่าจะคิดได้ว่าอยากเลิกจ้าง พยานหลักฐานก็ไม่เหลือเพียงพอที่จะสนับสนุนเหตุเลิกจ้างตามที่บริษัทต้องการแล้ว

พอประเมินตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ก็พบว่า แม้ลูกจ้างจะทำผิดจริง แต่ข้อเท็จจริงหรือหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะอาศัยเหตุยกเว้นการจ่ายค่าชดเชยได้ เพราะการกระทำผิดของลูกจ้างไม่ได้หมายความว่านายจ้างจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ทุกกรณี

สุดท้ายบริษัทจึงต้องตัดใจจ่ายค่าชดเชย หากยังประสงค์จะเลิกจ้าง โดยต้องพิจารณาสิทธิอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย แต่บางแห่งกลับพยายามหาทางออกด้วยการให้ลูกจ้างเซ็นใบลาออกแทน ทั้งที่วิธีนี้อาจสร้างข้อพิพาทเรื่องความสมัครใจขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง

เรื่องแบบนี้จะโทษใครก็คงยาก เพราะหลายครั้งบริษัททราบปัญหามาตลอด แต่ไม่ดำเนินการทางวินัยให้ถูกต้อง ไม่เก็บหลักฐาน และปล่อยให้เรื่องผ่านไปจนถึงวันที่อยากเลิกจ้าง จึงเพิ่งพบว่าความผิดที่เคยคิดว่าร้ายแรงมากนั้น กลับไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะใช้ต่อสู้คดีได้อย่างมั่นใจ

สิ่งที่อยากฝากไว้คือ ถ้านายจ้างต้องการเลิกจ้าง ก็ควรดำเนินการเลิกจ้างให้ถูกต้อง ไม่จำเป็นต้องพยายามเปลี่ยนให้เป็นการลาออก เพราะการเลิกจ้างไม่ได้ผิดกฎหมายเสมอไป และการจ่ายค่าชดเชยก็ไม่ได้หมายความว่านายจ้างเป็นฝ่ายผิด เพียงแต่เป็นหน้าที่ตามกฎหมายเมื่อไม่เข้าเหตุยกเว้น

ส่วนการให้ลูกจ้างเซ็นใบลาออกนั้น หากเป็นความสมัครใจจริงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่หากเป็นการบังคับให้ลงชื่อเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิด ก็อย่าคิดว่ามีใบลาออกแล้วจะจบทุกอย่าง

บางครั้งค่าชดเชยที่บริษัทต้องจ่าย ไม่ได้เกิดจากการที่ลูกจ้างไม่เคยทำผิด แต่เกิดจากการที่บริษัทไม่เคยจัดการความผิดนั้นให้ถูกต้องต่างหาก

และถ้าจะถามว่าใครควรรับผิดชอบเรื่องนี้ ก็คงต้องเริ่มจากคนที่มีหน้าที่บริหารจัดการตั้งแต่แรก ไม่ใช่เพิ่งมาหาทางแก้ด้วยใบลาออกในวันสุดท้าย

ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น
ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน
คลินิกกฎหมายแรงงาน