เรื่องหนี้กับเรื่องงาน ฟังดูเหมือนเป็นคนละเรื่องกัน แต่ในชีวิตจริงสองเรื่องนี้อาจเดินมาชนกันได้
สมมติว่าเราทำงานอยู่ตามปกติ วันหนึ่งบริษัททราบว่าเรากำลังถูกเจ้าหนี้ฟ้องเป็นคดีล้มละลาย แล้วเรียกเข้าไปคุยว่า เรื่องนี้อาจกระทบกับบริษัท หรือมองว่าเราอาจไม่เหมาะกับตำแหน่งงานอีกต่อไป ก่อนจะลงท้ายว่า
“ถ้าอย่างนั้นเขียนใบลาออกไว้เลยแล้วกัน”
คำถามคือ บริษัททำแบบนี้ได้ไหม?
ก่อนอื่นต้องแยกคำว่า “ถูกฟ้องล้มละลาย” ออกจาก “เป็นบุคคลล้มละลาย” ให้ได้ก่อน เพราะสองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน เพราะการที่เจ้าหนี้ยื่นฟ้องคดีล้มละลาย เป็นเพียงการนำคดีเข้าสู่กระบวนการของศาล ยังไม่ได้หมายความว่าลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นตกเป็นบุคคลล้มละลายแล้ว
เพราะฉะนั้น แค่บริษัททราบว่าลูกจ้าง “ถูกฟ้องล้มละลาย” จึงไม่ได้ทำให้สัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลง และไม่ได้ทำให้สถานะความเป็นลูกจ้างหายไปโดยอัตโนมัติ
ลูกจ้างก็ยังคงเป็นลูกจ้าง ทำงาน รับค่าจ้าง และมีสิทธิหน้าที่ตามสัญญาจ้างเหมือนเดิม ประการต่อมาแม้บริษัทจะรู้สึกไม่ไว้วางใจว่าลูกจ้างคนบริหารเงินไม่ได้ มีหนี้สินรุงรังจัดการชีวิตตัวเองได้ยากลำบาก แล้วบริษัทจะบอกให้ลาออกเพราะเรื่องนี้ได้ไหม?
ตรงนี้ต้องกลับมาดูคำว่า “ลาออก” ก่อนค่ะ
การลาออกเป็นการแสดงเจตนาของลูกจ้างที่จะยุติความสัมพันธ์การจ้าง เพราะฉะนั้นหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่ามีกระดาษชื่อ “ใบลาออก” หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า ลูกจ้างมีเจตนาจะลาออกจริงหรือเปล่า
ถ้าบริษัทเรียกมาคุยแล้วลูกจ้างเห็นด้วยว่าไม่ประสงค์จะทำงานต่อ จึงเขียนใบลาออก แบบนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง
แต่ถ้าลูกจ้างยืนยันว่าอยากทำงานต่อ ไม่ได้ต้องการลาออก แต่กลับถูกกดดัน ข่มขู่ หรืออยู่ในสถานการณ์ที่ต้องพิจารณาว่าแท้จริงแล้วนายจ้างเป็นฝ่ายประสงค์ให้ความสัมพันธ์การจ้างสิ้นสุดลง แบบนี้การมี “ใบลาออก” เพียงแผ่นเดียวอาจไม่ได้ตอบคำถามทั้งหมด
จึงไม่ควรสรุปง่าย ๆ ว่า เมื่อมีลายมือชื่อในใบลาออกแล้วต้องเป็นการลาออกเสมอ หรือในทางกลับกัน เมื่อมีการกดดันแล้วจะกลายเป็น “การเลิกจ้างโดยปริยาย” ทุกกรณี แต่ต้องพิจารณาเจตนาและพฤติการณ์ทั้งหมดว่า การสิ้นสุดความสัมพันธ์การจ้างนั้นเกิดจากฝ่ายใดกันแน่
ทีนี้บางคนอาจถามต่อว่า ถ้าอย่างนั้นลูกจ้างมีหนี้เยอะ ถูกฟ้องล้มละลาย บริษัทก็ทำอะไรไม่ได้เลยหรือ?
ก็ไม่ใช่อีกค่ะ
เรื่องนี้ต้องย้อนกลับมาดูว่า “ปัญหาทางการเงินส่วนตัว” นั้นเกี่ยวข้องกับงานที่ลูกจ้างทำอยู่แค่ไหน
สมมติลูกจ้างทำงานในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการรับผิดชอบเงิน ทรัพย์สิน การอนุมัติธุรกรรม หรือเป็นตำแหน่งที่มีกฎหมายหรือหลักเกณฑ์เฉพาะกำหนดคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งไว้ เรื่องสถานะทางการเงินของลูกจ้างก็อาจมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานมากกว่าลูกจ้างทั่วไป
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเพียงถูกฟ้องคดีล้มละลายแล้ว นายจ้างจะมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่จ่ายอะไรทันที ดังนั้นจึง
ต้องแยกคำถามออกมาอีกว่า ลูกจ้างอยู่ในสถานะใดแล้ว ถูกฟ้องเฉย ๆ ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว หรือถูกพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว ตำแหน่งงานนั้นมีกฎหมายกำหนดคุณสมบัติไว้เป็นพิเศษหรือไม่ ข้อบังคับหรือสัญญาจ้างกำหนดไว้อย่างไร และสถานะดังกล่าวกระทบต่อการทำงานจริงหรือไม่
ทั้งหมดนี้เป็นคนละคำถามกับคำว่า “มีหนี้เยอะ” และต่อให้สุดท้ายบริษัทเห็นว่ามีเหตุจำเป็นต้องยุติการจ้าง ก็ต้องแยกต่อไปอีกว่า การเลิกจ้างนั้นเข้าข้อยกเว้นที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายหรือไม่
เพราะ “นายจ้างมีเหตุที่จะเลิกจ้าง” กับ “นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย” เป็นคนละเรื่องกัน
ตรงนี้เป็นเรื่องที่คนมักสับสนมาก
นายจ้างอาจมีเหตุผลทางธุรกิจหรือเหตุเกี่ยวกับคุณสมบัติของลูกจ้างที่ทำให้ไม่สามารถจ้างต่อได้ แต่ไม่ได้แปลว่าเหตุนั้นจะกลายเป็นความผิดตามมาตรา 119 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยอัตโนมัติ
ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขยกเว้นตามกฎหมาย นายจ้างก็ยังอาจมีหน้าที่จ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 รวมถึงสิทธิอื่นที่เกิดจากการเลิกจ้าง แล้วแต่ข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
ส่วนถ้าลูกจ้างถูกเรียกเข้าไปแล้วบริษัทบอกว่า “ลาออกเสียเถอะ” สิ่งที่อยากให้คิดก่อนเซ็นไม่ใช่เพียงว่าเซ็นแล้วจะได้เงินเท่าไร แต่คือ
เราต้องการลาออกจริงหรือไม่
เพราะถ้าต้องการทำงานต่อ แต่กลับลงชื่อในเอกสารที่ระบุชัดว่าประสงค์ลาออกโดยสมัครใจ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นอาจกลายเป็นข้อพิพาทว่า ตกลงความสัมพันธ์การจ้างสิ้นสุดเพราะลูกจ้างลาออกเอง หรือเพราะนายจ้างเป็นฝ่ายเลิกจ้างและถ้าข้อเท็จจริงท้ายที่สุดฟังได้ว่าเป็นการเลิกจ้าง สิทธิเรื่องค่าชดเชยตามมาตรา 118 ก็ต้องพิจารณาตามอายุงานและเงื่อนไขของกฎหมายต่อไป
ส่วนจะเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 ได้หรือไม่นั้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะนายจ้างเป็นฝ่ายเลิกจ้าง แต่ต้องพิจารณาต่อว่าการเลิกจ้างนั้นมีเหตุอันสมควรเพียงพอหรือไม่ และเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมหรือไม่
เพราะฉะนั้น ถ้าจะถามว่า
“ถูกฟ้องล้มละลาย บริษัทให้ลาออกได้ไหม?”
คำตอบของเรื่องนี้จึงไม่ใช่คำว่า “ได้” หรือ “ไม่ได้” เพียงคำเดียวค่ะ ต้องเริ่มตั้งแต่ดูให้ถูกก่อนว่า “ถูกฟ้อง” อยู่ในขั้นตอนไหน เรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานหรือมีกฎหมายกำหนดคุณสมบัติไว้หรือไม่ บริษัทกำลังขอให้ลูกจ้างลาออกโดยสมัครใจ หรือแท้จริงแล้วบริษัทเป็นฝ่ายไม่ประสงค์จะให้ทำงานต่อ และถ้าบริษัทเป็นฝ่ายเลิกจ้าง เหตุที่นำมาใช้นั้นทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่ รวมถึงเพียงพอที่จะทำให้การเลิกจ้างนั้นเป็นธรรมหรือไม่
กฎหมายแรงงานจึงไม่ได้ดูแค่ว่ากระดาษแผ่นสุดท้ายเขียนว่า “ลาออก” หรือ “เลิกจ้าง”แต่ดูว่า ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงคืออะไร ใครเป็นฝ่ายทำให้การจ้างสิ้นสุดลง และเหตุที่ทำให้การจ้างสิ้นสุดนั้นมีผลทางกฎหมายอย่างไร
โดยทนายฝ้าย
คลินิกกฎหมายแรงงาน
ปรึกษามีค่าใช้จ่าย

