Please wait ...

 

เวลาพูดถึงค่าคอมมิชชั่น หลายคนมักนึกถึงเงินพิเศษที่นายจ้างจ่ายให้เพื่อกระตุ้นการทำงาน ยิ่งทำผลงานได้มากก็ยิ่งได้รับเงินมากขึ้น จึงอาจเข้าใจว่าเงินประเภทนี้แยกต่างหากจากค่าจ้าง แต่ในทางกฎหมายแรงงาน ค่าคอมมิชชั่นไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงเงินจูงใจเสมอไปค่ะ

มีคดีหนึ่งที่น่าสนใจ ลูกจ้างทำงานรับ–ส่งพัสดุ ได้รับเงินเดือนประจำ 10,880 บาท และมีค่าคอมมิชชั่นเพิ่มเติมตามจำนวน ขนาด น้ำหนัก และประเภทของพัสดุที่รับหรือจัดส่งได้ เงินส่วนนี้จึงไม่เท่ากันในแต่ละเดือน เพราะขึ้นอยู่กับปริมาณงานที่ทำได้จริง

นายจ้างเห็นว่าค่าคอมมิชชั่นดังกล่าวเป็นเงินจูงใจ ไม่ใช่ค่าจ้างตามกฎหมาย จึงเกิดข้อพิพาทขึ้น

ประเด็นที่อยากชวนพิจารณาคือ แม้เงินส่วนนี้จะเรียกว่าค่าคอมมิชชั่น แต่หากมองจากลักษณะการทำงานจริง ลูกจ้างมีหน้าที่รับและส่งพัสดุอยู่แล้ว ส่วนเงินที่ได้รับเพิ่มเติมก็คำนวณจากงานที่ทำตามหน้าที่นั้นโดยตรง เท่ากับว่าเงินดังกล่าวมีลักษณะเป็นค่าตอบแทนการทำงาน ไม่ต่างจากการกำหนดค่าจ้างตามจำนวนผลงานที่ทำได้

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงวินิจฉัยว่า ค่าคอมมิชชั่นรับ–ส่งพัสดุเป็นค่าจ้างตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพราะเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายตอบแทนการทำงานตามหน้าที่ปกติของลูกจ้าง

ตรงนี้มีรายละเอียดที่ควรทำความเข้าใจเพิ่มเติมค่ะ การที่ค่าคอมมิชชั่นมีจำนวนไม่แน่นอน ไม่ใช่เหตุที่จะทำให้เงินนั้นไม่เป็นค่าจ้าง เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าค่าจ้างต้องเป็นเงินจำนวนคงที่ทุกเดือน การจ่ายค่าตอบแทนตามผลงานก็อาจเป็นค่าจ้างได้เช่นเดียวกัน

สิ่งที่ต้องพิจารณาจึงอยู่ที่วัตถุประสงค์ของการจ่ายเงินมากกว่า หากจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานตามปกติของลูกจ้าง เงินนั้นย่อมมีลักษณะเป็นค่าจ้าง แม้นายจ้างจะเรียกว่าเงินจูงใจหรือค่าคอมมิชชั่นก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าค่าคอมมิชชั่นทุกประเภทจะเป็นค่าจ้างทั้งหมดนะคะ เพราะเงินบางประเภทอาจจ่ายเป็นรางวัลพิเศษตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ต่างหาก จึงต้องพิจารณาลักษณะการจ่ายเงินและข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี

สำหรับฝ่ายบุคคลและนายจ้าง เรื่องนี้มีความสำคัญไม่น้อย เพราะการแยกค่าคอมมิชชั่นออกจากเงินเดือนในระบบบัญชีเงินเดือน ไม่ได้หมายความว่าเงินนั้นจะถูกแยกออกจากความหมายของค่าจ้างตามกฎหมายด้วย หากเงินดังกล่าวมีสถานะเป็นค่าจ้าง ก็อาจต้องนำไปพิจารณาคำนวณสิทธิต่าง ๆ ของลูกจ้างตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ดีว่า การพิจารณาค่าตอบแทนตามกฎหมายแรงงานต้องมองให้ลึกกว่าชื่อเรียกของเงิน โดยเฉพาะกิจการที่จ่ายค่าตอบแทนตามจำนวนชิ้นงานหรือผลงาน เพราะสิ่งที่นายจ้างกำหนดให้เป็นเงินจูงใจ อาจมีสถานะเป็นค่าจ้างตามกฎหมายได้เช่นกันค่ะ

สนใจ ประเด็นนี้ลองไปอ่าน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 2905/2568

ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น
ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน
คลินิกกฎหมายแรงงาน