เวลาเราพูดกันว่า “ถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม” คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการฟ้องศาลแรงงานตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นเรื่องที่ศาลพิจารณาว่า การเลิกจ้างนั้นเป็นธรรมหรือไม่ และอาจมีคำสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานหรือจ่ายค่าเสียหายแทนได้
แต่ถ้าพูดถึงคำว่า “การกระทำอันไม่เป็นธรรม” ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งค่ะ
กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ไม่ได้ใช้คำนี้กับการเลิกจ้างลูกจ้างทุกคนในทุกกรณี แต่ให้ความคุ้มครองในกรณีที่การเลิกจ้างหรือการกระทำของนายจ้างเกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิทางแรงงานสัมพันธ์ตามที่กฎหมายกำหนด เช่น การยื่นข้อเรียกร้อง การเจรจา การดำเนินการเกี่ยวกับข้อพิพาทแรงงาน หรือการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน
เพราะฉะนั้น ถ้าลูกจ้างทั่วไปถูกเลิกจ้างแล้วเห็นว่าเหตุผลไม่เป็นธรรม คำถามแรกอาจอยู่ที่เรื่อง เลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 แต่ถ้าการเลิกจ้างเกิดขึ้นเพราะลูกจ้างใช้สิทธิตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ หรือเกี่ยวข้องกับสหภาพแรงงาน ก็ต้องมาดูอีกชุดหนึ่งว่าเข้าลักษณะ “การกระทำอันไม่เป็นธรรม” ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์หรือไม่
ตรงนี้เองที่มาตรา 121 เข้ามาเกี่ยวข้อง
มาตรา 121 (1) ห้ามนายจ้างเลิกจ้างหรือกระทำการใด ๆ อันอาจเป็นผลให้ลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการสหภาพแรงงาน หรือกรรมการสหพันธ์แรงงานไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้ เพราะเหตุที่ลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานนัดชุมนุม ทำคำร้อง ยื่นข้อเรียกร้อง เจรจา ดำเนินการฟ้องร้อง เป็นพยาน หรือให้หลักฐานต่อบุคคลหรือหน่วยงานที่กฎหมายกำหนด หรือเพราะเหตุที่กำลังจะดำเนินการดังกล่าว
ส่วนมาตรา 121 (2) เป็นกรณีที่นายจ้างกระทำเช่นนั้น เพราะเหตุที่ลูกจ้างเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน
คำว่า “เพราะเหตุที่” จึงเป็นหัวใจสำคัญของมาตรา 121
เพียงข้อเท็จจริงว่าลูกจ้างเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือเคยใช้สิทธิตามกฎหมาย ยังไม่พอที่จะทำให้การเลิกจ้างทุกครั้งกลายเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ต้องดูต่อไปว่า เหตุแห่งการเลิกจ้างนั้นเกิดจากการใช้สิทธิหรือสถานะดังกล่าวจริงหรือไม่
แนวนี้ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8332–8349/2568 ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121 (1) และ (2) ต้องมีสาเหตุมาจากเหตุที่กฎหมายบัญญัติไว้ หากนายจ้างเลิกจ้างด้วยสาเหตุอื่นนอกเหนือจากเหตุในมาตรา 121 (1) และ (2) ก็ไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรานี้
ในคดีดังกล่าว แม้ลูกจ้างทั้ง 18 คนเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน และมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้สิทธิของสหภาพแรงงาน แต่ศาลไม่ได้ฟังว่าการเลิกจ้างเกิดขึ้นเพราะเหตุเหล่านั้น จึงไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121 (1) และ (2)
อีกกรณีหนึ่งที่ต้องแยกจากมาตรา 121 คือ มาตรา 123
มาตรา 123 ให้ความคุ้มครองในช่วงที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งเกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้อง หรือคำชี้ขาด มีผลใช้บังคับอยู่ โดยกฎหมายจำกัดการเลิกจ้างลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ อนุกรรมการ หรือสมาชิกสหภาพแรงงาน รวมถึงกรรมการหรืออนุกรรมการสหพันธ์แรงงานซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง เว้นแต่จะมีเหตุตามที่กฎหมายกำหนด
เหตุที่กฎหมายกำหนดไว้ ได้แก่ ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายภายหลังได้รับคำเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีร้ายแรง ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร และกระทำการยุยง สนับสนุน หรือชักชวนให้มีการฝ่าฝืนข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคำชี้ขาด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8332–8349/2568 ยังวินิจฉัยต่อไปด้วยว่า แม้เหตุแห่งการเลิกจ้างจะไม่ใช่เหตุหนึ่งเหตุใดตามมาตรา 123 (1) ถึง (5) แต่เมื่อการเลิกจ้างเกิดจากเหตุผลและความจำเป็นอันสำคัญในการรวมกิจการและปรับโครงสร้างองค์กร และไม่ปรากฏว่าเป็นการกลั่นแกล้งหรือเลือกปฏิบัติต่อลูกจ้าง การเลิกจ้างนั้นก็ไม่เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 123
เพราะฉะนั้น เวลาพูดว่า “ถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม” ต้องแยกก่อนว่าเรากำลังพูดถึงกฎหมายเรื่องไหน
ถ้าเป็นลูกจ้างทั่วไปที่เห็นว่าการเลิกจ้างไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่เป็นธรรม ประเด็นหนึ่งที่มักต้องพิจารณาคือมาตรา 49
แต่ถ้าการเลิกจ้างเกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิในกระบวนการแรงงานสัมพันธ์ การเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในช่วงที่กฎหมายให้ความคุ้มครอง ก็ต้องพิจารณามาตรา 121 หรือมาตรา 123 เพิ่มอีกชั้นหนึ่ง
สองเรื่องนี้อาจเกิดขึ้นในเหตุการณ์เดียวกันได้ แต่ ไม่ใช่กฎหมายเรื่องเดียวกัน และไม่ใช่ทุกคนที่ถูกเลิกจ้างจะสามารถเรียกว่าเป็นผู้ถูก “กระทำอันไม่เป็นธรรม” ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ได้ทันที
ดังนั้น ก่อนจะถามว่า “เลิกจ้างแบบนี้ไม่เป็นธรรมหรือไม่” อาจต้องถามให้ชัดเสียก่อนว่า
ไม่เป็นธรรมตามกฎหมายฉบับไหน และเพราะเหตุอะไร
เพราะคำตอบจะพาไปคนละบทกฎหมาย และอาจพาไปคนละช่องทางในการใช้สิทธิเลยค่ะ
ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น
ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน
คลินิกกฎหมายแรงงาน
ปรึกษามีค่าใช้จ่าย

