เรื่องนี้มีคนเข้าใจคลาดเคลื่อนกันอยู่ไม่น้อยว่า กฎหมายให้ลากิจ 3 วัน เพราะฉะนั้นถ้าใช้ครบแล้ว วันที่ 4 เป็นต้นไปก็แค่เปลี่ยนเป็น “ลาไม่รับค่าจ้าง” อยากหยุดกี่วันก็ยื่นลาไป เพียงแต่บริษัทไม่ต้องจ่ายเงิน
ไม่ใช่อย่างนั้นเสียทีเดียว
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 34 กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็นได้ ปีละไม่น้อยกว่า 3 วันทำงาน และมาตรา 57/1 กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างในวันลาดังกล่าว แต่ปีหนึ่งไม่เกิน 3 วันทำงาน นี่คือสิทธิขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้
คำว่า “3 วัน” จึงต้องเข้าใจให้ถูกก่อนว่า กฎหมายกำลังบอกว่า ลูกจ้างมีสิทธิลากิจไม่น้อยกว่าปีละ 3 วันทำงาน และนายจ้างมีหน้าที่จ่ายค่าจ้างสำหรับการลากิจตามกฎหมายไม่เกิน 3 วันทำงานต่อปี ไม่ได้กำลังบอกว่า เมื่อใช้ครบ 3 วันแล้ว วันที่ 4 จะกลายเป็น “ลาไม่รับค่าจ้าง” ให้โดยอัตโนมัติ
เพราะ “ลากิจตามกฎหมาย” กับ “ลาโดยไม่รับค่าจ้าง” เป็นคนละเรื่องกัน
สมมติปีนี้เราใช้ลากิจครบ 3 วันแล้ว ต่อมามีธุระอีกและต้องการหยุดเพิ่ม เราอาจไปขอนายจ้างว่า “วันนี้ขอลาโดยไม่รับค่าจ้างได้ไหม” แต่การเติมคำว่า “ไม่รับค่าจ้าง” เข้าไป ไม่ได้ทำให้เรามีสิทธิหยุดงานฝ่ายเดียวทันที
ตรงนี้ต้องขอเสริมไว้ด้วยว่า ในบางบริษัทอาจมีระเบียบหรือแนวปฏิบัติที่อนุญาตให้ลูกจ้างลาเกินสิทธิที่ได้รับค่าจ้างแล้วเปลี่ยนเป็นลาไม่รับค่าจ้างได้ อย่างกรณีของผู้ที่ร่วมแสดงความคิดเห็น บริษัทของท่านอาจกำหนดหรืออนุญาตไว้เช่นนั้นจริงก็ได้ และถ้าเป็นระเบียบหรือสภาพการจ้างของบริษัทนั้น ก็ย่อมใช้กับลูกจ้างของบริษัทนั้นตามเงื่อนไขที่กำหนด
แต่สิ่งที่อยากให้ระวังคือ อย่านำวิธีปฏิบัติของบริษัทหนึ่งไปสรุปเป็นหลักทั่วไปว่าทุกบริษัทต้องเป็นแบบเดียวกัน เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าเมื่อใช้ลากิจครบ 3 วันแล้ว วันที่ 4 ต้องเปลี่ยนเป็นลาไม่รับค่าจ้างโดยอัตโนมัติ แต่ละบริษัทอาจมีข้อบังคับ ระเบียบการลา หรือข้อตกลงที่แตกต่างกันได้ ตรงนี้จึงควรเช็กระบบของบริษัทตัวเองก่อนเสมอ
การลาโดยไม่รับค่าจ้างต้องกลับไปดูข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบการลา สัญญาจ้าง หรือข้อตกลงของบริษัทว่ากำหนดไว้อย่างไร หากบริษัทเปิดช่องให้ลาได้ ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนและเงื่อนไขที่กำหนด และหากเป็นการขอหยุดเพิ่มเติมนอกเหนือจากสิทธิที่กฎหมายหรือบริษัทกำหนดไว้ ก็เป็นเรื่องที่นายจ้างและลูกจ้างต้องตกลงกัน ไม่ใช่ลูกจ้างกำหนดเองฝ่ายเดียวว่า “ฉันไม่เอาค่าจ้าง เพราะฉะนั้นฉันหยุดได้”
ลองนึกภาพง่าย ๆ หากวันนี้ลูกจ้างส่งข้อความหาหัวหน้าว่า “พรุ่งนี้มีธุระนะครับ ขอลาไม่รับค่าจ้าง” แล้วปิดโทรศัพท์และวันรุ่งขึ้นไม่มาทำงาน ทั้งที่หัวหน้ายังไม่ได้อนุมัติ จะบอกว่าไม่เป็นไรเพราะลูกจ้างยอมไม่รับค่าจ้างเองไม่ได้
ประเด็นไม่ได้มีแค่ว่า “วันนี้บริษัทต้องจ่ายค่าจ้างหรือไม่” แต่ยังมีอีกคำถามว่า “การไม่มาทำงานวันนี้ได้รับอนุญาตหรือมีสิทธิที่จะลาแล้วหรือยัง”
ถ้ายังไม่ได้รับอนุญาตและไม่ใช่การใช้สิทธิวันลาที่ลูกจ้างมีอยู่ตามกฎหมายหรือข้อบังคับ แต่ลูกจ้างไม่มาทำงานเสียเลย พฤติการณ์นั้นอาจเป็นการขาดงานหรือเป็นการฝ่าฝืนระเบียบการทำงานและระเบียบการลาของบริษัทได้ ผลจึงอาจไม่ได้จบเพียงแค่ “วันนั้นไม่ได้เงิน” แต่อาจมีเรื่องทางวินัยตามมา รวมถึงการได้รับหนังสือเตือน หากเข้าเงื่อนไขตามข้อบังคับของบริษัทและข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี
ตรงนี้จึงเป็นเรื่องที่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างต้องระวัง นายจ้างเองก็ไม่ควรพูดเหมารวมว่า “ลากิจมีแค่ 3 วัน เกินจากนั้นลาไม่ได้” เพราะมาตรา 34 ใช้คำว่า “ไม่น้อยกว่า 3 วันทำงาน” และบริษัทอาจกำหนดสิทธิไว้มากกว่ากฎหมายก็ได้ จึงต้องเปิดดูข้อบังคับ สัญญาจ้าง และสภาพการจ้างประกอบด้วย
ในฝั่งลูกจ้างก็ไม่ควรเข้าใจกลับกันว่า “กฎหมายจ่ายให้ 3 วัน งั้นวันที่ 4 ฉันยอมไม่เอาเงินก็จบ” เพราะการไม่เรียกร้องค่าจ้าง ไม่ได้เท่ากับการได้รับอนุญาตให้ไม่มาทำงาน
ดังนั้น เวลาพูดว่า “ลากิจ 3 วัน” ต้องแยกสามเรื่องออกจากกันให้ชัด กฎหมายให้สิทธิลากิจเท่าไร บริษัทให้สิทธิมากกว่ากฎหมายหรือไม่ และเมื่อสิทธิที่มีอยู่ไม่ครอบคลุมวันที่ต้องการหยุด ลูกจ้างจะขอหยุดเพิ่มเติมตามระเบียบหรือข้อตกลงกับนายจ้างได้หรือไม่
ลาไม่รับค่าจ้าง ไม่ใช่บัตรผ่านสำหรับการหายไปจากงาน
คุณสามารถขอได้ นายจ้างสามารถพิจารณาได้ และทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ แต่ถ้ายังไม่ได้รับอนุญาต ก็อย่าเพิ่งคิดว่าเพียงบอกว่า “ไม่ต้องจ่ายเงินผมก็ได้” แล้วจะไม่ต้องมาทำงาน เพราะสุดท้ายสิ่งที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่เงินเดือนหายไปหนึ่งวัน แต่อาจเป็นหนังสือเตือนที่ได้กลับมาแทน
ประเด็นจริงจึงไม่ใช่แค่ว่า “ลาแล้วได้เงินหรือไม่ได้เงิน” แต่ต้องถามก่อนว่า “วันที่ไม่มาทำงานนั้น คุณมีสิทธิลา หรือได้รับอนุญาตให้ลาแล้วหรือยัง”
โดยทนายฝ้าย
คลินิกกฎหมายแรงงาน
ปรึกษามีค่าใช้จ่าย

