ช่วงนี้หลายบริษัทเริ่มเตรียมตัวเรื่อง “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” ที่จะเริ่มมีการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 แต่เรื่องหนึ่งที่ดิฉันคิดว่านายจ้างและ HR ควรรู้ควบคู่กันไป ไม่ใช่เพียงว่า “ต้องจ่ายเท่าไร” หรือ “ใครบ้างต้องเข้ากองทุน” แต่คือ ถ้านายจ้างมีหน้าที่ตามกฎหมายแล้วไม่ปฏิบัติ ผลทางกฎหมายจะเป็นอย่างไร เพราะแต่ละกรณีมีผลไม่เหมือนกัน และที่สำคัญ ไม่ใช่ทุกกรณีที่นายจ้างไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาทเหมือนกันทั้งหมด
กรณีแรก นายจ้างไม่นำส่งเงินสะสมหรือเงินสมทบ หรือนำส่งไม่ครบ กรณีนี้ต้องดูมาตรา 131 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งกำหนดผลไว้โดยเฉพาะว่า นายจ้างต้องจ่าย “เงินเพิ่ม” ให้แก่กองทุนในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนของเงินสะสมหรือเงินสมทบที่ยังไม่ได้นำส่งหรือที่ยังขาดอยู่ นับแต่วันที่ต้องนำส่ง โดยเศษของเดือนตั้งแต่ 15 วันขึ้นไปให้นับเป็นหนึ่งเดือน และถ้าน้อยกว่า 15 วันให้ปัดทิ้ง เพราะฉะนั้น หากบริษัทมีหน้าที่นำส่งเงินแต่ไม่ส่งหรือส่งไม่ครบ สิ่งที่เกิดขึ้นโดยตรงตามมาตรานี้คือยอดหนี้ไม่ได้หยุดอยู่เฉพาะเงินต้น แต่จะมีเงินเพิ่ม 5% ต่อเดือนตามกฎหมายตามมาด้วย
กรณีที่สอง ไม่ยื่นแบบรายการ ไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลง หรือให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ เรื่องนี้เป็นคนละฐานกับการไม่นำส่งเงิน ตามมาตรา 130 นายจ้างมีหน้าที่ยื่นแบบรายการตามที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งแจ้งเป็นหนังสือเมื่อข้อเท็จจริงที่เคยยื่นไว้มีการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไข และกฎหมายยังห้ามมิให้นายจ้างกรอกข้อความอันเป็นเท็จในแบบรายการหรือหนังสือแจ้งดังกล่าว หากนายจ้างฝ่าฝืนหน้าที่ตามมาตรา 130 จึงเข้าสู่บทกำหนดโทษตามมาตรา 156 ซึ่งกำหนดโทษ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้น เวลาพูดถึงโทษจำคุก 6 เดือนหรือปรับ 10,000 บาท ต้องระบุฐานความผิดให้ถูกว่าเป็นกรณีฝ่าฝืนมาตรา 130 ไม่ใช่สรุปว่าเพียงนายจ้าง “ไม่ส่งเงินเข้ากองทุน” แล้วจะได้รับโทษอาญานี้ทันที
กรณีที่สาม นายจ้างค้างเงินสะสม เงินสมทบ หรือเงินเพิ่ม แล้วไม่ยอมชำระ เรื่องนี้กฎหมายไม่ได้หยุดอยู่เพียงการคิดเงินเพิ่ม เพราะมาตรา 132 กำหนดกระบวนการติดตามให้นายจ้างชำระเงินที่ค้าง และหากเข้าสู่เงื่อนไขตามกฎหมายแล้ว มาตรา 136 ให้อำนาจพนักงานตรวจแรงงานดำเนินการ ยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สิน ของผู้มีหน้าที่นำส่งเงินได้ อย่างไรก็ตาม การยึดหรืออายัดไม่ได้เกิดขึ้นทันทีที่นายจ้างค้างชำระ แต่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีหนังสือเตือนให้นำเงินมาชำระภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 30 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือเตือนเสียก่อน เมื่อพ้นกำหนดแล้วยังไม่ชำระ จึงเข้าสู่กระบวนการบังคับตามที่กฎหมายกำหนดได้
จุดที่อยากให้ระวังเป็นพิเศษคือ “เงินเพิ่ม 5% ต่อเดือน” “โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท” และ “การยึด อายัด ขายทอดตลาดทรัพย์สิน” เป็นผลทางกฎหมายคนละฐานกัน จึงไม่ควรนำมาเขียนรวมว่า นายจ้างไม่ส่งเงินกองทุนแล้วจะได้รับโทษทั้งหมดพร้อมกันโดยอัตโนมัติ การไม่นำส่งหรือส่งเงินไม่ครบต้องดูมาตรา 131 การไม่ยื่นแบบหรือให้ข้อมูลไม่ถูกต้องต้องดูมาตรา 130 ประกอบมาตรา 156 ส่วนการบังคับชำระหนี้ด้วยการยึดหรืออายัดทรัพย์ต้องผ่านกระบวนการและเงื่อนไขตามมาตรา 132 และมาตรา 136 ก่อน
สำหรับฝ่าย HR เรื่องนี้จึงไม่ควรเตรียมเพียงงบประมาณสำหรับเงินสมทบเท่านั้น แต่ควรตรวจสอบตั้งแต่รายชื่อลูกจ้างที่อยู่ในบังคับ จำนวนค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานคำนวณ การหักและนำส่งเงินสะสม การจ่ายเงินสมทบของนายจ้าง การยื่นแบบรายการ ตลอดจนระบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อมูลให้ครบถ้วนและตรงเวลา เพราะกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่ได้สร้างเพียง “หน้าที่จ่ายเงิน” แต่สร้างหน้าที่ด้านเอกสาร การรายงาน และการนำส่งเงินให้ถูกต้องตามกฎหมายด้วย
ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น
ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน
คลินิกกฎหมายแรงงาน

