เวลาลูกจ้างประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน เรามักพูดถึงค่ารักษาพยาบาลกันก่อน แต่มีคำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นได้หลังจากการรักษาสิ้นสุดลงแล้ว คือ ถ้ารักษาแล้วแต่ร่างกายไม่เหมือนเดิมล่ะ?
สมมติลูกจ้างได้รับอุบัติเหตุจากการทำงานจนแขนหรือขาสูญเสียสมรรถภาพ แม้พ้นระยะรักษาพยาบาลแล้ว แต่ยังต้องทำกายภาพบำบัด ต้องใช้อุปกรณ์ช่วย หรือไม่สามารถกลับไปทำงานเดิมได้และจำเป็นต้องฝึกอาชีพใหม่ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นใครเป็นคนรับผิดชอบ?
เรื่องนี้พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดไว้โดยเฉพาะค่ะ
มาตรา 15 กำหนดว่า ในกรณีที่ลูกจ้างจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานภายหลังการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างจ่ายค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานของลูกจ้างเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง
ตรงนี้มีคำที่ต้องอ่านให้ครบ คือ “จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟู” “เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น” และ “ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนด” เพราะไม่ได้หมายความว่าค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายหลังการรักษา ลูกจ้างจะสามารถนำมาเรียกได้ทั้งหมด
แล้วกฎหมายให้ค่าฟื้นฟูอะไรบ้าง?
ปัจจุบันกฎกระทรวงกำหนดการจ่ายค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. 2563 กำหนดค่าใช้จ่ายไว้หลายส่วน
ส่วนแรกเป็นการฟื้นฟูด้านการแพทย์ เช่น กายภาพบำบัดไม่เกินวันละ 200 บาท และกิจกรรมบำบัดไม่เกินวันละ 100 บาท โดยรวมกันไม่เกิน 24,000 บาท
ถ้าจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาหรือผ่าตัดเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน กำหนดไว้ไม่เกิน 40,000 บาท และหากมีความจำเป็นสามารถจ่ายเพิ่มขึ้นได้อีกไม่เกิน 140,000 บาท ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
ยังมีค่าวัสดุและอุปกรณ์ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู ซึ่งกำหนดอัตราต่อหน่วยตามอัตราของกระทรวงการคลัง และเมื่อรวมกันแล้วไม่เกิน 160,000 บาท
ส่วนลูกจ้างที่ไม่สามารถกลับไปประกอบงานเดิมและจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูด้านอาชีพ กฎหมายก็กำหนดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไว้เช่นกัน แต่ต้องเป็นการฝึกตามหลักสูตรที่หน่วยงานของสำนักงานประกันสังคมเป็นผู้ดำเนินการ โดยจ่ายได้ไม่เกิน 24,000 บาท
เพราะฉะนั้น เวลาพูดถึง “เงินทดแทน” อย่านึกถึงเฉพาะวันที่ลูกจ้างนอนโรงพยาบาลค่ะ
พระราชบัญญัติเงินทดแทนแยก ค่ารักษาพยาบาล กับ ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน ออกจากกัน เพราะในบางกรณีการรักษาอาการบาดเจ็บอาจสิ้นสุดลงแล้ว แต่ผลจากการประสบอันตรายยังทำให้ลูกจ้างไม่สามารถกลับไปใช้ร่างกายหรือทำงานได้อย่างเดิม
กฎหมายจึงไม่ได้มองเฉพาะว่าจะรักษาอาการบาดเจ็บอย่างไร แต่ยังมีเรื่องการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานภายหลังการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยด้วย
และอีกเรื่องที่ควรแยกให้ชัดคือ ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน ไม่ใช่เรื่องเดียวกับค่าทดแทนกรณีสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกาย เพราะเป็นเงินคนละประเภทและมีหลักเกณฑ์ในการจ่ายต่างกัน
ลูกจ้างคนหนึ่งจึงอาจมีประเด็นเรื่องค่ารักษาพยาบาล ค่าทดแทนจากการสูญเสียสมรรถภาพ และค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานที่ต้องพิจารณาแยกจากกันตามเงื่อนไขของกฎหมาย
ดังนั้น หากเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานจนร่างกายของลูกจ้างไม่สามารถกลับมาใช้งานหรือทำงานได้เหมือนเดิม อย่าเพิ่งจบเรื่องไว้เพียงว่า “รักษาเสร็จแล้ว”
ต้องดูต่อด้วยว่า ลูกจ้างยังจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานหรือไม่ เพราะส่วนนี้เป็นอีกสิทธิหนึ่งที่พระราชบัญญัติเงินทดแทนกำหนดไว้โดยเฉพาะ
ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น
ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน
คลินิกกฎหมายแรงงาน
ปรึกษามีค่าใช้จ่าย

