กรุณารอสักครู่

 

บทความแนะนำ

ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น

hrกฎหมายกฏหมายแรงงานคลินิกกฎหมายแรงงานฎีกาคดีแรงงานทนายคดีแรงงานนายจ้างลูกจ้างวิทยากรกฎหมายแรงงานจ้างเป็น Freelance แต่ทำงานเหมือนพนักงาน สุดท้ายเป็น “ลูกจ้าง” หรือไม่

28 August 2026

ทุกวันนี้หลายบริษัทไม่ได้มีเฉพาะพนักงานประจำ แต่มีทั้ง Freelance ผู้รับจ้าง ที่ปรึกษา หรือคนที่เข้ามาทำงานเป็นครั้งคราว รูปแบบการทำงานยืดหยุ่นขึ้นมาก สัญญาที่ใช้จึงมีชื่อแตกต่างกันไป บางคนเซ็น “สัญญาจ้างบริการ” บางคนเซ็น “สัญญาจ้างทำของ” และบางบริษัทก็เขียนไว้ชัดเจนว่า ผู้รับจ้างไม่มีสถานะเป็นลูกจ้างของบริษัท

ปัญหามักเกิดขึ้นตอนที่ความสัมพันธ์สิ้นสุดลง เพราะคนที่บริษัทเข้าใจมาตลอดว่าเป็น “ผู้รับจ้าง” อาจกลับมาเรียกร้องค่าชดเชย ค่าล่วงเวลา หรือสิทธิอื่นตามกฎหมายแรงงาน โดยอ้างว่าตลอดเวลาที่ทำงานกันมา แท้จริงแล้วตนเป็นลูกจ้าง

เรื่องนี้จึงไม่ได้ตัดสินกันด้วยชื่อที่เขียนอยู่บนสัญญาเพียงอย่างเดียว

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 กำหนดลักษณะของสัญญาจ้างแรงงานไว้ว่า ลูกจ้างตกลงทำงานให้แก่นายจ้าง และนายจ้างตกลงให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้ ขณะที่มาตรา 587 กำหนดเรื่องจ้างทำของว่า ผู้รับจ้างตกลงทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น

ถ้าอ่านเฉพาะตัวบท ความแตกต่างอาจดูไม่ซับซ้อน จ้างแรงงานคือจ้างคนมาทำงาน ส่วนจ้างทำของคือจ้างเพื่อเอาผลสำเร็จของงาน แต่ชีวิตจริงไม่ได้แบ่งเส้นไว้ชัดขนาดนั้น โดยเฉพาะการทำงานในปัจจุบันที่ผู้รับจ้างบางคนทำงานให้บริษัทเป็นเวลานาน รับค่าตอบแทนทุกเดือน ใช้อุปกรณ์ของบริษัท หรือเข้ามาทำงานในสำนักงานร่วมกับพนักงานคนอื่น

ข้อเท็จจริงเหล่านี้นำมาพิจารณาได้ แต่ไม่ควรหยิบข้อใดข้อหนึ่งมาตัดสินทันที เช่น การได้รับเงินทุกเดือนไม่ได้ทำให้บุคคลนั้นเป็นลูกจ้างโดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกับการเรียกเงินที่จ่ายว่า “ค่าบริการ” ก็ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์กลายเป็นจ้างทำของ สิ่งสำคัญคือต้องดูภาพรวมของการทำงาน โดยเฉพาะลักษณะการควบคุมบังคับบัญชาและสิ่งที่คู่สัญญาต้องการจากการว่าจ้างนั้น

ลองดูจากงานที่เราเจอกันทั่วไป หากบริษัทจ้างนักออกแบบให้ทำเว็บไซต์หนึ่งโครงการ บริษัทสามารถกำหนดขอบเขตงาน รูปแบบที่ต้องการ กำหนดส่ง และตรวจรับงานได้ การกำหนดรายละเอียดเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของผู้ว่าจ้าง เพราะผู้ว่าจ้างย่อมมีสิทธิกำหนดว่าผลงานที่ตนจ่ายเงินซื้อนั้นต้องเป็นอย่างไร แต่หากบริษัทเข้าไปกำหนดการทำงานของบุคคลนั้นในลักษณะเดียวกับพนักงาน มีผู้บังคับบัญชาคอยสั่งงาน ต้องปฏิบัติตามระเบียบของบริษัท จะหยุดงานต้องขออนุญาต หรือบริษัทสามารถมอบหมายให้ไปทำงานอื่นตามที่สั่งได้ ลักษณะความสัมพันธ์ก็เริ่มแตกต่างออกไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7699/2551 เป็นตัวอย่างหนึ่ง บริษัททำสัญญากับพนักงานขับรถและเรียกค่าตอบแทนที่จ่ายว่า “ค่าบริการ” แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาของสัญญาและการทำงานจริง กลับพบว่ามีการกำหนดวันและเวลาทำงาน วันหยุด การปฏิบัติตามข้อบังคับ การมอบหมายงาน รวมถึงค่าตอบแทนสำหรับการทำงานล่วงเวลาและการทำงานในวันหยุด ศาลจึงวินิจฉัยว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงาน ไม่ใช่สัญญาจ้างทำของ

เหตุผลของคดีนี้มีประโยชน์มากกว่าการจำเพียงว่าพนักงานขับรถคนนั้นเป็นลูกจ้าง เพราะทำให้เห็นว่าเวลาพิจารณาสถานะของคนทำงาน เราต้องดูความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ไม่ใช่เลือกดูเฉพาะข้อความในสัญญาที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในระยะหลังก็ยังพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลักษณะการทำงานและอำนาจบังคับบัญชา เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3680/2567 และ 3151/2568 ซึ่งมีการพิจารณาว่าบุคคลนั้นมีหน้าที่การงานเป็นกิจจะลักษณะเพียงใด ต้องปฏิบัติตามคำสั่งหรือระเบียบข้อบังคับในการทำงานหรือไม่ และอยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาของบริษัทหรือไม่

เรื่องนี้สำคัญกับทั้งสองฝ่าย ฝั่งบริษัท หากต้องการใช้ผู้รับจ้างอิสระหรือจ้างทำของ การร่างสัญญาให้ถูกต้องเป็นเพียงส่วนหนึ่ง รูปแบบการทำงานจริงก็ควรสอดคล้องกับความสัมพันธ์ที่ตกลงกันไว้ด้วย มิฉะนั้นเมื่อเกิดข้อพิพาท บริษัทอาจต้องรับผิดในสิทธิตามกฎหมายแรงงานแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมาจะเข้าใจว่าบุคคลนั้นเป็นผู้รับจ้างก็ตาม

ส่วนคนทำงานเองก็ไม่ควรสรุปจากข้อเท็จจริงบางอย่างเพียงอย่างเดียวว่าเป็นลูกจ้าง เช่น ทำงานมานาน รับเงินทุกเดือน หรือบริษัทกำหนดเวลาส่งงาน เพราะแต่ละอย่างอาจเกิดขึ้นในความสัมพันธ์แบบจ้างทำของได้เช่นกัน ต้องพิจารณารูปแบบการทำงานและความสัมพันธ์โดยรวมประกอบกัน

การแยก “จ้างแรงงาน” ออกจาก “จ้างทำของ” จึงไม่มีสูตรสำเร็จว่าต้องมีข้อเท็จจริงกี่ข้อถึงจะกลายเป็นลูกจ้าง สิ่งที่ควรทำตั้งแต่ก่อนเริ่มงานคือกำหนดความสัมพันธ์ให้ตรงกับสิ่งที่ต้องการจริง หากต้องการจ้างคนเข้ามาทำงานภายใต้การบริหารจัดการและการบังคับบัญชาขององค์กร ก็ควรจัดความสัมพันธ์ให้สอดคล้องกับการจ้างแรงงาน แต่หากต้องการผู้รับจ้างเพื่อรับผิดชอบผลสำเร็จของงาน ก็ควรให้ความสัมพันธ์ในการทำงานสะท้อนความเป็นอิสระของผู้รับจ้างด้วย

เพราะเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้น สิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาไม่ใช่เพียงว่าวันที่เซ็นสัญญาเราเรียกความสัมพันธ์นั้นว่าอะไร แต่ตลอดระยะเวลาที่ทำงานร่วมกัน ความสัมพันธ์นั้นเกิดขึ้นอย่างไรจริง ๆ

ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น

ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน

คลินิกกฎหมายแรงงาน

ปรึกษามีค่าใช้จ่าย