คำว่า “ประมาทเลินเล่อร้ายแรง” เป็นคำที่ได้ยินกันบ่อยมากเวลาพูดถึงการเลิกจ้างตามมาตรา 119 (3) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 บางครั้งได้ยินบ่อยเสียจนเผลอจำกันไปแล้วว่า ตัวบทเขียนว่า ลูกจ้าง “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” นายจ้างจึงเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้
แต่หากกลับไปอ่านตัวบทจริง ๆ มาตรา 119 (3) ใช้ถ้อยคำว่า “ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง”
สองประโยคนี้ดูคล้ายกัน แต่ในทางกฎหมายไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เพราะคำว่า “อย่างร้ายแรง” ในตัวบทไปขยายความเสียหายที่นายจ้างได้รับ ไม่ได้เขียนว่าตัวความประมาทของลูกจ้างต้องเป็น “ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” ดังนั้น เวลาวิเคราะห์มาตรา 119 (3) จึงไม่ควรหยุดเพียงว่า ลูกจ้างทำงานสะเพร่าเพียงใด แต่ต้องลากเส้นต่อให้ครบด้วยว่า ความประมาทนั้นก่อให้เกิดความเสียหายอะไรแก่นายจ้าง และความเสียหายที่เกิดขึ้นถึงระดับ “อย่างร้ายแรง” แล้วหรือยัง
พอมาถึงตรงนี้ คำถามที่มักตามมาก็คือ แล้วต้องเสียหายเท่าไรถึงจะเรียกว่าร้ายแรง?
กฎหมายไม่ได้ให้ตัวเลขสำเร็จรูปไว้ค่ะ ไม่มีตารางว่า 1,000 บาทไม่ร้ายแรง 50,000 บาทเริ่มร้ายแรง และ 100,000 บาทขึ้นไปใช้มาตรา 119 (3) ได้ เพราะแนวคำพิพากษาศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงและผลของความเสียหายในแต่ละกรณี
ตัวอย่างเช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3180/2530 ลูกจ้างซึ่งเป็นหัวหน้าแผนกขายส่วนกลางยอมให้มีการเบิกแบตเตอรี่ไปก่อนโดยไม่มีใบถอนตามระเบียบ เป็นเหตุให้นายจ้างเสียหายประมาณ 400,000 บาท ศาลถือว่าเป็นการประมาทเลินเล่อในหน้าที่ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6720/2546 ลูกจ้างไม่ควบคุมดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้จัดทำบัญชีควบคุมตั๋วโดยสารตามระเบียบ เป็นเหตุให้ตั๋วโดยสารขาดหายและนายจ้างสูญเสียรายได้ 317,200 บาทภายในระยะเวลา 4 เดือน ศาลก็ถือว่าเป็นความเสียหายอย่างร้ายแรงเช่นกัน
สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2191/2548 ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายบริหารตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วน แล้วเสนอให้เลิกจ้างพนักงานสองคนในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการปลอมเอกสาร ภายหลังบริษัทต้องรับพนักงานทั้งสองกลับเข้าทำงาน ศาลยอมรับว่าการกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจ ระบบบริหารงานบุคคล และทำให้การดำเนินงานบางส่วนหยุดชะงัก แต่จากข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟัง ศาลฎีกาเห็นว่ายังถือไม่ได้ว่าเป็นการประมาทเลินเล่อที่ทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงตามมาตรา 119 (3)
ฎีกานี้น่าคิดมากสำหรับการทำงานจริง เพราะเวลามีเหตุเกิดขึ้น เรามักพบคำอธิบายว่า บริษัท “เสียโอกาส” “อาจเสียชื่อเสียง” “ลูกค้าอาจไม่ไว้วางใจ” หรือ “กระทบต่อการทำงานของทีม” ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความสำคัญ แต่ถ้าจะนำมาเป็นเหตุไม่จ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 119 (3) ก็ต้องมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ทำให้เห็นได้ว่า ความเสียหายเกิดขึ้นอย่างไร มีความร้ายแรงเพียงใด และสัมพันธ์กับความประมาทของลูกจ้างอย่างไร ไม่ใช่เพียงเติมคำว่า “อาจจะ” เข้าไปหลายครั้งแล้วความเสียหายจะร้ายแรงขึ้นตามจำนวนคำ
อีกหลักหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1401/2527 คือ แม้นายจ้างจะกำหนดในข้อบังคับว่า การประมาทเลินเล่อซึ่งทำให้นายจ้างเสียหายแม้ไม่ร้ายแรงสามารถเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ ข้อกำหนดเช่นนั้นก็ไม่อาจลดทอนสิทธิที่กฎหมายคุ้มครองไว้ได้ ศาลวางหลักว่า หากจะอาศัยเหตุประมาทเลินเล่อเพื่อไม่จ่ายค่าชดเชย ความเสียหายต้องถึงระดับร้ายแรงตามที่กฎหมายกำหนดจริง
ดังนั้น ความเสียหาย 1,000 หรือ 2,000 บาทจะร้ายแรงหรือไม่ จึงไม่ควรตอบด้วยการตั้งตัวเลขขึ้นมาเอง และจากแนวคำพิพากษาที่ตรวจสอบก็ไม่พบหลักที่กำหนดเส้นตายตัวเช่นนั้น ต้องดูทั้งจำนวนเงิน ลักษณะกิจการ ตำแหน่งและหน้าที่ของลูกจ้าง ผลที่เกิดขึ้นจริง ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างความประมาทกับความเสียหายนั้นประกอบกัน แต่ถ้าความเสียหายที่อ้างมีเพียงความเป็นไปได้ว่า “อาจเสียลูกค้า อาจเสียชื่อเสียง อาจเสียโอกาส” โดยยังอธิบายผลเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและความร้ายแรงไม่ได้ การจะข้ามไปสรุปว่าเข้าองค์ประกอบมาตรา 119 (3) ย่อมมีความเสี่ยง
ที่สำคัญ การที่ความเสียหายยังไม่ถึงขั้นร้ายแรงตามมาตรา 119 (3) ไม่ได้แปลว่า นายจ้างต้องทนกับลูกจ้างที่ทำงานประมาททุกกรณี คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2191/2548 เองก็แสดงให้เห็นว่า แม้ไม่เข้าองค์ประกอบมาตรา 119 (3) จนตัดสิทธิค่าชดเชย แต่การกระทำของลูกจ้างอาจยังเป็นเหตุอันสมควรในการเลิกจ้าง และอาจมีผลในเรื่องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ได้ ทั้งนี้ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
เวลามีเรื่องลักษณะนี้มาปรึกษา จึงไม่ค่อยกังวลกับประโยคว่า “เรื่องนี้ร้ายแรงมาก” เท่าไรนัก สิ่งที่อยากเห็นมากกว่าคือหลักฐานว่าเสียหายอะไร เสียหายเท่าไร เกิดขึ้นแล้วหรือยัง และเกิดจากการกระทำของลูกจ้างอย่างไร
เพราะตอนอยู่ในห้องประชุม คำว่า “ร้ายแรง” อาจพูดง่ายค่ะ
แต่พอไปถึงศาล คำนั้นต้องมีพยานหลักฐานเดินตามไปด้วย
ทนายฝ้าย – ยิ่งพร อินทร์ศรีชื่น
ทนายความและที่ปรึกษาด้านกฎหมายแรงงาน
คลินิกกฎหมายแรงงาน

