กรุณารอสักครู่

 

บทความแนะนำ

ลีกัล คลินิก แอนด์ เอดดูเคชั่น

hrกฎหมายกฏหมายแรงงานคลินิกกฎหมายแรงงานฎีกาคดีแรงงานทนายคดีแรงงานนายจ้างลูกจ้างวิทยากรกฎหมายแรงงานเป็นลูกจ้าง ทำงานให้บริษัท รับเงินเดือนบริษัท แล้วลิขสิทธิ์ในงานเป็นของใคร

8 August 2026

พอพูดถึงลิขสิทธิ์ในงานที่ลูกจ้างสร้างขึ้นระหว่างทำงาน หลายคนน่าจะมีคำตอบอยู่ในใจทันทีว่า ก็ลูกจ้างรับเงินเดือนบริษัท ใช้เวลางานของบริษัท ใช้คอมพิวเตอร์ของบริษัท และทำงานตามหน้าที่ให้บริษัท งานที่ทำออกมาก็ต้องเป็นของบริษัทสิ จะเป็นของใครไปได้

บางคนอาจไปไกลกว่านั้นอีกนิดว่า งานในออฟฟิศทั่วไปจะมีลิขสิทธิ์อะไร ไม่ได้แต่งเพลง ไม่ได้เขียนนิยาย ไม่ได้วาดภาพขายเสียหน่อย แค่ทำรายงาน ทำสไลด์ ทำคู่มือ ทำรูปประชาสัมพันธ์ หรือเขียนโปรแกรมให้บริษัทเท่านั้นเอง

แต่คำว่า “เท่านั้นเอง” นี่แหละค่ะที่ทำให้หลายบริษัทเพิ่งมาพบปัญหาในวันที่ลูกจ้างลาออก แล้วนำงานเดิมไปใช้ต่อ บริษัทต้องการแก้ไข ดัดแปลง หรือส่งมอบงานให้ลูกค้าต่อ แต่กลับเพิ่งมานั่งเปิดสัญญาจ้างดูว่า ตกลงเราเคยเขียนเรื่องลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สินทางปัญญาเอาไว้หรือยัง

เรื่องนี้ต้องเริ่มจากการแยกก่อนว่า ไม่ใช่งานทุกอย่างที่ทำในสำนักงานจะเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ แต่ก็ไม่ใช่ว่างานสำนักงานจะไม่มีลิขสิทธิ์เลย

พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 กำหนดประเภทงานอันมีลิขสิทธิ์ไว้หลายประเภท ไม่ได้มีเฉพาะหนังสือ เพลง หรือภาพยนตร์เท่านั้น งานวรรณกรรมตามกฎหมายรวมถึงงานเขียนและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ งานศิลปกรรมรวมถึงภาพวาด ภาพประกอบ ภาพถ่ายและงานออกแบบ นอกจากนี้ยังมีงานโสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง และงานประเภทอื่นตามที่กฎหมายกำหนดด้วย

ดังนั้น งานที่พบได้ในบริษัททั่วไป เช่น คู่มือการทำงาน บทความ เอกสารฝึกอบรม เนื้อหาประชาสัมพันธ์ งานนำเสนอ ภาพถ่ายสินค้า ภาพกราฟิก วิดีโอ โฆษณา โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือการรวบรวมและจัดวางข้อมูลที่มีการสร้างสรรค์เพียงพอ ก็อาจเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ได้

คำว่า “อาจเป็น” สำคัญมาก เพราะลิขสิทธิ์ไม่ได้คุ้มครองตัวความคิด วิธีการ ระบบ ขั้นตอนการทำงาน หรือข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว แต่คุ้มครองการแสดงออกของความคิดนั้นในรูปแบบของงานสร้างสรรค์ ตัวอย่างเช่น แนวคิดว่าจะทำคู่มือปฐมนิเทศพนักงานยังไม่ใช่งานที่ได้รับความคุ้มครอง แต่ข้อความ ภาพประกอบ การเรียบเรียง และรูปแบบที่สร้างขึ้นเป็นคู่มือแล้ว อาจเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ได้ ส่วนข้อมูลยอดขาย ตัวเลข รายชื่อลูกค้า หรือข้อเท็จจริงดิบ ๆ ก็ไม่ได้กลายเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ทั้งหมดเพียงเพราะถูกพิมพ์ลงในไฟล์ Excel

เมื่อแยกได้แล้วว่างานใดอาจเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ คำถามถัดไปจึงกลับมาที่เรื่องเดิมว่า ในเมื่องานนั้นเกิดขึ้นระหว่างการทำงาน ลิขสิทธิ์จะเป็นของนายจ้างหรือลูกจ้าง

คำตอบตามกฎหมายไทยอาจไม่ตรงกับความเข้าใจของหลายบริษัท

มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์กำหนดว่า งานที่ผู้สร้างสรรค์สร้างขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง หากไม่ได้ทำหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ลิขสิทธิ์ในงานนั้นเป็นของผู้สร้างสรรค์ ซึ่งก็คือลูกจ้าง แต่นายจ้างมีสิทธินำงานนั้นออกเผยแพร่ได้ตามวัตถุประสงค์แห่งการจ้างแรงงานนั้น

อ่านมาถึงตรงนี้ นายจ้างบางคนอาจเริ่มขยับแว่นแล้วถามว่า หมายความว่าบริษัทจ่ายเงินเดือน จัดหาอุปกรณ์ ให้ข้อมูล สั่งงาน และรับความเสี่ยงทางธุรกิจทั้งหมด แต่ลิขสิทธิ์กลับเป็นของลูกจ้างอย่างนั้นหรือ

โดยหลักกฎหมาย หากไม่มีข้อตกลงเป็นหนังสือกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ก็ใช่ค่ะ

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่านายจ้างไม่มีสิทธิใช้งานเลย เพราะกฎหมายยังให้นายจ้างมีสิทธินำงานออกเผยแพร่ได้ตามวัตถุประสงค์ของการจ้าง เช่น บริษัทจ้างพนักงานฝ่ายการตลาดมาทำภาพประชาสัมพันธ์ บริษัทก็ย่อมนำภาพนั้นไปใช้ประชาสัมพันธ์กิจการตามวัตถุประสงค์ที่จ้างได้ ไม่ใช่ว่าลูกจ้างจะสร้างภาพเสร็จแล้วห้ามบริษัทแตะต้องทันที

ปัญหาอยู่ตรงที่คำว่า “ตามวัตถุประสงค์แห่งการจ้าง” อาจไม่ได้ตอบทุกเรื่องที่บริษัทต้องการทำกับงานนั้นในอนาคต เช่น บริษัทจะโอนสิทธิให้ลูกค้า จะอนุญาตให้บริษัทในเครือใช้ จะดัดแปลงงานไปทำสินค้าใหม่ จะขายสิทธิให้บุคคลอื่น หรือจะดำเนินการกับงานนอกเหนือจากขอบเขตหน้าที่เดิมได้เพียงใด หากสัญญาไม่ได้เขียนไว้ให้ชัด ก็อาจกลายเป็นพื้นที่โต้แย้งได้

หลักของการจ้างแรงงานนี้แตกต่างจากงานที่สร้างขึ้นโดยการรับจ้างจากบุคคลอื่น หรือที่มักเรียกกันทั่วไปว่างานจ้างทำของ เพราะมาตรา 10 กำหนดว่า หากเป็นงานที่สร้างขึ้นโดยการรับจ้าง ลิขสิทธิ์เป็นของผู้ว่าจ้าง เว้นแต่ผู้สร้างสรรค์และผู้ว่าจ้างจะตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น

ความแตกต่างจึงอยู่ตรงนี้

ถ้าเป็นลูกจ้างสร้างงานในฐานะพนักงาน โดยไม่มีข้อตกลงเป็นหนังสือกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ลิขสิทธิ์เป็นของลูกจ้าง แต่นายจ้างมีสิทธิเผยแพร่ตามวัตถุประสงค์ของการจ้าง

แต่ถ้าเป็นการว่าจ้างบุคคลภายนอกให้สร้างงานเป็นครั้ง ๆ เช่น จ้างช่างภาพถ่ายภาพสินค้า จ้างนักออกแบบทำโลโก้ หรือจ้างโปรแกรมเมอร์อิสระพัฒนาระบบ โดยหลักลิขสิทธิ์เป็นของผู้ว่าจ้าง เว้นแต่ตกลงกันไว้ต่างออกไป

อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งเห็นคำว่า “ผู้ว่าจ้างเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์” แล้วสบายใจจนไม่เขียนสัญญา เพราะในงานจริงยังมีรายละเอียดอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นขอบเขตงาน งานต้นฉบับ ไฟล์ต้นทาง งานที่นำของบุคคลอื่นมาประกอบ สิทธิในการแก้ไข ดัดแปลง ทำซ้ำ เผยแพร่ ให้สิทธิช่วง โอนให้ลูกค้า ใช้ในต่างประเทศ หรือใช้ต่อหลังสิ้นสุดสัญญา รวมถึงการรับรองว่าผู้สร้างงานไม่ได้ไปนำผลงานของคนอื่นมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

หลายบริษัทเขียนเพียงว่า “ผลงานทั้งหมดเป็นของบริษัท” แล้วคิดว่าจบ แต่คำว่าผลงานเป็นของบริษัทอาจยังไม่ชัดว่าหมายถึงเพียงไฟล์ เอกสาร หรือทรัพย์สินที่ส่งมอบ หรือหมายถึงการโอนลิขสิทธิ์และสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องให้บริษัทด้วย เพราะการเป็นเจ้าของไฟล์หนึ่งไฟล์กับการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้นไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

บริษัทอาจเป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์ที่เก็บงาน เป็นเจ้าของกระดาษที่พิมพ์งาน หรือเป็นผู้ครอบครองไฟล์ต้นฉบับ แต่ไม่ได้แปลว่าจะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โดยอัตโนมัติทุกกรณี

ทางแก้จึงไม่ซับซ้อน แต่ต้องทำให้ถูกตั้งแต่ต้น คือเขียนข้อตกลงเรื่องลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาไว้ในสัญญาจ้างแรงงานให้ชัดเจนว่า งานประเภทใดที่อยู่ภายใต้ข้อตกลง สิทธิใดตกเป็นของนายจ้าง ตั้งแต่เวลาใด ครอบคลุมถึงงานต้นฉบับ งานแก้ไข งานต่อยอด และไฟล์ที่เกี่ยวข้องหรือไม่ รวมถึงกำหนดหน้าที่ของลูกจ้างในการส่งมอบงาน เอกสาร รหัสผ่าน และข้อมูลที่จำเป็นเมื่อพ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง

ถ้าเป็นการจ้างบุคคลภายนอก ก็ควรเขียนขอบเขตการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และการโอนสิทธิไว้เช่นกัน ไม่ควรอาศัยเพียงข้อความในใบเสนอราคาว่า “รวมค่าออกแบบแล้ว” เพราะการจ่ายค่าจ้างครบไม่ได้แปลว่าข้อพิพาทเรื่องสิทธิจะไม่มีวันเกิดขึ้น

ประเด็นจริงของเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ว่า ใครเป็นคนจ่ายเงิน หรือใครเป็นคนถือคอมพิวเตอร์ แต่ต้องดูทั้งประเภทของงาน สถานะของผู้สร้างงาน และข้อตกลงที่ทำไว้เป็นหนังสือ

เป็นลูกจ้าง ไม่ได้แปลว่าลิขสิทธิ์จะเป็นของบริษัทโดยอัตโนมัติ

เป็นผู้ว่าจ้าง ก็ไม่ได้แปลว่าควรปล่อยให้กฎหมายทั่วไปจัดการทุกเรื่องแทนสัญญา

ใครยังไม่รู้ว่าจะเขียนข้อตกลงเรื่องลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาอย่างไร มีจำหน่ายนะคะ อิอิ

ทนายฝ้าย

คลินิกกฎหมายแรงงาน

ปรึกษามีค่าใช้จ่าย