ในทางกฎหมายแรงงาน เรื่องนี้ดูเหมือนไม่น่าซับซ้อนนัก เพราะเมื่อลูกจ้างเกษียณอายุตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด การเกษียณก็ถือเป็นการเลิกจ้าง และลูกจ้างย่อมมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงานเช่นเดียวกับการเลิกจ้างกรณีอื่น
แต่เมื่อเงินค่าชดเชยก้อนเดียวกันเดินออกจากกฎหมายแรงงานแล้วเข้าไปอยู่ในกฎหมายภาษี คำว่า “เลิกจ้าง” กลับไม่ได้ให้ผลเหมือนกันทุกกรณี
กรณีแรก ลูกจ้างถูกเลิกจ้างด้วยเหตุทั่วไป เช่น นายจ้างปรับโครงสร้าง ยุบตำแหน่ง หรือลดจำนวนพนักงาน หากเงินที่ได้รับเป็น “ค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน” กฎกระทรวง ฉบับที่ 394 (พ.ศ. 2567) กำหนดให้ค่าชดเชยส่วนที่ไม่เกินค่าจ้างของการทำงาน 400 วัน และไม่เกิน 600,000 บาท ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ โดยหลักเกณฑ์ใหม่นี้ใช้กับเงินได้ที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นไป
และหากค่าชดเชยมีจำนวนเกินส่วนที่ได้รับยกเว้น ก็ไม่ได้หมายความว่าส่วนที่เหลือจะต้องถูกนำไปรวมกับเงินเดือนเพื่อเสียภาษีตามปกติเสมอไป เพราะหากเข้าเงื่อนไขของเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน โดยเฉพาะกรณีมีระยะเวลาทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี ลูกจ้างอาจเลือกคำนวณภาษีแยกตามมาตรา 48(5) ได้อีกชั้นหนึ่ง แนววินิจฉัยของกรมสรรพากรก็เคยวางหลักไว้โดยตรงว่า ค่าชดเชยส่วนที่เกินจำนวนที่ได้รับยกเว้นสามารถเข้าสู่การคำนวณลักษณะนี้ได้
แต่ถ้าเป็นการเลิกจ้างเพราะเกษียณอายุ เรื่องจะเปลี่ยนทันที
แม้เงินที่ลูกจ้างได้รับยังเป็น “ค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน” แต่กฎกระทรวงเขียนยกเว้นไว้โดยเฉพาะว่า สิทธิยกเว้นดังกล่าว ไม่รวมค่าชดเชยที่ได้รับเพราะเหตุเกษียณอายุหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง ดังนั้น คนเกษียณจึงไม่สามารถเริ่มต้นด้วยการนำ 600,000 บาทออกจากฐานในลักษณะเดียวกับผู้ถูกเลิกจ้างทั่วไปได้
แต่ตรงนี้อย่าเพิ่งสรุปว่า “คนเกษียณเสียภาษีมากกว่า”
เพราะกรมสรรพากรมีข้อหารือตรงเรื่องนี้ว่า ค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานที่ได้รับเพราะเกษียณอายุ แม้ไม่ได้รับยกเว้นในลักษณะข้างต้น ก็ยังถือเป็น เงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน และหากเข้าเงื่อนไข เช่น ทำงานมาไม่น้อยกว่า 5 ปี ก็สามารถเลือกเสียภาษีแยกตามมาตรา 48(5) ซึ่งมีกติกาการหักค่าใช้จ่ายและการคำนวณภาษีของตัวเองได้
ผลสุดท้ายจึงต้องดูเป็นรายคน ทั้งจำนวนเงินที่ได้รับ เงินเดือนเดือนสุดท้าย อายุงาน และเงินได้อื่นในปีนั้น บางกรณีวิธีคำนวณสำหรับเงินออกจากงานอาจให้ผลทางภาษีที่เป็นประโยชน์มากกว่าตัวเลข “600,000 บาท” ที่เห็นเสียอีก
เรื่องนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ดีว่า เงินก้อนเดียวกันอาจมีชื่อเหมือนกันในกฎหมายแรงงาน แต่ไม่ได้แปลว่าจะได้รับการปฏิบัติทางภาษีเหมือนกัน
ก่อนถามว่า “ค่าชดเชยเสียภาษีไหม” จึงต้องถามให้ครบอีกหนึ่งประโยคว่า
ค่าชดเชยนั้น ได้มาเพราะออกจากงานด้วยเหตุอะไร
ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น
ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน
คลินิกกฎหมายแรงงาน

